Menu

การดื่มน้ำอุ่นนั้นมีประโยชน์อย่างไร

หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า
การดื่มน้ำอุ่นนั้นช่วยให้สุขภาพดีกว่าการดื่มน้ำเย็น
ซึ่งก็มีงานวิจัยออกมามากมาย ว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ
ซึ่งการดื่มน้ำอุ่นก่อนนอนที่มีสรรพคุณและประโยชน์มากมาย
ซึ่งน้ำอุ่นที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่นี้ คือ
น้ำอุ่นที่มีปริมาณความร้อนที่พอเหมาะ ไม่ร้อนจัดและเย็นจนเกินไป
หรือน้ำที่อยู่ในอุณหภูมินั่นเอง

ซึ่งการดื่มน้ำอุ่นธรรมดาเพียงเท่านี้มีความสามารถฟื้นฟูและดูแลสุขภาพ
เราได้อย่างมากมายเลย
ความอุ่นของน้ำที่จะเข้าไปกระตุ้นการไหลเวียนระบบของเลือดและออก
ซิเจนในร่างกาย ทำให้เรามีสุขภาพที่ดีแข็งแรง
วันนี้เราไปดูกันว่าการดื่มน้ำอุ่นนั้นมีประโยชน์อะไรบ้าง
1.ช่วยในเรื่องของระบบเผาผลาญ
อันดับแรกไม่ว่าจะดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำเย็นและน้ำปกติ
นั้นย่อมที่จะช่วยในเรื่องของการทำงานระบบเผาผลาญในร่างกายดีขึ้น
ซึ่งการดื่มน้ำอุ่นนั้นสามารถช่วยส่งผลดีต่อระบบกระเพาะอาการ
ลดแก๊สใสกระเพาะ
ทั้งยังกระตุ้นระบบขับถ่ายและลำไส้ของเราให้ทำงานเป็นปกติอีกด้วย
สำหรับใครที่เป็นคนที่ชอบมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย ท้องผูกอยู่บ่อยๆ
นั้นจะช่วยได้มากเลยทีเดียว
2.ขจัดล้างสารพิษในร่างกาย

สำหรับการดื่มน้ำอุ่นนั้นยังช่วยในเรื่องของการช่วยชำระล้างสารพิษแล
ะของเสียต่าง ๆ ที่อยู่ภายในร่างกายของเราตามอวัยวะสำคัญต่าง ๆ
ให้ออกมาในรูปแบบของเสีย อย่างเช่น ปัสสาวะ ขี้มูก ขี้ไคล
หรืออุจจาระเป็นต้น ส่งผลให้ร่างกายเรารู้สึงโล่ง ผ่อนคลาย
ผิวพรรณและดวงตาที่สดใส ไม่มีกลิ่นตัวหรือกลิ่นปาก

3.ลดน้ำหนัก
อันนี้จะคล้ายกับข้อหนึ่ง
เพราะนอกจากจะช่วยในเรื่องของระบบเผาผลาญแล้ว
การดื่มน้ำอุ่นเป็นตัวช่วยลดการสะสมของไขมันส่วนเกิน
ช่วยเผาผลาญพลังงานให้แก่ร่างกายมากถึง 30 เปอร์เซ็น
ทำให้เราสามารถที่จะควบคุมน้ำหนักได้ดีมากยิ่งขึ้น
แต่ทั้งนี้เราควรออกกำลังกายและควบคุมอาหารเพิ่มขึ้นด้วย
เพราะจะทำให้ได้ผลมากขึ้น
4.ลดอาการปวดประจำเดือน
สำหรับผู้หญิงมักจะเจอปัญหาอาการปวดประจำเดือน
ซึ่งเป็นของคู่กันอยู่แล้ว ซึ่งอาการเหล่านี้จะทำให้รู้สึกปวดท้อง
เหนื่อยล้า ไม่มีแรง
การดื่มน้ำอุ่นสามารถที่จะเข้าไปช่วยคลายการรัดตัวของกล้ามเนื้อ
และกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตภายในร่างกายให้ทำงานได้ดีมากขึ้น
ส่งผลให้ลดอาการปวดกล้ามเนื้อ
ปวดท้องและผ่อนคลายสดใสมากขึ้นนั่นเอง
5.สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายและบำรุงสมอง
การดื่มน้ำอุ่นทุกวัน
จะเป็นการช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่ร่างกาย ทำให้เราป่วยยาก
และแข็งแรงมากขึ้น
เนื่องจากน้ำอุ่นจะช่วยชำระล้างเชื้อโรคและแบคทีเรียภายในร่างกายที่เ
กิดจากมลภาวะต่างๆ
นอกจากนี้ยังช่วยในการบำรุงสมองเพราะน้ำอุ่นจะเข้าไปช่วยกระตุ้นกา
รไหลเวียนของเลือดภายในร่างกายให้ส่งออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้
ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกายรวมไปถึงระบบสมอง
ส่งผลให้เรารู้สึกผ่อนคลาย สดชื่น ลดความตึงเครียด ไม่เหนื่อยล้า…

บอกลาความบวม! รวมเครื่องดื่ม ช่วยย่อย ลดอาการบวมน้ำ

อาการบวมน้ำ อาจเป็นอาการที่สาวๆ หลายคนเคยเป็นกัน
และสร้างความตกใจกันมานักต่อนักแล้ว ซึ่งอาการบวมน้ำนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ
ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารที่มีโซเดียมมากเกินไป หรือการกินอาหารที่มีแก๊สเยอะ
รวมถึงการท้องผูกเป็นประจำ ซึ่งร่างกายจะผลิตแก๊สออกมาเป็นจำนวนมาก
ทำให้ร่างกายเกิดอาการบวม รวมไปถึงการดื่มน้ำมากเกินไป
แต่อาการบวมน้ำนี้ก็สามารถแก้ไขได้ เช่น การออกกำลังกายบ่อยๆ นอกจากนี้
เรื่องของอาหารการกินก็สำคัญเช่นกัน ถ้าอยากกำจัดอาการตัวบวม ท้องบวมให้หายไป
เราได้รวบรวมเครื่องดื่มที่ช่วยลดอาการนี้มาให้คุณลองแล้ว
1. น้ำเปล่า
แม้ว่าการดื่มน้ำมากเกินความไปจะทำให้ตัวบวมและส่งผลเสียต่อไตได้
แต่การดื่มน้ำน้อยเกินไป ก็ไม่ดีเช่นกัน เพราะจะทำให้เลือดข้น
ของเหลวไหลเวียนไม่สะดวก และเกิดอาการท้องผูก
เป็นผลทำให้หน้าท้องบวมมากกว่าเดิม ดังนั้น
ควรดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย หรือดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 8
แก้วต่อวัน
2. น้ำดีท็อกซ์
สำหรับใครที่ดื่มน้ำเปล่าได้ไม่มากนัก ลองเปลี่ยนมาดื่ม น้ำดีท็อกซ์ หรือ Infused Water
ก็ช่วยให้ดื่มน้ำได้มากขึ้น เพราะน้ำหมักจากผลไม้เช่นนี้
นอกจากจะช่วยให้น้ำเปล่ามีรสชาติที่ดื่มง่าย ให้ความสดชื่นมาก
ยังได้ประโยชน์จากผลไม้อีกด้วย
3. สมูทตี้สีเขียว
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกายเกิดอาการบวมน้ำ คือ อาการท้องผูก
ซึ่งอาจเกิดจากการดื่มน้ำน้อย หรือทานผักและผลไม้น้อยเกินไป
แนะนำให้ลองเริ่มจากการดื่มสมูทตี้สีเขียว
หรือสมูทตี้ที่มีส่วนผสมของผักใบเขียวและผลไม้สีเขียวก
ที่ทำให้ร่างกายเราได้รับกากใยจากผักมากขึ้น ระบบขับถ่ายก็ทำงานได้ดีขึ้น
4. โยเกิร์ตแบบ Low Fat
โยเกิร์ต ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ตอบโจทย์ เพราะมี โพรไบโอติก ช่วยย่อยอาหารได้ดี
จะเลือกกินเป็นกรีกโยเกิร์ต โยเกิร์ตสำเร็จรูปที่มีโพรไบโอติกสูง
ที่สำคัญควรเลือกกินโยเกิร์ต แบบ Low Fat และเลือกโยเกิร์ตที่มีโพไปโอติกสูงมากๆ
จะให้ผลดีที่สุด
5. แอปเปิลไซเดอร์
ถือเป็นเครื่องดื่มอีกชนิดหนึ่ง ที่มีโพรไบโอติกสูงมาก ในกลุ่มคนที่กำลังลดน้ำหนัก
จะคุ้นเคยกับเครื่องดื่มนี้ ที่มีประโยชน์อย่างมากในการช่วยย่อยอาหาร
แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อได้ดี แนะนำให้กินแอปเปิลไซเดอร์ 1 ช้อนชา ผสมน้ำ 1-2
แก้วก่อนมื้ออาหาร จะช่วยลดความอยากอาหารได้…

วิตามินที่มีประโยชน์เจ้าอยู่ในอาหารประเภทใดบ้าง ตอนที่ 1

ทุกท่านคงทราบดีว่าวิตามินนั้นเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย
ช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายสมดุล
ซึ่งเราจะได้รับในสารอาหารที่รับประทานเข้าไป
หรือบางท่านอาจเลือกใช้วิตามินเสริมชนิดเม็ดเพื่อให้ร่างกายสดชื่น
ทำงานได้ดี ไม่อ่อนเพลีย ตัวอย่างเช่นในช่วงที่เราอ่อนเพลีย
หรือต้องใช้สมองหนัก ร่างกายอาจต้องการวิตามินบีเพิ่มมากขึ้น
เพราะวิตามินบีช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง
หากเรารับประทานอาหารที่มีวิตามินประเภทนี้
ก็จะช่วยให้ร่างกายหายจากความอ่อนล้าได้
โดยวิตามินที่รางกายต้องการนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ
คือวิตามินที่ละลายในน้ำ และวิตามินที่ละลายในไขมัน
โดยวิตามินที่ละลายในไขมันมีดังนี้ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี
และวิตามินเค
ซึ่งในตอนที่ 1
จะแนะนำอาหารที่ให้วิตามินชนิดละลายในไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายต่างกัน
ดังนั้นเราจะสามารถพบวิตามินในอาหารประเภทใดบ้าง
และประโยชน์ของวิตามินแต่ละชนิด มีดังต่อไปนี้
1.วิตามินเอ (A)
ประโยชน์ – ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สุขภาพดี
– ส่งเสริมการสร้างของกระดูก (นำ เพนไ)
– ทำงานแบบเดียวกับสารต้านอนุมูลอิสระ หรือแอนตี้ออกซิแดนซ์
– ลดความเสี่ยงต่อการเกิด ภาวะตัวเหลือง-ตาเหลือง, มะเร็งปอด หรือมะเร็งต่อมลูกหมาก
แหล่งที่พบ – เนื้อวัว, ตับ
– ไข่ไก่
– กุ้ง, ปลา
– นม, ชีส
– มันเทศ, แครอท, ฟักทอง, ผักโขม, มะม่วง และผักกาด
2. วิตามินดี (D)
ประโยชน์ – ช่วยคงระดับแคลเซียม และฟอสฟอรัสในกระแสเลือด
เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก
– ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน
แหล่งที่พบ – นม และผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนย หรือชีส
– น้ำมันปลา
3. วิตามินอี (E)
ประโยชน์ – ทำงานแบบเดียวกับสารต้านอนุมูลอิสระ หรือแอนตี้ออกซิแดนซ์
– เสริมการทำงานของวิตามินเอ (A)
– ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์
แหล่งที่พบ – เนยมาการีน
– ธัญพืช และถั่วต่างๆ
– ผักใบเขียว
4. วิตามินเค (K)
ประโยชน์ – กระตุ้นการทำงานของโปรตีนและแคลเซียมภายในเลือด
ทำให้เลือดหยุดไหล
– ช่วยป้องกันการหักของข้อสะโพก
แหล่งที่พบ – กะหล่ำปี, ผักโขม, บล็อกโคลี, ใบเคล และผักใบเขียวอื่นๆ
– ไข่
– นม
ดังนั้นการที่เรารับประทานอาหารที่มีวิตามินซึ่งละลายในไขมันก็มีความจำเป็น
ที่จะต้องทาไขมันดี ที่สามารถพบในน้ำมันมะกอก น้ำมันดอกทานตะวัน
อัลมอนต์ เพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมเอาวิตามินไปใช้ได้
อีกทั้งยังควรต้องหลีกเลี่ยงไขมันไขมันอิ่มตัวที่สามารถสะสมในร่างกาย
ทำให้ระดับไขมันในเลือดสูง เกาะตามผนังหลอดเลือด ทำให้อ้วนลงพุง
และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง
และโรคหลอดเลือดสมอง ในผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอย่างเคร่งครัด
และงดการทานอาหารที่มีไขมัน
ในระยะเวลานานอาจส่งผลให้ขาดวิตามินที่ละลายในไขมันได้
ดังนั้นการลดความอ้วนควรคำนึงถึงสุขภาพโดยรวมด้วย…

ของว่างแบบไหน ทานได้เพลินๆ ไม่ต้องกลัวอ้วน

เชื่อว่าวันทำงานของหลายๆ คน เมื่อถึงเวลาบ่ายๆ
มักจะเป็นช่วงเวลาที่หนังตาเราจะหย่อนมากกว่าปกติ
เพราะหลังจากที่หนังท้องเราตึงจากการทานข้าวกลางวันเสร็จแล้ว
เมื่อกลับเข้ามาทำงาน ร่างกายก็อยากจะพักผ่อนนอนกลางวันเสียทุกที สาวๆ
ทางแก้ของหลายๆ ท่านจึงเลือกที่จะมีขนมหรือของว่างเล็กๆ น้อยๆติดโต๊ะทำงานไว้เพื่อไม่ให้ง่วงนอน
แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าของว่างทั้งที ถ้าเลือกไม่ดี เลือกแต่ขนมก็อาจจะนำพาความอ้วนมาได้
เราจึงควรจะเลือกของกินแบบที่ไม่ทำลายสุขภาพเพราะการกินของว่างถ้าเลือกกินแบบคลีนๆ ก็ทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักตัว
วันนี้เราเลยเลือก 5 ของว่างทานเล่นเพื่อสุขภาพ ที่ไม่ทำให้อ้วนและเหมาะแก่การพกไว้ในที่ทำงานเพื่อกินแก้ง่วงได้มาฝากกัน

1. ถั่วและธัญพืช
หากคุณกำลังต้องการดูแลรูปร่าง ถั่วและธัญพืชนั้น ถือเป็นของว่างที่ตอบโจทย์
เพราะด้วยแคลอรี่ที่ต่ำแต่มีโปรตีนและวิตามินค่อนข้างเยอะ ทำให้หลายๆ
ท่านเลือกที่จะมีถั่วและธัญพืชติดโต๊ะทำงานไว้ ซึ่งหากเป็นไปได้
ก็แนะนำให้เลือกแบบรสธรรมชาติได้ แบบไม่ต้องใส่เกลือเยอะๆ จะยิ่งดี
เพราะโซเดียมจะได้ไม่สูงจนเกินไป

2. แครกเกอร์
ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีหากมี แครกเกอร์ชิ้นเล็กๆ
เลือกทานแค่พอขจัดความง่วงให้หายไป ซึ่งถ้าหากจะให้ดีกว่านี้
ควรเป็นเครกเกอร์แบบผสมธัญพืชจะเป็นการช่วยเพิ่มสารอาหารและคุณประโยชน์ให้กับร่างกายได้อีกด้วย

3. ดาร์คช็อคโกแลต
หลายๆ คนติดภาพว่าช็อคโกเล็ตที่เป็นของหวานมีแต่จะทำให้เราอ้วน
แต่ถ้าเรารู้จักกินอย่างถูกวิธี
โดยการเลือกทานดาร์คช็อคโกแลตแทนช็อคโกแลตแบบปกติ
ก็ถือเป็นการลดแคลอรี่ได้กว่าครึ่งหนึ่งแล้ว นอกจากนี้
ในดาร์คช็อคโกแลตยังมีสารที่สามารถช่วยลดคอเรสเตอรอล
และลดความเครียดซึ่งมีส่วนช่วยให้เราแก่ช้าลงอีกด้วย

4. ผลไม้หั่นชิ้นเล็กๆ
อย่างที่รู้กันว่าการกินผลไม้นั้น เป็นผลดีต่อร่างกาย
และเป็นของว่างที่ดีกว่ากินขนมเป็นไหนๆ ยิ่งช่วงง่วงๆ ยามบ่าย
ถ้าได้ผลไม้หั่นชิ้นแช่เย็นนิดๆ จะยิ่งช่วยขจัดความง่วงไปได้มากมายเลยทีเดียว
นอกจากนี้ ยังไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ทางที่ดีก็ควรเลือกผลไม้ที่รสชาติไม่หวานจัดจนเกินไป เช่น แอปเปิ้ล ฝรั่ง ชมพู่

5. ผลไม้อบแห้ง
ผลไม้อบแห้ง เป็นอีกตัวเลือกที่ให้แคลอรี่ต่ำ ด้วยรสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ
ช่วยขจัดความง่วงในยามบ่ายได้อย่างดีเลยทีเดียว
และยิ่งถ้าคุณสามารถเลือกทานแบบไม่ผสมน้ำตาลได้ก็จะยิ่งหมดกังวลเรื่องน้ำหนักตัวได้ดีทีเดียว…

ทุกคนต้องอ่าน!เผยวิธีอาบน้ำที่ถูกต้อง

แน่นอนว่า การอาบน้ำ เป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันที่สำคัญของคนเรามากที่สุด
เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ขจัดสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย และ สร้างความสดชื่นให้กับร่างกายอีกครั้ง
หลังจากเหนื่อยมาทั้งวั้น อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า 3 วิธีการอาบน้ำเบื้องต้นที่ถูกต้องเป็นอย่างไร
วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณ!
เริ่มจาก ในสภาพอากาศที่หนาวๆแบบนี้นั้น คนส่วนใหญ่มักใช้บริการเครื่องปรับน้ำอุ่นหรือฝักบัว แน่นอนว่า
เราควรปรับอุณภูมิให้เหมาะสม ไม่ร้อนจนเกินไป จัดตำแหน่งฝักบัวให้เข้าที่เข้าทาง เอาตามที่เราสะดวก
พยายามให้น้ำลงบริเวณทั่วๆตัว ไม่กระเด็น หรือ กระจายไปทางอื่น ที่สำคัญ เราควรให้เวลากับการอาบน้ำแบบไม่ต้องเร่งรัดด้วย
ต่อมา เป็นการทำความสะอาด เราควรหมุนตัวรอบๆบริเวณฝักบัว ที่เราเปิด 3-4 ครั้ง
เพื่อให้น้ำได้ชำระล้างร่างกายให้สะอาดรอบด้าน กรณีที่คุณต้องการสระผม ก็ควรให้น้ำ เปียกทั่วบริเวณศีรษะ ทั้งหมด
และ ขั้นตอนแรกของการทำความสะอาด ควรต้องพยายามล้างฝุ่นออกจากตัวให้หมดสิ้น ที่สำคัญ กรณี อาบน้ำอุ่น
ยังช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายมากขึ้นอีกต่างหาก
ปิดท้ายกันที่ ขั้นตอนสุดท้าย หลังจากเราถูสบู่ ทั่วตัวเสร็จแล้ว เราควรให้เวลาน้ำชำระล้างออกให้หมด
โดยเฉพาการสระผมนั้นสำคัญ ยิ่งถ้าคุณสระนานๆ คุณก็ต้องละเอียด ในการล้างออกมาให้หมด และ
เพื่อตรวจดูว่าล้างแชมพูจนเกลี้ยงแล้ว บีบผมตอนที่ผมยังเปียก และสังเกตสีของน้ำที่บีบออกมา
ถ้าน้ำยังเป็นสีของแชมพูอยู่ ก็ล้างผมอีกรอบจนกว่าจะหมด เท่านี้ คุณก็จะสะอาดกว่าใครเป็นไหนๆ!
ดังนั้นจากทั้งหมด ที่เราสาธยายมา เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นประโยชน์ ไม่มากก็น้อย และ
หวังว่าจะช่วยให้ทุกคนรู้จักการอาบน้ำที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น…

ความงาม_การเลือกซื้อเครื่องสําอาง

หากพูดถึงเครื่องสำรองนั้นเป็นอะไรที่คู่กับบรรดาคุณผู้หญิงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในประเภทครีมทาผิว, ครีมบำรุง, ครีมกันแดด
หรือจะเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งในปัจจุบันมีออกมาขายหลากหลายยี่ห้อมากมาย
เรียกได้ว่าแทบจะเลือกกันไม่ถูกเลยจริงๆ เนื่องจากกลุ่มคนทุกเพศทุกวัยมักจะนิยมใช้เครื่องสำอางอยู่แล้ว
แต่รู้หรือไม่การที่มีหลายบริษัทนั้นผลิตออกมามากมายนั้นใช่ว่าจะดีทั้งหมด
เพราะบางอย่างจะไม่ได้ปลอดภัยต่อสุขภาพผิวของเรา ซึ่งตรงนี้โดนกันมาเยอะแล้ว
วันนี้เรามีเทคนิคที่น่าสนใจสำหรับการเลือกซื้อเครื่องสำอางมาแนะนำกันว่าควรคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง
อันดับแรกลองดูรีวิวก่อน ก่อนที่จะซื้อเครื่องสำอางวิธีง่ายๆ คือการหาดูรีวิวของผลิตภัณฑ์ยี่ห้อนั้นๆก่อน
ไม่ว่าจะเป็นแหล่งขายสินค้า, รีวิวจากผู้ใช้จริง ซึ่งตรงนี้ผู้ที่เคยใช้จริงก็จะมีคำแนะนำที่ดีให้กับเรา
โดยวิธีจะทำให้เรารู้สึกปลอดภัยและมั่นใจในการซื้อเครื่องสำอางมากขึ้น และ ควรทดสอบเครื่องสำอางก่อน
การทดสอบเครื่องสำอางถือเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะจะทำให้เราได้ลองผิดลองถูก
ซึ่งแน่นอนว่ามีหลายผลิตภัณฑ์ที่ออกมาหลากหลาย
ใช่ว่าทั้งหมดนั้นจะเหมาะสมกับผิวของคุณ บางคนถึงขั้นกับแพ้เครื่องสำอางที่ซื้อมาก่อนที่จะทดลอง
ทำให้อาจจะเสียเงินไปแบบฟรีๆ แล้วยังมาเสียค่ารักษาอาการแพ้ที่เกิดขึ้นอีก
ซึ่งวิธีทดสอบว่าเราแพ้เครื่องสำอางยี่ห้อนี้หรือไม่ให้นำมาป้ายลงบริเวณเนื้ออ่อน เช่นใต้แขน, หลังใบหู และให้รอประมาณ 20
นาทีเพื่อดูปฏิกิริยาที่จะเกิดขึ้นกับผิวของเรา ซึ่งหากว่าท่านมีอากาศแพ้ จะเกิดเป็นผื่น, รอยแดงมีอาการคันและระคายเคือง
ควรตรวจสอบก่อนว่าเครื่องสำอางมีเครื่องหมายรับรองหรือไม่ อย่างที่บอกไปว่าปัจจุบันเครื่องสำอางต่างๆ
นั้นถูกผลิตออกมามากมาย บางทีอาจจะมีของปลอมที่ทำเลียนแบบ ดังนั้นเราควรที่จะตรวจสอบให้ชัดเจน
ก่อนจะซื้อควรจะดูเครื่องหมาย อย. บนฉลากซะก่อนว่าได้รับการรับรองหรือไม่
ซึ่งหากเป็นเครื่องสำอางไม่ไม่ผ่านการทดสอบจาก อย. นั้นหมายความว่าท่านอาจจะเจอของเถื่อน
ที่อาจจะมีส่วนผสมที่เป็นอันตรายต่อผิวกายของคุณและแน่นอนว่ามันไม่คุ้มเลย เงินก็เสียหน้าก็พังอีก…

รู้จักกับอาการอ่อนเพลีย

หากคุณมีอาการอ่อนเพลียเป็นพัก ๆ หรือมักจะเหนื่อยล้าเป็นช่วง ๆ จนเริ่มจะสงสัยตัวเองอยู่บ่อยๆ
ว่าความอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ดูไร้ซึ่งแรงบันดาลใจจะทำอะไรต่อมิอะไรของเราเป็นเพราะความขี้เกียจส่วนตัว
หรือจริง ๆ แล้วร่างกายเราซ่อนโรคอะไรอยู่หรือเปล่า งั้นเอาเป็นว่ามาเช็กความแตกต่างกันให้รู้แจ้งเห็นจริง
วิธีลดอาการอ่อนเพลีย
1.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่หากการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงทำให้รู้สึกเหนื่อยล้ามาก อาจออกกำลังกายเบา
ๆ ด้วยการเดินระยะสั้น
2.รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและรับประทานอย่างพอเหมาะ
โดยไม่ควรข้ามมื้ออาหารโดยเฉพาะมื้อเช้า
3.ดื่มน้ำอย่างพอเหมาะ ไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หากเกิดปัญหาทางอารมณ์ ควรเผชิญหน้าและแก้ไข้ปัญหา ไม่ควรเพิกเฉยและหนี
ปัญหา อาจปรึกษาคนใกล้ชิดเพื่อขอความช่วยเหลือในการแก้ปัญหา
4.หาทางจัดการกับความเครียดและทำงานในปริมาณที่เหมาะสม
5.หาเวลาว่างทำกิจกรรมเพื่อให้ผ่อนคลาย เช่น การเล่นโยคะ
6.หลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดทุกชนิด
สำหรับคนที่มีอาการอ่อนเพลีย คล้ายจะรู้สึอ่อนเพลียเรื้อรัง คือรู้สึกอ่อนล้าหมดแรงตลอดเวลา
เป็นแบบนี้มาประมาณ 1-3 เดือน อาจเป็นอาการที่มีสาเหตุมาจากความเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจร่วมกัน
เป็นได้ว่าอาจเกิดจากความเครียดสะสม ซึ่งส่งผลให้ร่างกายแสดงอาการในด้านลบออกมาดังนี้
– รู้สึกหมดกำลังใจจะทำอะไร
– เครียดจนนอนไม่หลับเลยรู้สึกนอนไม่พออยู่ตลอดเวลา
หรือบางคนอาจมีอาการนอนหลับเต็มอิ่มแต่รู้สึกเหมือนไม่ได้นอน
– มีอาการท้องอืดบ่อย ๆ หรือรู้สึกหิวตลอดเวลา หรือบางเคสอาจไม่รู้สึกอยากกินอะไรเลยก็เป็นได้…

5 อาหาร ที่เสี่ยงต่อการเป็น “โรคมะเร็ง”

1. อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารทอด หรือมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบ
แม้มันฝรั่งแผ่นทอดกรอบหรือ อาหารฟาสต์ฟู้ดอื่น ๆ
อาหารกลุ่มนี้ก็อาจทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งเนื่องจากในมันฝรั่งทอดและอาหารฟาสต์ฟู้ดจะมีไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์
และเกลือโซเดียมสูง ทานมาก ๆนอกจากจะทำให้อ้วนแล้วยังเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงอีกต่างหาก
แถมในระหว่างทอดในอุณหภูมิสูง ๆ ยังเกิดสารก่อมะเร็งอะคริลาไมด์ (Acrylamide)
ที่มาจากน้ำมันที่เติมไฮโดรเจน ซึ่งถ้าบริโภคมาก ๆทำให้เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งระบบทางเดินอาหาร หรือถ้าสูดดมเข้าไปมาก ๆ
ในระหว่างที่ทำอาหารก็เสี่ยงเป็นมะเร็งปอด และยังทำลายระบบประสาทด้วย

2. เนื้อแดง เนื้อแปรรูป
เนื้อแดง และเนื้อแปรรูป เช่น แฮม ฮอตดอก ไส้กรอก กุนเชียง เบคอน
มักจะมีดินประสิวเป็นส่วนประกอบ เพื่อถนอมเนื้อสัตว์ให้ดูน่ากิน คงสภาพเดิม
ช่วยยับยั้งแบคทีเรียและกันบูด แต่สารพวกนี้ก็ถือเป็นสารก่อมะเร็งนอกจากนี้ในเนื้อสัตว์ยังมีไขมันอิ่มตัวอยู่มาก
เมื่อนำไปปรุงในอุณหภูมิที่ร้อนจัดสามารถทำให้เกิดสารก่อมะเร็งเอชซีเอ
(Heterocyclic Amine – HCA) ซึ่งทำให้เป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

3. อาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อรา ยาฆ่าแมลง และสารพิษ
อาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อรา โดยเฉพาะในเมล็ดธัญพืช
อย่างเช่นถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม หอม และอาหารที่เก็บไว้นานเกินไปอย่างนมหรือขนมปัง
เนื่องจากในอาหารประเภทนี้จะมีการปนเปื้อนของเชื้อราแอสเปอจิลลัส ฟลาวัสซึ่งผลิตสารสารอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) ที่เป็นอันตรายสูง
เมื่อรับประทานจำนวนมาก จะไปสะสมที่ตับ ทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งตับได้เลย
ที่สำคัญ สารพิษตัวนี้ทนความร้อนสูงถึง 260 องศาเซลเซียส
ในขณะที่ความร้อนในการทำอาหารของเราอยู่ที่ 100 องศาเซลเซียสเท่านั้น
ดังนั้นความร้อนจากการทำอาหารจึงไม่สามารถทำลายสารอะฟลาท็อกซินได้

4. อาหารเค็ม ดอง ปิ้ง ย่าง รมควัน
การบริโภคอาหารที่ใส่เกลือหรือดองด้วยเกลือในปริมาณมาก
เพื่อให้มีรสชาติเค็ม นอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงแล้ว
ยังเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งหลอดอาหาร
นอกจากนี้จากการวิจัยและทดลองจากสัตว์ของ ดร.สตีเฟน ทอมป์สัน
สถาบันวิจัยมะเร็งแห่งอเมริกา ยังพบว่าเกลือเป็นสารโซเดียมคลอไรด์
ที่ถ้าร่างกายได้รับมากเกินไป
ยังสามารถไปกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งในลำไส้ใหญ่โตได้ไวขึ้น
ส่วนอันตรายจากการปิ้ง ย่าง
และรมควันนั้นมาจากการทำอาหารที่ต้องใช้ความร้อนสูงจนก่อให้เกิดสารอะคริลา
ไมด์ (Acrylamide) และอาจเกิดสารไพโรไลเซต (Pyrolysates) จากการไหม้ของเนื้อสัตว์
ซึ่งสารตัวนี้ร้ายแรงกว่าสารอะฟลาท็อกซิน 6-100 เท่า อาจทำให้เราเป็นมะเร็งได้
และหากอาหารที่นำมาปิ้ง ย่าง รมควัน เป็นอาหารทะเล
ก็สามารถทำให้ได้รับสารไนโตรซามีน (nitrosamines) ที่เป็นสารก่อมะเร็งตับและมะเร็งหลอดอาหารเพิ่มอีกด้วย
นอกจากนี้การปิ้งย่างยังมาจากสารพีเอเอช (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon -PAH)
ซึ่งมาจากน้ำของการเผาไหม้ไขมันในเนื้อสัตว์หยดลงไปที่ถ่านจนเป็นควันพิษชนิดเดียวกับควันรถ
หรือควันบุหรี่ลอยขึ้นมาติดกับเนื้อสัตว์ที่เรากิน ซึ่งถ้าบริโภคมาก ๆ
อาจเกิดเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหารได้เช่นกันค่ะ
ทางที่ดีควรนำส่วนที่เป็นไขมันออกก่อนที่จะนำไปทำอาหาร
ใช้ไฟที่ไม่ร้อนจัดจนเกินไป และถ้าเป็นไปได้ควรเลือกใช้เตาไร้ควันจะดีที่สุด

5. อาหารที่ใช้ทิชชูซับน้ำมัน
กระดาษทิชชู มีสารไดออกซินเป็นส่วนประกอบ
ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง
หากนำมาใช้ซับอาหารก็ทำให้เราเสี่ยงเป็นมะเร็งได้มากขึ้น เพราะเนื้อเยื่อเล็ก ๆ
ของกระดาษทิชชูจะติดอยู่บนอาหารที่เราทานเข้าไปด้วย
นอกจากนี้ในกระบวนการผลิตทิชชูยังใช้สารโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH)
หรือโซดาไฟในการผลิต และใช้สารคลอรีนฟอกสี ดังนั้น
ซึ่งการนำทิชชูทั่วไปมาซับอาหารจึงสามารถทำให้เกิดมะเร็งรวมถึงโรคอันตรายอื่น ๆ ได้โดยที่เราไม่รู้ตัว…

เคล็ดลับ &ผมตรงสวย&โดยไม่ต้องง้อเครื่องหนีบผม

เมื่อสาวๆผมตรงปรารถนาที่จะมีผมตรงสวยแต่เรากไม่อยากใช้ความร้อนหรือเครื่องหนีบผมบ่อย
เพราะการใช้ความร้อนมากๆอาจจะทำให้ผมแห้งเสียได้ซึ่งมันเป็นอัตรายต่อผมอย่างมาก
ถ้าสาวๆคนไหนอยากให้เส้นผมของเราตรงสวยแบบเป็นธรรมชาติแล้ววันนี้เรามีเคล็ดลับมาบอกค่ะ พร้อมหรือยังไปดูกันเลย !

1.สูตรหมักผมเพื่อเส้นผมตรง + นำน้ำกะทิ 1 ถ้วย มาผสมกับ
น้ำมะนาว 2 – 3 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันนำไปแช่เย็นไว้ข้ามคืน
จะเห็นได้ว่า ส่วนผสมจะแยกตัวเป็น 2 ชั่น ใช้ชั้นแรก
มาชโลมให้ทั่วศีรษะ คลุมด้วยหมวกคลุมผมอาบน้ำ หมักทิ้งไว้
ครึ่งชั่วโมง ล้างออกด้วยน้ำสะอาดแล้วสระผมตามปกติ
สูตรนี้จะช่วยทำให้ผมตรงอย่างเป้นธรรมชาติ

2.ไม่มัดผมแน่นเกินไป +
หากสาวอยากมีผมที่เรียบตรงก็ควรปล่อยให้เส้นผมได้เหยียดตรงเป็นธรรมชาติ
เพราะการมัดผมแน่นๆจะทำให้เส้นผมเป็นรอย หัก งอ
ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น หมัดหลวมๆหรือพอประมาณไม่แน่เกินไปจะดีกว่า

3.ก่อนสระผมต้องบำรุง + ก่อนสะผม สาวๆนำน้ำมันมะกอก หรือ
น้ำมันมะพร้าว ชโลมให้ทั่วเส้นผมจากนั้น ทิ้งไว้สัก 5-10นาที
แล้วจึงสะผมตามปกติ จะรู้สึกได้ทันทีเลยว่าเส้นผมนุ่มลื่นมากขึ้น ไม่แห้ง
และ ไม่ชี้ฟู ผมเรียบตรง

4.บำรุงผมหลังสระ + เคล็บลับสุดท้ายหลังจากสระผมเสร็จ
ลองหาเซรั่ม หรือ สเปรย์บำรุงเส้นผม มาบำรุงเส้นผมดู
ยิ่งเป็นสูตรเพื่อผมตรง
เฉพาะสามารถช่วยให้เส้นผมแลดูตรงสวยได้เท่านี้สาวๆก็จะมีผมที่สุขภาพดี ไม่แห้งฟู…

บร็อกโคลี่สุดยอดผัก กับ 5 ประโยชน์รู้แล้วต้องอึ้ง !

บร็อกโคลี่เป็นผักที่มีประโยชน์ มีคุณค่าทางอาหารสูงหลายคนอาจจะไม่ค่อยชอบกินเท่าไหร่ เพราะสีเขียวที่ค่อนข้างเข้ม ของผักชนิดนี้
แต่หากเราลองศึกษาถึงประโยชน์ของผักชนิดนี้ให้ละเอียดแล้วล่ะก็สามารถป้องกันอนุมูลอิสระที่เข้าไปทำลายเซลล์และทำลาย ดีเอ็นเอ
ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งได้ และไม่เพียงเท่านั้น ยังสามารถให้ประโยชน์มากมายต่อร่างกาย เช่น

1.บำรุงหัวใจบร็อคโคลีก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของพืชผักตระกูลครูซิฟเฟอแร
(Cruciferae) ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับกะหล่ำปลีเป็นอย่างมาก
แถมยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย
โดยเฉพาะสารอาหารที่สำคัญต่อหัวใจลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ
และหลอดเลือดสมอง

2.ช่วยในการบำรุงสายตา บร็อคโคลี่ช่วยบำรุงและรักษาสายตา
ป้องกันการเกิดต้อกระจก เนื่องจาก แคโรทีนอยด์ และ ลูทีน
ในบร็อคโคลีสามารถป้องกันหรือรักษาได้

3.ลดการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
การรับประทานบร็อคโคลี่จะช่วยป้องกันและลดการลุกลามของโรคมะเร็งกระเพาะ
ปัสสาวะ คนที่ชอบทานบร็อคโคลี่จะไม่เสี่ยงเป็นโรคกว่าคนไม่ทานถึง 40%เลยทีเดียว

4.ปกป้องผิวจากมะเร็งผิวหนัง
จากรายงานของวารสารวิชาการอเมริกันพบว่าน้ำคั้นผักบร็อกโคลี่
มีสรรพคุณป้องกันอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลตในแดดได้เหนือกว่าครีมกันแดด
พวกเขาแจ้งว่า มันมีสารซัลโฟราเฟน อันเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ
ซึ่งมีสรรพคุณป้องกันอาการเกรียมแดดและการเกิดเนื้อร้ายหรือมะเร็งผิวหนังนั้นเอง

5.ป้องกันการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม
บร็อคโคลีสามารถช่วยยับยั้งการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้ซึ่งกระบวนการทำงานของ
มันจะเน้นไปที่การช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่เป็นสาเหตุของโรคเข่าเสื่อม…