Menu

ทุกคนต้องอ่าน!เผยวิธีอาบน้ำที่ถูกต้อง

แน่นอนว่า การอาบน้ำ เป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันที่สำคัญของคนเรามากที่สุด
เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ขจัดสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย และ สร้างความสดชื่นให้กับร่างกายอีกครั้ง
หลังจากเหนื่อยมาทั้งวั้น อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า 3 วิธีการอาบน้ำเบื้องต้นที่ถูกต้องเป็นอย่างไร
วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณ!
เริ่มจาก ในสภาพอากาศที่หนาวๆแบบนี้นั้น คนส่วนใหญ่มักใช้บริการเครื่องปรับน้ำอุ่นหรือฝักบัว แน่นอนว่า
เราควรปรับอุณภูมิให้เหมาะสม ไม่ร้อนจนเกินไป จัดตำแหน่งฝักบัวให้เข้าที่เข้าทาง เอาตามที่เราสะดวก
พยายามให้น้ำลงบริเวณทั่วๆตัว ไม่กระเด็น หรือ กระจายไปทางอื่น ที่สำคัญ เราควรให้เวลากับการอาบน้ำแบบไม่ต้องเร่งรัดด้วย
ต่อมา เป็นการทำความสะอาด เราควรหมุนตัวรอบๆบริเวณฝักบัว ที่เราเปิด 3-4 ครั้ง
เพื่อให้น้ำได้ชำระล้างร่างกายให้สะอาดรอบด้าน กรณีที่คุณต้องการสระผม ก็ควรให้น้ำ เปียกทั่วบริเวณศีรษะ ทั้งหมด
และ ขั้นตอนแรกของการทำความสะอาด ควรต้องพยายามล้างฝุ่นออกจากตัวให้หมดสิ้น ที่สำคัญ กรณี อาบน้ำอุ่น
ยังช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายมากขึ้นอีกต่างหาก
ปิดท้ายกันที่ ขั้นตอนสุดท้าย หลังจากเราถูสบู่ ทั่วตัวเสร็จแล้ว เราควรให้เวลาน้ำชำระล้างออกให้หมด
โดยเฉพาการสระผมนั้นสำคัญ ยิ่งถ้าคุณสระนานๆ คุณก็ต้องละเอียด ในการล้างออกมาให้หมด และ
เพื่อตรวจดูว่าล้างแชมพูจนเกลี้ยงแล้ว บีบผมตอนที่ผมยังเปียก และสังเกตสีของน้ำที่บีบออกมา
ถ้าน้ำยังเป็นสีของแชมพูอยู่ ก็ล้างผมอีกรอบจนกว่าจะหมด เท่านี้ คุณก็จะสะอาดกว่าใครเป็นไหนๆ!
ดังนั้นจากทั้งหมด ที่เราสาธยายมา เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นประโยชน์ ไม่มากก็น้อย และ
หวังว่าจะช่วยให้ทุกคนรู้จักการอาบน้ำที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น…

ความงาม_การเลือกซื้อเครื่องสําอาง

หากพูดถึงเครื่องสำรองนั้นเป็นอะไรที่คู่กับบรรดาคุณผู้หญิงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในประเภทครีมทาผิว, ครีมบำรุง, ครีมกันแดด
หรือจะเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งในปัจจุบันมีออกมาขายหลากหลายยี่ห้อมากมาย
เรียกได้ว่าแทบจะเลือกกันไม่ถูกเลยจริงๆ เนื่องจากกลุ่มคนทุกเพศทุกวัยมักจะนิยมใช้เครื่องสำอางอยู่แล้ว
แต่รู้หรือไม่การที่มีหลายบริษัทนั้นผลิตออกมามากมายนั้นใช่ว่าจะดีทั้งหมด
เพราะบางอย่างจะไม่ได้ปลอดภัยต่อสุขภาพผิวของเรา ซึ่งตรงนี้โดนกันมาเยอะแล้ว
วันนี้เรามีเทคนิคที่น่าสนใจสำหรับการเลือกซื้อเครื่องสำอางมาแนะนำกันว่าควรคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง
อันดับแรกลองดูรีวิวก่อน ก่อนที่จะซื้อเครื่องสำอางวิธีง่ายๆ คือการหาดูรีวิวของผลิตภัณฑ์ยี่ห้อนั้นๆก่อน
ไม่ว่าจะเป็นแหล่งขายสินค้า, รีวิวจากผู้ใช้จริง ซึ่งตรงนี้ผู้ที่เคยใช้จริงก็จะมีคำแนะนำที่ดีให้กับเรา
โดยวิธีจะทำให้เรารู้สึกปลอดภัยและมั่นใจในการซื้อเครื่องสำอางมากขึ้น และ ควรทดสอบเครื่องสำอางก่อน
การทดสอบเครื่องสำอางถือเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะจะทำให้เราได้ลองผิดลองถูก
ซึ่งแน่นอนว่ามีหลายผลิตภัณฑ์ที่ออกมาหลากหลาย
ใช่ว่าทั้งหมดนั้นจะเหมาะสมกับผิวของคุณ บางคนถึงขั้นกับแพ้เครื่องสำอางที่ซื้อมาก่อนที่จะทดลอง
ทำให้อาจจะเสียเงินไปแบบฟรีๆ แล้วยังมาเสียค่ารักษาอาการแพ้ที่เกิดขึ้นอีก
ซึ่งวิธีทดสอบว่าเราแพ้เครื่องสำอางยี่ห้อนี้หรือไม่ให้นำมาป้ายลงบริเวณเนื้ออ่อน เช่นใต้แขน, หลังใบหู และให้รอประมาณ 20
นาทีเพื่อดูปฏิกิริยาที่จะเกิดขึ้นกับผิวของเรา ซึ่งหากว่าท่านมีอากาศแพ้ จะเกิดเป็นผื่น, รอยแดงมีอาการคันและระคายเคือง
ควรตรวจสอบก่อนว่าเครื่องสำอางมีเครื่องหมายรับรองหรือไม่ อย่างที่บอกไปว่าปัจจุบันเครื่องสำอางต่างๆ
นั้นถูกผลิตออกมามากมาย บางทีอาจจะมีของปลอมที่ทำเลียนแบบ ดังนั้นเราควรที่จะตรวจสอบให้ชัดเจน
ก่อนจะซื้อควรจะดูเครื่องหมาย อย. บนฉลากซะก่อนว่าได้รับการรับรองหรือไม่
ซึ่งหากเป็นเครื่องสำอางไม่ไม่ผ่านการทดสอบจาก อย. นั้นหมายความว่าท่านอาจจะเจอของเถื่อน
ที่อาจจะมีส่วนผสมที่เป็นอันตรายต่อผิวกายของคุณและแน่นอนว่ามันไม่คุ้มเลย เงินก็เสียหน้าก็พังอีก…

รู้จักกับอาการอ่อนเพลีย

หากคุณมีอาการอ่อนเพลียเป็นพัก ๆ หรือมักจะเหนื่อยล้าเป็นช่วง ๆ จนเริ่มจะสงสัยตัวเองอยู่บ่อยๆ
ว่าความอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ดูไร้ซึ่งแรงบันดาลใจจะทำอะไรต่อมิอะไรของเราเป็นเพราะความขี้เกียจส่วนตัว
หรือจริง ๆ แล้วร่างกายเราซ่อนโรคอะไรอยู่หรือเปล่า งั้นเอาเป็นว่ามาเช็กความแตกต่างกันให้รู้แจ้งเห็นจริง
วิธีลดอาการอ่อนเพลีย
1.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่หากการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงทำให้รู้สึกเหนื่อยล้ามาก อาจออกกำลังกายเบา
ๆ ด้วยการเดินระยะสั้น
2.รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและรับประทานอย่างพอเหมาะ
โดยไม่ควรข้ามมื้ออาหารโดยเฉพาะมื้อเช้า
3.ดื่มน้ำอย่างพอเหมาะ ไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หากเกิดปัญหาทางอารมณ์ ควรเผชิญหน้าและแก้ไข้ปัญหา ไม่ควรเพิกเฉยและหนี
ปัญหา อาจปรึกษาคนใกล้ชิดเพื่อขอความช่วยเหลือในการแก้ปัญหา
4.หาทางจัดการกับความเครียดและทำงานในปริมาณที่เหมาะสม
5.หาเวลาว่างทำกิจกรรมเพื่อให้ผ่อนคลาย เช่น การเล่นโยคะ
6.หลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดทุกชนิด
สำหรับคนที่มีอาการอ่อนเพลีย คล้ายจะรู้สึอ่อนเพลียเรื้อรัง คือรู้สึกอ่อนล้าหมดแรงตลอดเวลา
เป็นแบบนี้มาประมาณ 1-3 เดือน อาจเป็นอาการที่มีสาเหตุมาจากความเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจร่วมกัน
เป็นได้ว่าอาจเกิดจากความเครียดสะสม ซึ่งส่งผลให้ร่างกายแสดงอาการในด้านลบออกมาดังนี้
– รู้สึกหมดกำลังใจจะทำอะไร
– เครียดจนนอนไม่หลับเลยรู้สึกนอนไม่พออยู่ตลอดเวลา
หรือบางคนอาจมีอาการนอนหลับเต็มอิ่มแต่รู้สึกเหมือนไม่ได้นอน
– มีอาการท้องอืดบ่อย ๆ หรือรู้สึกหิวตลอดเวลา หรือบางเคสอาจไม่รู้สึกอยากกินอะไรเลยก็เป็นได้…

5 อาหาร ที่เสี่ยงต่อการเป็น “โรคมะเร็ง”

1. อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารทอด หรือมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบ
แม้มันฝรั่งแผ่นทอดกรอบหรือ อาหารฟาสต์ฟู้ดอื่น ๆ
อาหารกลุ่มนี้ก็อาจทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งเนื่องจากในมันฝรั่งทอดและอาหารฟาสต์ฟู้ดจะมีไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์
และเกลือโซเดียมสูง ทานมาก ๆนอกจากจะทำให้อ้วนแล้วยังเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงอีกต่างหาก
แถมในระหว่างทอดในอุณหภูมิสูง ๆ ยังเกิดสารก่อมะเร็งอะคริลาไมด์ (Acrylamide)
ที่มาจากน้ำมันที่เติมไฮโดรเจน ซึ่งถ้าบริโภคมาก ๆทำให้เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งระบบทางเดินอาหาร หรือถ้าสูดดมเข้าไปมาก ๆ
ในระหว่างที่ทำอาหารก็เสี่ยงเป็นมะเร็งปอด และยังทำลายระบบประสาทด้วย

2. เนื้อแดง เนื้อแปรรูป
เนื้อแดง และเนื้อแปรรูป เช่น แฮม ฮอตดอก ไส้กรอก กุนเชียง เบคอน
มักจะมีดินประสิวเป็นส่วนประกอบ เพื่อถนอมเนื้อสัตว์ให้ดูน่ากิน คงสภาพเดิม
ช่วยยับยั้งแบคทีเรียและกันบูด แต่สารพวกนี้ก็ถือเป็นสารก่อมะเร็งนอกจากนี้ในเนื้อสัตว์ยังมีไขมันอิ่มตัวอยู่มาก
เมื่อนำไปปรุงในอุณหภูมิที่ร้อนจัดสามารถทำให้เกิดสารก่อมะเร็งเอชซีเอ
(Heterocyclic Amine – HCA) ซึ่งทำให้เป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

3. อาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อรา ยาฆ่าแมลง และสารพิษ
อาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อรา โดยเฉพาะในเมล็ดธัญพืช
อย่างเช่นถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม หอม และอาหารที่เก็บไว้นานเกินไปอย่างนมหรือขนมปัง
เนื่องจากในอาหารประเภทนี้จะมีการปนเปื้อนของเชื้อราแอสเปอจิลลัส ฟลาวัสซึ่งผลิตสารสารอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) ที่เป็นอันตรายสูง
เมื่อรับประทานจำนวนมาก จะไปสะสมที่ตับ ทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งตับได้เลย
ที่สำคัญ สารพิษตัวนี้ทนความร้อนสูงถึง 260 องศาเซลเซียส
ในขณะที่ความร้อนในการทำอาหารของเราอยู่ที่ 100 องศาเซลเซียสเท่านั้น
ดังนั้นความร้อนจากการทำอาหารจึงไม่สามารถทำลายสารอะฟลาท็อกซินได้

4. อาหารเค็ม ดอง ปิ้ง ย่าง รมควัน
การบริโภคอาหารที่ใส่เกลือหรือดองด้วยเกลือในปริมาณมาก
เพื่อให้มีรสชาติเค็ม นอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงแล้ว
ยังเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งหลอดอาหาร
นอกจากนี้จากการวิจัยและทดลองจากสัตว์ของ ดร.สตีเฟน ทอมป์สัน
สถาบันวิจัยมะเร็งแห่งอเมริกา ยังพบว่าเกลือเป็นสารโซเดียมคลอไรด์
ที่ถ้าร่างกายได้รับมากเกินไป
ยังสามารถไปกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งในลำไส้ใหญ่โตได้ไวขึ้น
ส่วนอันตรายจากการปิ้ง ย่าง
และรมควันนั้นมาจากการทำอาหารที่ต้องใช้ความร้อนสูงจนก่อให้เกิดสารอะคริลา
ไมด์ (Acrylamide) และอาจเกิดสารไพโรไลเซต (Pyrolysates) จากการไหม้ของเนื้อสัตว์
ซึ่งสารตัวนี้ร้ายแรงกว่าสารอะฟลาท็อกซิน 6-100 เท่า อาจทำให้เราเป็นมะเร็งได้
และหากอาหารที่นำมาปิ้ง ย่าง รมควัน เป็นอาหารทะเล
ก็สามารถทำให้ได้รับสารไนโตรซามีน (nitrosamines) ที่เป็นสารก่อมะเร็งตับและมะเร็งหลอดอาหารเพิ่มอีกด้วย
นอกจากนี้การปิ้งย่างยังมาจากสารพีเอเอช (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon -PAH)
ซึ่งมาจากน้ำของการเผาไหม้ไขมันในเนื้อสัตว์หยดลงไปที่ถ่านจนเป็นควันพิษชนิดเดียวกับควันรถ
หรือควันบุหรี่ลอยขึ้นมาติดกับเนื้อสัตว์ที่เรากิน ซึ่งถ้าบริโภคมาก ๆ
อาจเกิดเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหารได้เช่นกันค่ะ
ทางที่ดีควรนำส่วนที่เป็นไขมันออกก่อนที่จะนำไปทำอาหาร
ใช้ไฟที่ไม่ร้อนจัดจนเกินไป และถ้าเป็นไปได้ควรเลือกใช้เตาไร้ควันจะดีที่สุด

5. อาหารที่ใช้ทิชชูซับน้ำมัน
กระดาษทิชชู มีสารไดออกซินเป็นส่วนประกอบ
ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง
หากนำมาใช้ซับอาหารก็ทำให้เราเสี่ยงเป็นมะเร็งได้มากขึ้น เพราะเนื้อเยื่อเล็ก ๆ
ของกระดาษทิชชูจะติดอยู่บนอาหารที่เราทานเข้าไปด้วย
นอกจากนี้ในกระบวนการผลิตทิชชูยังใช้สารโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH)
หรือโซดาไฟในการผลิต และใช้สารคลอรีนฟอกสี ดังนั้น
ซึ่งการนำทิชชูทั่วไปมาซับอาหารจึงสามารถทำให้เกิดมะเร็งรวมถึงโรคอันตรายอื่น ๆ ได้โดยที่เราไม่รู้ตัว…

เคล็ดลับ &ผมตรงสวย&โดยไม่ต้องง้อเครื่องหนีบผม

เมื่อสาวๆผมตรงปรารถนาที่จะมีผมตรงสวยแต่เรากไม่อยากใช้ความร้อนหรือเครื่องหนีบผมบ่อย
เพราะการใช้ความร้อนมากๆอาจจะทำให้ผมแห้งเสียได้ซึ่งมันเป็นอัตรายต่อผมอย่างมาก
ถ้าสาวๆคนไหนอยากให้เส้นผมของเราตรงสวยแบบเป็นธรรมชาติแล้ววันนี้เรามีเคล็ดลับมาบอกค่ะ พร้อมหรือยังไปดูกันเลย !

1.สูตรหมักผมเพื่อเส้นผมตรง + นำน้ำกะทิ 1 ถ้วย มาผสมกับ
น้ำมะนาว 2 – 3 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันนำไปแช่เย็นไว้ข้ามคืน
จะเห็นได้ว่า ส่วนผสมจะแยกตัวเป็น 2 ชั่น ใช้ชั้นแรก
มาชโลมให้ทั่วศีรษะ คลุมด้วยหมวกคลุมผมอาบน้ำ หมักทิ้งไว้
ครึ่งชั่วโมง ล้างออกด้วยน้ำสะอาดแล้วสระผมตามปกติ
สูตรนี้จะช่วยทำให้ผมตรงอย่างเป้นธรรมชาติ

2.ไม่มัดผมแน่นเกินไป +
หากสาวอยากมีผมที่เรียบตรงก็ควรปล่อยให้เส้นผมได้เหยียดตรงเป็นธรรมชาติ
เพราะการมัดผมแน่นๆจะทำให้เส้นผมเป็นรอย หัก งอ
ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น หมัดหลวมๆหรือพอประมาณไม่แน่เกินไปจะดีกว่า

3.ก่อนสระผมต้องบำรุง + ก่อนสะผม สาวๆนำน้ำมันมะกอก หรือ
น้ำมันมะพร้าว ชโลมให้ทั่วเส้นผมจากนั้น ทิ้งไว้สัก 5-10นาที
แล้วจึงสะผมตามปกติ จะรู้สึกได้ทันทีเลยว่าเส้นผมนุ่มลื่นมากขึ้น ไม่แห้ง
และ ไม่ชี้ฟู ผมเรียบตรง

4.บำรุงผมหลังสระ + เคล็บลับสุดท้ายหลังจากสระผมเสร็จ
ลองหาเซรั่ม หรือ สเปรย์บำรุงเส้นผม มาบำรุงเส้นผมดู
ยิ่งเป็นสูตรเพื่อผมตรง
เฉพาะสามารถช่วยให้เส้นผมแลดูตรงสวยได้เท่านี้สาวๆก็จะมีผมที่สุขภาพดี ไม่แห้งฟู…

บร็อกโคลี่สุดยอดผัก กับ 5 ประโยชน์รู้แล้วต้องอึ้ง !

บร็อกโคลี่เป็นผักที่มีประโยชน์ มีคุณค่าทางอาหารสูงหลายคนอาจจะไม่ค่อยชอบกินเท่าไหร่ เพราะสีเขียวที่ค่อนข้างเข้ม ของผักชนิดนี้
แต่หากเราลองศึกษาถึงประโยชน์ของผักชนิดนี้ให้ละเอียดแล้วล่ะก็สามารถป้องกันอนุมูลอิสระที่เข้าไปทำลายเซลล์และทำลาย ดีเอ็นเอ
ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งได้ และไม่เพียงเท่านั้น ยังสามารถให้ประโยชน์มากมายต่อร่างกาย เช่น

1.บำรุงหัวใจบร็อคโคลีก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของพืชผักตระกูลครูซิฟเฟอแร
(Cruciferae) ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับกะหล่ำปลีเป็นอย่างมาก
แถมยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย
โดยเฉพาะสารอาหารที่สำคัญต่อหัวใจลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ
และหลอดเลือดสมอง

2.ช่วยในการบำรุงสายตา บร็อคโคลี่ช่วยบำรุงและรักษาสายตา
ป้องกันการเกิดต้อกระจก เนื่องจาก แคโรทีนอยด์ และ ลูทีน
ในบร็อคโคลีสามารถป้องกันหรือรักษาได้

3.ลดการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
การรับประทานบร็อคโคลี่จะช่วยป้องกันและลดการลุกลามของโรคมะเร็งกระเพาะ
ปัสสาวะ คนที่ชอบทานบร็อคโคลี่จะไม่เสี่ยงเป็นโรคกว่าคนไม่ทานถึง 40%เลยทีเดียว

4.ปกป้องผิวจากมะเร็งผิวหนัง
จากรายงานของวารสารวิชาการอเมริกันพบว่าน้ำคั้นผักบร็อกโคลี่
มีสรรพคุณป้องกันอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลตในแดดได้เหนือกว่าครีมกันแดด
พวกเขาแจ้งว่า มันมีสารซัลโฟราเฟน อันเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ
ซึ่งมีสรรพคุณป้องกันอาการเกรียมแดดและการเกิดเนื้อร้ายหรือมะเร็งผิวหนังนั้นเอง

5.ป้องกันการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม
บร็อคโคลีสามารถช่วยยับยั้งการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้ซึ่งกระบวนการทำงานของ
มันจะเน้นไปที่การช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่เป็นสาเหตุของโรคเข่าเสื่อม…

การป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบทำได้อย่างไรบ้าง

การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบกลายเป็นหนึ่งในโรคที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากมายที่สำคัญไปกว่านั้น
มันคือหนึ่งในภัยร้ายเงียบที่อาจทำให้เกิดการเสียชีวิตอย่างกระทันหันไม่ทันตั้งตัว
เพราะโรคนี้บางคนมีอาการบ่งบอกออกมา แต่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดโรคดังกล่าวจนเมื่อสายเกินไปและนำไปสู่การเสียชีวิตได้
สำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบนั้นมีอาการบ่งบอกที่สำคัญเบื้องต้นอย่างแรกคือจะทำให้รู้สึกเจ็บที่หน้าอกหรือแน่นหน้าอก
ซึ่งถือเป็นอาการบ่งบอกชัดเจนว่าคุณกำลังเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบยิ่งหากรู้เจ็บหนักๆเหมือนกับมีอะไรมาทับที่หน้าอกก็ยิ่งอันตราย
ซึ่งในบางครั้งเราอาจรู้สึกทั้งแน่นและเจ็บไปจนถึงกระดูกต้นคอเลยทีเดียวรวมไปถึงแขนทั้งสองข้างก็อาจจะมีอาการดังกล่าวได้ด้วย
อาการต่อมาคือรู้สึกเหนื่อยง่ายไม่ว่าจะออกแรงนิดออกแรงหน่อยก็อาจทำให้รู้สึกเหนื่อยอ่อนเพลียได้ง่ายดาย
ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการบ่งบอกนำไปสู่โรคนี้ได้ด้วยเช่นกันหรือการที่เรารู้สึกเหนื่อยไม่สามารถนอนราบได้เพราะจะรู้สึกแน่นหน้าอกอึดอัดหายใจไม่ค่อยออก
จนรู้สึกจุกเสียดหายใจเข้าปอดได้ไม่เต็มที่นอกจากนี้อาจทำให้รู้สึกหน้ามืดเวียนหัวแน่นหน้าอกตาพล่ามัว
ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดสาเหตุนี้คือเกิดจากการที่ร่างกายมีความดันโลหิตต่ำแบบเฉียบพลันจนร่างกายปรับตัวไม่ทันนั่นเอง
ที่แย่ไปกว่านั้นคือทำให้หัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
สำหรับการตรวจหาสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบก็สามารถทำได้โดยการเช็คประวัติของคนในครอบครัว
ว่าเคยมีใครเป็นโรคนี้หรือไม่เพราะมันสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ด้วยนั่นเองหรือใครที่มีโรคประจำตัวก็เสี่ยงกับการเกิดโรคดังกล่าวเยอะทีเดียว
โดยการตรวจอื่นๆก็สามารถเช็คได้จากการตรวจด้วยเครื่องคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
การใช้วิธีถ่ายภาพรังสีของบริเวณทรวงอก การตรวดวัดระดับของเอนไซม์กล้ามเนื้อหัวใจ
การทดสอบสมถรรภาพในขณะที่ผู้ป่วยกำลังออกกำลังกายอยู่รวมไปถึงการวัดคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงของหัวใจ
ซึ่งการตรวจด้วยวิธีทั้งหมดนี้จะช่วยให้หาสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ด้วยเช่นกัน
แม้จะเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีแนวทางในการรักษา
โดยการรักษาโรคนี้น้นอย่างแรกคือการเปลี่ยนแปลงตัวเองที่อาจเสี่ยงก่อให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงเรื่องสุขภาพ
จนนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจตีบไม่ว่าจะเป็นการกิน การพักผ่อน
หรือใครที่สูบบุหรี่จัดก็ควรลดลงควบคุมอาหารมากขึ้นไม่กินของมันหรือสิ่งที่จะทำให้เกิดไขมันสะสมในเส้นเลือด
และพยายามจัดการไม่ให้เกิดภาวะความเครียดที่สูงเกินไป
ขณะเดียวกันยังสามารถบรรเทาอาการด้วยยารักษาได้เช่นยารักษาต้นเกล็ดเลือด
ยาสลายการแข็งตัวของลิ่มเลือดที่จะเสี่ยงต่อการอุดตันรวมไปถึงยาขยายหลอกเลือดหรือยาควบคุมความดันเลือดก็เป็นตัวยาที่ช่วยรักษาโรคนี้ได้เช่นกัน…

สรรพคุณของทุเรียนที่มีประโยชน์ตั้งแต่เนื้อจนถึงเปลือก

ทุเรียนถูกเรียกได้ว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ทั้งปวง แม้มันจะมีกลิ่นที่เหม็นแบบสุดๆ
แต่ประโยชน์ของมันนั้นมีมากมายเลยจริงๆ สำหรับคนที่ไม่ชอบก็อาจจะรู้สึกเหม็น
และกินยากหากแต่คนที่ชอบกล่นนั้นจะบอกว่ามันมีกลิ่นหอม และน่ารับประทาน
ทุเรียนที่เป็นผลไม้ขึ้นชื่อของเมืองไทยยังถูกจัดเป็นผลไม้ที่เป็นพืชพื้นเมืองของประเทศมาเลเซีย
อินโดนีเซีย บรูไน ซึ่งมีลักษณะหนามเต็มลูกบริเวณเปลือกนอก
ซึ่งผลของมันมีขนาดใหญ่หากสุกเต็มตัวจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีทองอ่อนๆปนเขียวนิดๆหรือเป็นสีน้ำตาล
รูปลักษณ์จริงๆต้องบอกว่าเป็นทรงรีซะส่วนใหญ่ โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางของผลอยู่ที่ 15 เซนติเมตร
และมีน้ำหนักเฉลี่ยแล้ว 1-3 กิโลกรัมต่อหนึ่งลูก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แล้วแต่ละสายพันธ์ของทุเรียน
สำหรับทุเรียนนั้นมีมากมายกว่า 30 ชนิดเลยทีเดียว แต่ในความเป็นจริงนั้นมีเพียง 9
ชนิดเท่านั้นที่สามารถจะรับประทานได้โดยไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อร่างกายของเรา
แต่ก็มีเพียงชนิดเดียวที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ซึ่งสายพันธ์ที่คนส่วนใหญ่นิยมปลูกคือหมอนทอง ชะนี
กระดุมทอง ก้านยาว ซึ่งเป็นพันธ์ที่มีรสชาติอร่อย
และขายได้ราคาดีอีกทั้ยังเป็นชนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจาก 200
สายพันธ์ที่แบ่งย่อยออกกมาได้ทั่วโลกเลยทีเดียว แต่แน่นอนว่าขึ้นชื่อว่าทุเรียนย่อยมีกลิ่นเหม็นแบบสุดๆ
ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของผลไม้ชนิดนี้เนื้อของมันดูเผินๆคล้ายกับคัสตาร์ดหลายคนที่ทานเข้าไปแล้วบอกว่า
รสชาติเหมือนอัลมอนด์ และมีความหอม แต่นั่นก็จากผู้ที่ชื่นชอบการทานทุเรียนนั่นล่ะ
เพราะถ้าคนไม่ชอบเมื่อทานเข้าไปความนึกคิดต้องไม่ใช่อัลมอนด์อย่างแน่นอนแถมยังมองว่ามีกลิ่นเหม็น
แบบสุดๆอีกด้วยแต่ถึงอย่างนั้นประโยชน์ของมันก็มีเยอะเลยทีเดียว
โดยสรรพคุณของทุเรียนนั้นช่วยทำให้ฝีแห้ง
เพราะเนื้อทุเรียนทีสรรพคุณที่จะไปช่วยแก้ในเรื่องนั้นอีกทั้ยังช่วยในเรื่องแก้โรครักษาโรคผิวหนังอีกด้วย
ส่วนสารสกัดที่ออกมาจากใบทุเรียนรวมถึงรากทุเรียนสามารถที่จะใช้เป็นยาแก้ได้ที่ทำหน้าที่เหมือนเจล
ลดไข้เพียงแค่นำใบทุเรียนไปจุ่มน้ำ และนำไปวางบนหน้าผากจะสามารถช่วยลดไข้ได้ดีในระดับหนึ่ง
และยังมีสรรพคุณที่สามารถแก้อาการท้องร่วงรวมไปถึงใบทุเรียนยังช่วยขับพยาธิในลำไว้ได้อีกด้วย
นอกจากนี้ใบของทีเรียนยังมีสรรพคุณที่จะช่วยเรื่องของการเป็นยาแก้โรคดีซ่าย
และทำให้หนองแห้งสำหรับคนที่เป็นแผลที่มีหนองเกิดขึ้นตามบริเวณร่างกาย
ส่วนเปลือกที่เต็มไปด้วยหนามก็มีประโยคด้วยเช่นกันเพราะสามารถช่วยแก้โรคตานซาง
และรักษาโรคคางทูมรวมไปถึงช่วยแก้น้ำเหลืองเสียๆออกไปจากร่างกายได้อีกทั้งยังแก้ฝีรักษาแผลที่เป็น
แผลลักษณะพุพองรวมถึงการใช้สมานแผลให้หายดีที่สำคัญเปลือกของทุเรียนยังช่วยไล่ยุงรวมถึงแมลงต่างๆได้อีกด้วย…

กระเจี๊ยบ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่ม

กระเจี๊ยบ เป็นสมุนไพรที่จัดอยู่ในวงศ์ชบามีถิ่นกำเนิดในประเทศซูดาน อินเดีย มาเลเซีย และประเทศไทย
โดยในประเทศไทยมีแหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี
สระบุรี อุตรดิตถ์ กาญจนบุรี และฉะเชิงเทรานอกจากนี้ กระเจี๊ยบ ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า ส้มเก็งเค็ง
(ตาก), ใบส้มม่า (ระนอง), แกงแคง (เชียงใหม่), ส้มปู
(แม่ฮ่องสอน), แบลมีฉี่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), แต่เพะฉ่าเหมาะ
(กะเหรี่ยงแดง), ปร่างจำบู้ (ปะหล่อง), ส้มพอดี (ภาคอีสาน) หรือ
กระเจี๊ยบเปรี้ยว (ภาคกลาง) เป็นต้น
ส่วนลักษณะของต้นกระเจี๊ยบ เป็นไม้พุ่มมีความสูงประมาณ50-180 เซนติเมตร มีอยู่หลายสายพันธุ์
ลำต้นและกิ่งก้านมีสีม่วงแดง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด
โดยส่วนที่เรานิยมนำมารับประทานกันไม่ใช่ดอกแต่เป็นผลของมัน
ซึ่งลักษณะผลกระเจี๊ยบ จะเป็นรูปรีมีปลายแหลม
ความยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร ผลอ่อนมีสีเขียว
ผลแก่จะแห้งแตกเป็น 5 แฉก มีกลีบเลี้ยงหนาสีแดงฉ่ำน้ำหุ้มอยู่เราจะเรียกส่วนนี้ว่ากลีบกระเจี๊ยบหรือกลีบรองดอก
หรือที่คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นดอกกระเจี๊ยบนั่นเอง
แล้ว กระเจี๊ยบที่เราเห็นนำมาชงเป็นน้ำดื่มแก้คลายร้อนดับกระหายนั้น
มีสรรพคุณดีๆ อย่างไร อย่างแรกเลยคือ ดอกกระเจี๊ยบ
ช่วยละลายไขมันในเส้นเลือดได้ อีกทั้งยังช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย
ช่วยรักษาโรคเบาหวาน และ ช่วยลดความดันโลหิต ด้วย
ขณะที่ กลีบเลี้ยงของดอกหรือกลีบที่เหลือที่ผลยังใช้เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือดและช่วยลดน้ำหนักได้
โดยมีการทดลองกับกระต่ายที่มีไขมันสูง
แล้วพบว่าระดับไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอล และระดับไขมันเหลวลดลง
นอกจากนี้ยังมีปริมาณของไขมันชนิดดีเพิ่มมากขึ้นความรุนแรงของการอุดตันหลอดเลือดแดงใหญ่
จากหัวใจก็น้อยลงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับสารสกัดกระเจี๊ยบด้วย
โดยในการทดลองใช้สารสกัดจาก ผล เมล็ด และ น้ำกระเจี๊ยบเท่านั้นไม่พอ รายงานการวิจัยพบว่าในวันที่ 12
หลังผู้ป่วยได้รับชาชงกระเจี๊ยบทุกวัน
ค่าความดันโลหิตเมื่อหัวใจบีบตัวและคลายตัวลดลง 11.2% และ10.7% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับวันแรก และ 3วันหลังจากหยุดดื่มชาชง
ความความดันโลหิตทั้งสองค่าก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญใน อียิปต์ ก็มีการใช้ประโยชน์จากกระเจี๊ยบเช่นกัน
โดยนำต้นของกระเจี๊ยบแดงมาต้มกินเพื่อเป็นยารักษาโรคหัวใจและโรคประสาท ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
ช่วยป้องกันหวัด เนื่องจากมีสารแอนโทไซยานินมากกว่าบลูเบอร์รีถึง 50%
อย่างไรก็ตาม กระเจี๊ยบ ไม่ได้มีแต่คุณประโยชน์เท่านั้น
หากยังมีโทษด้วยหากรับประทานมากเกินไปเพราะมีฤทธิ์เป็นยาระบาย และมีฤทธิ์เป็นยาขับปัสสาวะ
แม้ว่าจะมีความเป็นพิษต่ำมากแต่ก็ไม่ควรดื่มในปริมาณเข้มข้นและติดต่อกันนานๆเพราะจะไม่เกิดผลดีต่อสุขภาพนั่นเอง…

5 วิธีดูแลผิวในช่วงฤดูฝน เพื่อผิวสวยตลอดหน้าฝน

หน้าฝน ถือว่าเป็นฤดูที่ชอบของใครหลายๆคน สาว ๆ
บางคนอาจรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องดูแลผิวพรรณเพราะไม่ต้องออกไปเจอแ
ดด แต่รู้หรือไม่ว่ามีหลายสิ่งที่ทำร้ายผิวของเราโดยไม่รุ้ตัว ทั้ง น้ำฝน
ซึ่งมีฝุ่นละออง สารเคมี รวมถึงเชื้อโรคและสิ่งสกปรกมากมาย
ทำให้ผิวของเราดูหมองหม่นได้เสมอ
วันนี้เราจึงมีวิธดูแลผิวในช่วงหน้าฝนมาฝากกันค่ะไปดูพร้อมกันเลยยย!!
1.ทำความสะอาดร่างกายทุกครั้งหลังเจอฝน
น้ำฝนที่ตกลงมาทุกวันนี้ล่วนแล้วมีแต่สิ่งที่สกปรกปนเปื้ยนไปด้วนสารเค
มี ซึ่งเป็นตัวร้ายที่ทำให้ผิวของเราดูหมองคล้ำ
ดังนั้นเราควรอาบน้ำให้สะอาดทุกครั้งเมื่อโดนน้ำฝน
เพื่อชำระล้างสิ่งปรกออกจาผิวหนัง
2.ใช้คลีนซิ่งทำความสะอาดผิว
ในฤดูฝนเป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้ผิวมันและหมอง
และยังเป็นตัวการที่ทำให้เกิดสิวอุดตันได้ง่ายอีกด้วย

ดังนั้นควนใช้คลียซิ่งทำความสะอาดผิวหน้าทุกครั้งก่อนล้างหน้า
เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกที่หลงเหลือ
3.มาสก์หน้าสัปดาห์ละครั้ง
อากาศชื้น ๆ ทำให้ผิวเกิดการอุดตันได้ง่ายจากคราบเครื่องสำอาง
ดังนั้นการมาสก์หน้า อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
เป็นการขจัดสิ่งอุดตันให้หลุดออกไป
4.นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
ควรนอนหลับอย่างน้อยวะนละ 8- 10
ชั่วโมงเพื่อให้ผิวพรรณได้รับการซ่อมแซมและฟื้นฟูอย่างเต็มที่
เป็นการดูแลความงามจากภายนอกสู่ภายใน
5.รับประทานผักและผลไม้ที่มีประโยชน์
การรับประทานผักและผลไม่ที่มีวิตามิน
จะช่วยให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล สดใส
เพราะวิตามินจากผลไม้นี้และดีที่สุด อย่าลืมรับประทานอาหารให้ครบ 5
หมู่…