Menu

เรียนรู้เกี่ยวกับอาการปวดข้อเท้า รวมถึงวิธีการดูแลแก้ไข

อาการปวดข้อเท้าเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆ คน
นี่คือสิ่งที่รบกวนการใช้ชีวิตพอสมควร ลองมาเรียนรู้เกี่ยวกับมัน
รวมถึงวิธีการดูแลแก้ไขกันดีกว่า

อาการปวดข้อเท้านั้นก็คือการที่ผู้ป่วยรู้สึกว่าไม่ค่อยสบาย
หรือว่าปวดส่วนใดส่วนหนึ่งบริเวณข้อเท้า สาเหตุของมันนั้นมีได้หลากหลาย
รวมไปถึงความรุนแรงที่มีหลายระดับ เริ่มตั้งแต่แค่อาการเคล็ดธรรมดาๆ
ไปจนถึงกระดูกข้อเท้าหัก ซึ่งอาการเหล่านี้จะทำให้การใช้ชีวิตลำบาก
โดยเฉพาะการเดิน ซึ่งบางคนอาจจะเดินไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่จะต้องมีวิธีการดูแลรักษาให้ถูกต้อง

สำหรับอาการปวดข้อเท้านั้น ควรต้องไปพบแพทย์ต่อเมื่อรู้สึกปวดยาวนาน 2-3
สัปดาห์ ขณะที่ข้อเท้าบางครั้งก็มีอาการบวมขึ้นมา และไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้นมาเลย
ข้อเท้าบางคนก็อาจจะมีเสียงเมื่อขยับบริเวณข้อต่อ
หรือบางครั้งก็ไม่สามารถขยับข้อเท้าได้
นี่ก็เป็นสัญญาณเตือนอะไรบางอย่างที่แสดงว่าอาการปวดข้อเท้าเริ่มไม่ใช่เรื่องปก
ติแล้ว ควรต้องไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อประเมินอาการให้ถูกต้อง
จะได้มีแนวทางการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

กรณีที่อาการไม่ได้หนักหนาสาหัสมาก ผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองได้ง่ายๆ
หลายอย่าง เริ่มแรกก็คือการพักการใช้งานข้อเท้า
พยายามหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักที่ข้อเท้า หากว่าต้องการเดินจริงๆ
ก็ให้ใช้ไม้ค้ำช่วย เพื่อให้ลงน้ำหนักในเท้าข้างที่ปวดข้อเท้าน้อยที่สุด
ขณะที่การพันผ้าประคองข้อเท้าไม่ให้เคลื่อนที่มากเกินไปก็เป็นสิ่งที่ดี
แต่ไม่ควรพันให้แน่นเกินไป เพราะจะส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดได้

ผู้ที่เริ่มปวดข้อเท้าในระยะเริ่มแรก สามารถประคบเย็นได้
โดยนำเอาถุงน้ำแข็งมาวางบนข้อเท้าข้างที่มีอาการปวด
โดยวางไว้ครั้งละประมาณ 20 นาที จากนั้นทิ้งไว้สักพัก ราวๆ ชั่วโมงครึ่ง

ก่อนที่จะเริ่มประคบเย็นอีกครั้ง นี่จะช่วยให้อาการบาดเจ็บนั้นลดลงมา
รวมถึงอาการบวมที่จะทุเลาลงด้วย

สำหรับใครที่ปวดมากจนรู้สึกทรมานใจ
สามารถไปหาซื้อยาแก้ปวดมาทานได้เช่นกัน โดยให้ปรึกษาเภสัชกรก่อน
เพื่อให้มั่นใจว่าได้ตัวยาที่ถูกต้อง จากนั้นเมื่ออาการเริ่มดีขึ้นมาแล้ว
ให้บริหารข้อเท้าเบาๆ ไปเรื่อยๆ พยายามให้ข้อเท้าได้ขยับมากขึ้น
แต่ถ้าหากว่าเกิดอาการปวดขึ้นมาระหว่างบริหารก็ให้หยุดทันทีเพื่อความปลอดภัย

นี่คือแนวทางการดูแลแก้ไขในเบื้องต้นที่จะช่วยให้อาการปวดข้อเท้าดีขึ้น
แต่ถ้าหากว่าพยายามดูแล้วยังไม่ดีขึ้น วิธีที่ดีที่สุดก็คือการไปพบแพทย์
อย่าได้ชะล่าใจปล่อยให้หายเอง
เพราะบางครั้งอาจจะมีอาการที่เลวร้ายแทรกซ้อนอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้…

สัญญาณโรคซึมเศร้าในวัยรุ่น ที่คนใกล้ตัวต้องเฝ้าระวัง

ในปัจจุบันมีการทำความเข้าใจผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามากขึ้น
ดังจะเห็นได้จากตัวเลขของผู้ป่วยที่กล้าเข้ามาพบแพทย์เพื่อทำการรักษามากขึ้น
ไม่ทนเจ็บปวดอยู่คนเดียว เพราะกลัวสังคมไม่ยอมรับเหมือนอย่างในอดีต
แต่สำหรับวัยรุ่นหลายๆ คน อาจยังเป็นปัญหาที่ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองกำลังมีปัญหา
เพราะไม่อยากถูกมองในแง่ลบ หรือกลัวเพื่อนที่โรงเรียนล้อ ดังนั้น
คนใกล้ตัวจึงควรสังเกตพฤติกรรมของพวกเขา โดยอาจสังเกตได้จากสิ่งต่อไปนี้
1. เกรดตก
สาเหตุของเกรดตกอาจจะมีอยู่หลายอย่าง
แต่ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นจากปัญหาในการเรียนรู้ของตัวเด็กเอง โรคสมาธิสั้น ถูกรังแก
หรืออาจใช้ยาเสพติด หรือแม้แต่การติดเพื่อน ติดเกม แต่หากเด็กไม่มีทีท่าทีเหล่านี้
ก็มีความเป็นไปได้ในเรื่องของอาการซึมเศร้า
2. ฉุนเฉียว โมโหง่าย
เราอาจลองสงสัยถึงประเด็นโรคซึมเศร้าได้ หากว่าพวกเขามีพฤติกรรมโมโหง่าย
แบบเห็นเด่นชัดมากกว่าที่เคยเป็น หากรู้สึกว่าอะไรนิด อะไรหน่อยก็โกรธ โมโห
ขึ้นเสียงสูง เสียงดัง ก็น่าจะพอสงสัยได้บ้าง
3. ขี้เบื่อ เหนื่อยหน่าย
หากอยู่ๆ ก็กลายเป็นคนที่นิ่งเฉยไร้อารมณ์ทุกสถานการณ์ จากที่เคยมีสิ่งที่ชอบ
ที่เห็นทุกครั้งก็ตื่นเต้นดีใจ อีกหนึ่งสัญญาณซึมเศร้าที่ชัดเจนและควรสังเกต
4. เลิกกิจกรรมที่เคยทำเป็นประจำ
จากที่เคยเป็นเด็กเล่นกีฬา หรือมีกิจกรรมที่ทำกับเพื่อน แต่กลับเลิกกิจกรรมนั้นไปดื้อๆ
หรือหยุดเล่นกิจกรรมใดๆ ที่เคยทำอยู่ไปกลางคัน โดยไม่มีเหตุผลที่เหมาะสม
หรือไม่มีกิจกรรมอื่นๆ มาดึงความสนใจของเขาไป
แม้ว่าความสนใจของคนเราอาจเปลี่ยนไปกันได้
แต่เราก็อาจสงสัยเรื่องซึมเศร้าได้เช่นกัน
5. ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างแย่ลง
เมื่อไหร่ที่ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง จากที่เคยดีๆ
อาจเริ่มทะเลาะกับเพื่อนสนิทที่โรงเรียน ทะเลาะกับพ่อแม่พี่น้อง
และคนที่เคยสนิทสนมด้วยคนอื่นๆ
หรืออาจใช้เวลากับคนเหล่านั้นน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
อาจเป็นสัญญาณของอาการซึมเศร้าได้
6. อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
ไม่ว่าจะอ่อนเพลียจากการที่ทานอาหารน้อยลง พักผ่อนน้อยลง ขาดการออกกำลังกาย
หรือจากสาเหตุใดก็ตาม หากมีอาการอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด ไม่ร่าเริงแจ่มใส
หรือไม่ยอมลุกขึ้นเดินไปไหนมาไหนเหมือนเคย
ก็อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของโรคซึมเศร้าได้เช่นเดียวกัน
7. พฤติกรรมอันตราย
หากเริ่มเห็นเด็กมีพฤติกรรม หรือพูดอะไรแปลกๆ ที่เกี่ยวข้องกับอันตราย เช่น
พูดหรือจับมีด ดูคลิปการใช้ปืน ถามถึงยาที่ทานแล้วเสี่ยงเสียชีวิต
หรือชอบไปยืนในที่สูงๆ การสอบถามเพื่อความอยากรู้อยากเห็นอาจเคยพบเห็นบ้าง
แต่หากเป็นพฤติกรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้น อาจส่อเค้าอันตรายที่ส่งผลไปถึงการทำร้ายตัวเอง
หรือการฆ่าตัวตายได้
8. มีอาการเจ็บปวดทางร่างกายตลอดเวลา
หากในระยะหลังเด็กบ่นว่าปวดหัว ปวดท้องบ่อยกว่าปกติ
บางครั้งอาจไม่ใช่แค่คำกล่าวอ้าง
อาการเจ็บปวดทางร่างกายเหล่าเกี่ยวข้องกับจิตใจเช่นกัน ดังนั้น
ควรพาไปตรวจเช็กร่างกายที่โรงพยาบาล หากร่างกายไม่ผิดปกติอะไร
อาจสอบถามแพทย์เพิ่มเติมถึงความเป็นไปได้ในการเป็นโรคซึมเศร้า
วิธีแก้ นอกจากการสอบถามพูดคุยเพื่อให้เขาเปิดใจ
ยอมเผยความรู้สึกของเขาออกมาตรงๆ แล้ว เราต้องให้ความช่วยเหลือเด็กๆ อย่างถูกวิธี
อย่าแนะนำให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ และแก้ไขไม่ตรงจุด เช่น
บังคับให้ทำกิจกรรมที่ไม่ชอบ ผลักเขาเข้าสู่สังคมที่เขาไม่เป็นที่ยอมรับ
แต่ควรพาเขาไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางรักษาอย่างถูกต้อง
ภายใต้การดูแลจากทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด…

ลดน้ำหนักอย่างไรให้ได้ผลที่ดี

การที่เรามีอาการอยากกินนู่น อยากกินนี่ตลอดเวลา สาเหตุอาจจะเกิดมาจากการที่เราทำนิสัยบางอย่างซ้ำๆ
จนเกิดเป็นความเคยชิน โดยที่เราไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราอ้วน
ดังนั้นการดูแลตัวเองในช่วงนี้จึงจำเป็นอย่างมาก
1. ตั้งเป้าหมายของตัวเองแบบพอดี
การตั้งเป้าหมายไว้จะ ช่วยให้เราเกิดแรงมุ่งมั่นและมีกำลังใจในการลดน้ำหนัก อย่างเช่น
เราตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะลดให้ได้ 10 กิโลกรัม เดือนหนึ่งเราควรลดให้ได้อย่างน้อย 3 กิโลกรัมอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนครบ
2.เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน
อาหารเช้าสำคัญแต่แนะนำว่าให้กินธัญพืช 1 ถ้วยคู่กับนมอัลมอนด์ หรือโยเกิร์ตกับผลไม้ประเภทเบอร์รี่
แทนอาหารมื้อใหญ่ไขมันสูง เพราะจะช่วยให้ย่อยง่ายขึ้น
3.กินของว่าง 2 มื้อต่อวัน
การกินของว่างระหว่างวันจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารได้ทำงานอย่างเต็มที่ค่ะ
แต่ของว่างที่ว่านี่ไม่ใช่ขนมขบเคี้ยวที่แคลอรีสูงนะคะสาวๆ ควรเน้นกินเป็นผลไม้ เช่น เบอร์รี่ทั้งหลาย
หรือถ้าอยากหวาน อยากกินขนม ควรเลือกเป็นเจลาตินที่เป็นแบบไม่มีน้ำตาลธัญพืชอบกรอบ หรืออัลมอนด์
จะช่วยให้อิ่มอยู่ท้อง และไม่อ้วนด้วย
4.สร้างแรงบันดาลใจ
การลดน้ำหนักที่หลายคนมักประสบความสำเร็จนั้นและได้ผล อย่างหนึ่งก็มากจากแรงบันดาลใจและแรงผลักดัน
อย่างการแปะรูปศิลปินที่ชื่นชอบ หรือแม้กระทั้งนางแบบที่เราชื่นชอบเอาไว้บนหน้าจอคอม ตู้เย็น หน้ากระจก
เพื่อเป็นแรงผลักดันให้เรามีกำลังใจ
5.ทำอาหารทานเองที่บ้าน
วิธีนี้เป็นอีกวิธีหนึ่งที่เหมาะสำหรับคน ลดน้ำหนักเป็นอย่างมาก
เพราะนอกจากจะได้คุณค่าทางสารอาหารครบถ้วนแล้ว
เรายังสามารถที่จะควบคุมปริมาณแคลอรี่ในแต่ละมื้อได้ดีกว่า และมั่นใจได้ว่าอาหารนั้นสะอาดและก็ปลอดภัย
6.ลดการกินโซเดียมให้น้อยลง
แม้ว่าเกลือและน้ำปลา หรือเครื่องปรุงทั้งหลายจะทำให้รสชาติอาหารอร่อยขึ้น แต่การกินโซเดียมมากเกินไป
จะทำให้เราตัวบวมได้ง่าย ดังนั้นอาหารที่เราปรุงเองควรลดเกลือหรือโซเดียมให้น้อยลง
7.พยายามอย่าเครียด
ความเครียดเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาหลายๆ อย่างตามมา เช่น หน้าแก่ มีริ้วรอย ปวดหัว ไมเกรน
นอนไม่หลับ หลายๆ คนเวลาเกิดความเครียด จะไปลงที่การกิน รู้สึกเหมือนอยู่เฉยๆ
ไม่ได้ต้องหยิบอะไรเข้าปากไปเรื่อยๆ เพื่อบรรเทาความรู้สึกเครียด แต่การกินเพราะความเครียด
ส่งผลให้เกิดความเครียดเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมในภายหลังเช่น กินไม่หยุดแล้วน้ำหนักขึ้น
เราก็จะเครียดมากกว่านี้อีกหลายเท่า…

การเคารพสิทธิของผู้อื่นคือค่านิยมในสังคมไทย

อย่างแรกคือเวลาที่คนไทยขับรถเมื่อไรก็ตามที่อยู่หลังพวงมาลัยแม้แต่น้ำเสียงเล็กๆน้อยๆที่มีให้กันก็ดูกลายเป็นของหายาก
และนั้นก็ทำให้ท้องถนนในเมืองไทยกลายเป็นหนึ่งในสถานที่อันตรายอันดับต้นๆของโลกไปเลย
อย่างที่สองคือเวลาที่นักฟุตบอลไทยลีกอยู่ในสนามผู้ตัดสินกลายเป็นเป้าหมายหลักของผู้เล่นจะใช้พฤติกรรมก้าวร้าวใส่และควา
มเคารพที่มีต่อกันก็ถูกโยนทิ้งใปนอกหน้าต่าง โอเค
แม้ว่าสองเรื่องนี้จะไม่เหมือนกันซะทีเดียวเพราะเวลานักบอลตะโกนใส่กรรมการมันก็ไม่น่าจะมีใครตาย
แม้ว่าผู้ตัดสินบางคนอาจจะมีความรู้สึกกลัวตัวตายกันบางถ้าเกิดต้องเจอแฟนบอลไล่ล่าตัวหลังจบเกมฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีอารม
ณ์ร่วมสูงเราจึงเข้าใจได้ว่าทำไมนักฟุตบอลที่ไทยบางทีถึงน็อตหลุดกับคำตัดสินที่ส่วนใหญ่ต่ำกว่ามาตราฐาน
โชคร้ายมันอยู่ตรงที่ว่าบางทีมาตรฐานของการตัดสินมันก็ไม่ใช่ประเด็นเสมอไป
เพราะดูเหมือนว่าตอนนี้ผู้เล่นจะเริ่มมีนิสัยประท้วงทุกๆคำตัดสินและก้พากันมาตามตอแยสิงห์เชิ๊ตดำด้วยอารมร์ที่คุกรุ่นบางทีม
หรือผุ้เล่นสโมสรดูแย่ไปกว่านั้นตอนที่กรูกันไปประท้วงกรรมการด้วยอารมณ์โกรธใครมาเกรี้ยวกราดเวลาเสียผลประโยชน์ทั้งเ
วลาเสียจุดโทษหรือได้ใบเหลืองและใบแดง
พฤติกรรมแย่ๆแบบนี้กำลังจะกลายเป็นความเคยชินและดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีใครพูดถึงปัญหานี้กันสักเท่าไหร่บ่อยครั้งที่สิงห์เ
ชิ๊ตดำก็ดูไม่อยากจะให้ใบเหลืองกับผู้เล่นที่เถียงผู้ตัดสินจนเกินพอดีแต่ถ้าไม่ทำแบบนั้นมันก็จะเป็นการสร้างความไม่พอใจให้กั
บผู้เล่นที่โดนจดชื่อด้วยข้อหาที่เบากว่านั้น
ทางออกสำหรับปัญหาคือผู้ตัดสินต้องหนักแน่นมากกว่านี้และสมฒสรก็ต้องพยายามลดพฤติกรรมแบบนี้ออกไปจากผู้เล่นในสัง
กัดของเขา
ฟุตบอลไทยในตอนนี้ยังมีโอกาสของเปลี่ยนพฤติกรรมของผุ้เล่นก่อนที่มันจะสายเกินไปมีหลายเกมมากเกิดนไปที่การขาดวินัยส่
งผลกับเกมโดยตรง ความเต็มใจที่จะร่วมกันเปลี่ยนแปลงทั้งจากสโมสร ผู้เล่น และ
กรรมการคือสิ่งจำเป็นเพื่อหยุดไม่ให้ปัญหาให้แย่ไปกว่านี้…

ไม่ควรนั่งนานๆ ควรลุกเดินบ้าง

การนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานๆ จะทำให้ระบบเลือดไหลเวียนไม่สะดวก
และส่งผลต่ออาการปวดเรื้อรังของกล้ามเนื้อ และข้อกระดูก รวมถึงก่อให้เกิดมีภาวะอ้วนได้ด้วย
จึงควรมีการขยับร่างกาย เช่น เดินเข้าห้องน้ำ ลุกขึ้นยืน ยืดเหยียดร่างกายทุกๆ 2 ชั่วโมง ทั้งนี้การเดินวันละ 1 พันก้าว
ยังเพียงพอต่อการช่วยแก้ปัญหาความบกพร่อง ของการไหลเวียนเลือดที่เกิดจากการนั่งนานๆ ได้อีกด้วย
ปรับท่าทางนั่งทำงานให้เหมาะสม
ปรับท่าทางนั่งทำงานให้เหมาะสม ไม่ก้มไปทางด้านหน้าเอนตัว ไปทางด้านหลัง เอียงตัวไปทางด้านข้าง
หรือมีการบิดตัวมากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณลำตัวได้ เวลาทำงานหัดนั่งตัวตรง
ปล่อยตัวตามสบาย อย่าให้ไหล่งอ และไม่ควรนั่งขัดสมาธิเวลาใช้คอมนานๆ เพราะจะทำให้เมื่อยมากกว่าเดิม 2 เท่า
หาหมอนขนาดพอเหมาะมารองพนักพิงหลัง เพื่อรองรับกระดูกสันหลังจะช่วยลดอาการเมื่อยได้
ปรับระยะของเก้าอี้ หาเก้าอี้นั่งทำงานที่มีความกว้างพอดี
เก้าอี้ทำงานควรมีความกว้าง และความลึกที่เหมาะสม (ไม่แคบหรือกว้างเกินไป)
ควรมีระยะของช่องว่างระหว่างข้อพับเข้ากับเก้าอี้ ประมาณ 5-7 เซนติเมตร มีที่พักแขนและพนักพิงหลัง
โดยเก้าอี้ที่มีที่พักแขนจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อเกิดการผ่อนคลายมากขึ้น ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณแขน
และหัวไหล่ในขณะนั่งทำงานได้ดี ส่วนพนักพิงหลังจะต้องมีที่รองรับบริเวณส่วนเอว
โดยจะช่วยให้กล้ามเนื้อหลังเกิดการผ่อนคลายมากขึ้น ลดการเกร็งและการล้าของกล้ามเนื้อบริเวณหลัง
และเม้าส์ควรจะเป็นแทรกกิ้งบอล หรือเมาส์แบบไร้สายที่นำมาใกล้ตัวได้ ใช้ถนัดไม่ต้องยื่นแขน
ตั้งจอคอมให้อยู่ในระดับสายตาหรือต่ำกว่าเล็กน้อย
การทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ อาจทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพร่างกายได้
ซึ่งควรตั้งหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้ห่างจากผู้ใช้ประมาณ 40-75 เซนติเมตร และหน้าจอจะต้องอยู่ไม่ต่ำกว่า 30องศาของระดับสายตา
เลือกใช้จอแบบ LED เพื่อลดการสะท้อนของเงาและช่วยถนอมสายตา
หลีกเลี่ยงการก้มหรือเงยศีรษะมากเกินไป สำหรับแป้นคีย์บอร์ดที่ใช้ในการพิมพ์ ควรอยู่ในระดับข้อศอกหรือข้อมือ
จะได้ไม่ต้องยกแขนขึ้นมาพิมพ์ให้เสี่ยงต่อการปวดเมื่อย ไม่ถือโทรศัพท์ในท่าไม่เหมาะสม
ยกตัวอย่าง เช่น พูดโทรศัพท์โดยหนีบโทรศัพท์ไว้ที่บริเวณซอกคอ
เพราะจะทำให้เกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ (โทรศัพท์ควรวางอยู่ในตำแหน่งที่ห่างจากผู้ใช้ไม่เกิน 30 เซนติเมตร)
ในกรณีที่ผู้ใช้จำเป็นที่จะต้องใช้มือในการทำงาน และไม่สามารถจับโทรศัพท์ได้สะดวก
ควรหาอุปกรณ์เสริมเพื่ออำนวยความสะดวก และช่วยลดท่าทางที่ไม่เหมาะสม ที่อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ เช่นอุปกรณ์สวมศีรษะ แฮนด์ฟรี…

4 อันตรายที่ได้รับจากการทาน “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป”

สำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้วของกินยอดนิยมในตอนใกล้สิ้นเดือนน่าจะหนีไม่พ้น บะหมี่ครึ่งสำเร็จรูป” เพราะเหตุว่ามีราคาไม่แพงมาก รสชาติอร่อยทำทานเองได้ง่ายรวมทั้งที่สำคัญช่วยทำให้อิ่มไปได้อีกหนึ่งมื้อ 
ซึ่งคนไม่ใช่น้อยบางทีอาจจะยังไม่ทราบว่าการทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเสมอๆนั้นไม่ใช่เรื่องดีต่อร่างกายเลย วันนี้พวกเราก็เลยได้เก็บ อันตรายที่ได้รับจากการทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาฝากกัน
1. 
ได้รับโซเดียมในจำนวนที่มาเกินไป ในหนึ่งวันร่างกายมนุษย์เราต้องการโซเดียมจำนวน 2,400 มก. ซึ่งในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งซองมีโซเดียมมากถึง 1,600 มก. ด้วยเหตุผลดังกล่าวคุณอาจจะได้รับโซเดียมในจำนวนที่สูงเกินความต้องการของร่างกาย
2. 
เพิ่มโอกาสในการเป็นโรคร้าย นอกจากจะเสี่ยงเป็นโรคไตจากการได้รับโซเดียมสูงแล้ว การทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ่อยๆยังเป็นเหตุให้โอกาสในการเป็นโรคร้ายต่างมากขึ้น ดังเช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง 
เนื่องจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีไขมันที่ทำให้เกิดผลเสียและไม่ดีต่อร่างกายอย่างกรดไขมันจำพวกรานส์ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคหัวใจได้
3. 
ได้รับสารอาหารไม่พอ สารอาหารส่วนมากที่มีอยู่ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็น แป้งสาลี 60-70 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็อีก 15-20 เปอร์เซ็นต์เป็นไขมันในเครื่องปรุง ซึ่งเป็นสารอาหารที่ไม่เพียงพอต่อสิ่งที่จำเป็นของร่างกาย 
ด้วยเหตุนี้ถ้าจะทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปควรจะเพิ่มเติมผักหรือเนื้อสัตว์เพื่อเพิ่มสารอาหารด้วย
4. 
มีลักษณะอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แล้วก็อาหารไม่ย่อย อาการพวกนี้บางทีอาจมองเป็นอาการนิดๆหน่อยๆเมื่อเทียบกับข้ออื่นๆที่กล่าวมา แต่ว่าก็ไม่สมควรละเลยโดยเด็ดขาด เนื่องจากบางทีอาจนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการที่รุนแรงได้ในอนาคต
การทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่ใช่เรื่องไม่ถูกอะไร แต่ว่าจำต้องทราบดีว่าจำต้องทานเช่นไรถึงจะได้ประโยชน์ ซึ่งปริมาณที่เสนอแนะนำให้ทาน คือ ภายใน อาทิตย์ไม่สมควรทานเกิน ซอง/ถ้วย และก็ที่สำคัญไม่สมควรทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่แบบดิบด้วย

ช้าหรือเร็ว วิ่งยังไงให้ลดหุ่นเห็นผล

ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยชอบลดหุ่นด้วยการวิ่งเนื่องจากเป็นแนวทางบริหารร่างกายที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเลิศ คนไม่ใช่น้อยมักกำเนิดปริศนาที่ว่า
พวกเราควรจะวิ่งยังไงดี แต่ว่าไม่ว่าจะเป็นการวิ่งแบบไหนการวิ่งก็เป็นการออกกำลังกายที่ดีต่อร่างกายในหลายด้านดังเช่น
ทำให้นอนสนิทมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วยบริหารลักษณะการทำงานของปอดซึ่งช่วยทำให้ระบบการหายใจดียิ่งขึ้น แถมยังช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง
ดีต่อความดันภายในร่างกาย นอกจานี้การวิ่งยังสามารถช่วยรักษาอาการภูมิแพ้อากาศแล้วก็อาการภูมิแพ้อีกด้วย
ดังนี้ การวิ่งจะสามารถเผาผลาญพลังงานได้มากน้อยขนาดไหนก็ขึ้นกับต้นสายปลายเหตุหลายแบบ อีกทั้งช่วงเวลาระยะทาง ซึ่งถ้าหากวิ่งนาน
และวิ่งได้ไกลมาก ก็จะยิ่งเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น นอกเหนือจากนั้น
น้ำหนักตัวก็เป็นอีกหนึ่งต้นเหตุที่ทำให้แต่ละคนเผาผลาญพลังงานได้ไม่เหมือนกัน
ซึ่งแม้ใครน้ำหนักตัวมาก ร่างกายก็จะยิ่งเผาผลาญพลังงานมากยิ่งกว่าจ้ะ
ส่วนเรื่องปัญหาที่ว่า วิ่งช้าหรือเร็วดีกว่ากันอันนี้ก็จำเป็นต้องกลับมามองที่จุดมุ่งหมายของการวิ่งจ้ะ
ว่าพวกเราวิ่งด้วยเหตุว่าต้องการลดน้ำหนักหรือต้องการให้สุขภาพดี
เนื่องจากการวิ่งเพื่อมีเป้าหมายสำหรับการลดไขมันภายในร่างกาย
จะต้องวิ่งด้วยความเร็วในจังหวะที่ไม่เร็วมาก แม้กระนั้นใช้เวลานาน
ขณะที่การวิ่งเร็วจนรู้สึกหอบนั้น จะช่วยทำให้กล้ามแข็งแรง
และก็ช่วยการให้เลือดลมสูบฉีดดี ทำให้รูปแบบการทำงานของหัวใจแข็งแรงไปด้วย
อย่างไรก็ตาม การวิ่งนั้น จำเป็นต้องอยู่ในข้อจำกัดของร่างกายแต่ละคน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีโรคความดัน โรคหัวใจ โรคกระดูก หรือผู้มีน้ำหนักตัวมาก
ไม่สมควรบริหารร่างกายด้วยการวิ่ง หรือหากต้องการวิ่งก็ไม่สมควรวิ่งเร็วจ้ะ
เนื่องจากว่าอาจจะส่งผลให้มีอันตรายได้ ทางที่ดีควรจะเปลี่ยนแปลงแนวทางด้วยการเดินเร็ว
หรือบริหารร่างกายอันอื่นที่ไม่ทำให้หัวใจทำงานมากเกินความจำเป็นจ้ะ

15 เห็ดป่าที่ทานแล้วอาจเป็นอัตรายต่อชีวิต

ฤดูฝน เป็นฤดูที่ทำให้พืชพันธุ์นานาชนิดเจริญงอกงามได้ดีเป็นอย่างมากมาย หนึ่งในพืชพันธุ์เหล่านั้นคือ “เห็ด” ซึ่งมันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามต่างจังหวัดมักจะออกไปเก็บเห็ดมาปรุงอาหารทาน แต่ที่น่าแปลกคือบางคนอาจจะยังไม่รู้ว่าเห็ดทุกชนิดไม่สามารถทานได้ เพราะเห็ดบางชนิดมีพิษที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิต ข้อสังเกตุคือเห็ดมีพิษส่วนใหญ่จะมีสีสันสดใสอย่างเช่น สีส้ม สีแดง หรือสีเหลือง แต่ก็ยังมีเห็ดพิษอีกหลายชนิดที่มีรูปร่างลักษณะเหมือนกับเห็ดไม่มีพิษ ซึ่งเห็ดที่กล่าวมีดังต่อไปนี้
1. เห็ดไข่
2. เห็ดข่า
3. เห็ดขี้วัว
4. เห็ดขี้ควาย
5. เห็ดไข่หงษ์
6. เห็ดโคนส้ม
7. เห็ดระโงกหิน
8. เห็ดมันปูใหญ่
9. เห็ดดอกกระถิน
10. เห็ดแดงก้านแดง
11. เห็ดกระโดงตีนตัน
12. เห็ดเผาะ (มีราก)
13. เห็ดคล้ายเห็ดโคน
14. เห็ดตอมกล้วยแห้ง
15. เห็ดระโงกเหลืองก้านต้น
อาการและวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากทานเห็ดที่มีพิษเข้าไปจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ถ่ายเหลว ถ้าหากมีอาการรุนแรงมากๆ การทำงานของตับและไตอาจจะล้มเหลวเฉียบพลันเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ สามารถทำการพยาบาลเบื้องต้นได้โดยการทำให้ผู้ป่วยอาเจียนด้วยการล้วงคอ หรือให้ทานไข่ขาวดิบ จากนั้นให้รีบนำส่งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที เพื่อให้แพทย์ทำการรักษาโดยตรง แต่เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการทานเห็ดมีพิษ เราขอแนะนำให้เลือกซื้อเห็ดจากร้านค้ามาทาน โดยเลือกทานเห็ดที่เป็นเห็ดที่ผู้คนนิยมทานอย่างเช่น เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดออรินจิ เห็ดเข็มทอง และเห็ดหอม น่าจะดีกว่า คุณไม่ควรเอาชีวิตไปเสี่ยงกับของฟรี เพราะยังไงมันก็ไม่คุ้มกับที่จะเสีย…

เทคนิคการบำรุงสมองง่ายๆที่ทำได้ประจำวัน

สมองของคนเราเป็นอวัยวะที่ถูกใช้งานหนักอย่างมากในแต่ละวัน
เป็นศูนย์กลางในการสื่อสาร ควบคุมการทำงานส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ในแต่ละวัน เราจะต้องเผชิญกับปัญหาการใช้ชีวิต
การตัดสินใจความคิดต่าง ๆ
ที่จะต้องใช้สมองเป็นหลักเกณฑ์ในการทำงาน
โดยเฉพาะคนที่อยู่ในวัยทำงานที่จะต้องแบกรับความรับผิดชอบต่าง ๆ
ความคิด
การใช้งานสมองที่หนักตลอดตั้งแต่ช่วงเช้าไปจนถึงตอนเลิกงาน
และบางครั้งยังต้องกลับมาทำงานที่บ้านต่ออีกในตอนกลางคืน
ส่งผลให้บางครั้งปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ก็จะตามมา
ไม่ว่าจะเป็นอาการเหนื่อยล้าหรืออะไรต่างๆ
วันนี้เรามีเทคนิคการบำรุงสมองง่ายๆ ที่ทำได้ประจำวัน
1.การดื่มน้ำมากๆ
วิธีง่ายๆที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป นั่นคือการดื่มน้ำนี่เอง
เพราะน้ำจะช่วยฟื้นฟูและดูแลระบบสมอง เนื่องจากกว่า 80
เปอร์เซ็นต์ของสมองคนเราเต็มไปด้วยน้ำเป็นส่วนประกอบ
ควรจิบน้ำบ่อย ๆ ระหว่างวันเรื่อย ๆ
ยิ่งโดยเฉพาะการทำงานในห้องแอร์ที่มีอุณหภูมิต่ำและเย็นนั่นร่างกายข
องเราอาจจะเกิดการสูญเสียน้ำได้
เพื่อที่จะเพิ่มความปลอดโปร่งให้สมอง สดใส
และสามารถทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น
แต่ทั้งนี้ควรดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำตามอุณหภูมิห้องที่สามารถเข้าไปหล่อเลี้ยง
ระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างรวดเร็วมากกว่าน้ำเย็น
2.ไม่ลืมทานอาหารเช้าเสมอ
อาหารเช้าคืออาหารมื้อสำคัญที่สุด แต่หลายคนมักจะหลงลืม
หรือยุ่งจนมีเวลาจนลืมทานอาหารมื้อนี้
เพราะการไม่ทานอาหารเช้านั้นส่งผลเสียอย่างมากกับร่างกาย

เนื่องจากจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารและน้ำตาล
ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่มีสติและสมาธิ
สมองไม่แล่น ตอบสนองช้า ดังนั้นควรที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่
3.หัวเราะบ่อยๆ
พูดแล้วคงไม่มีใครอยากจะเชื่อ
ว่าการหัวเราะนั้นจะเกี่ยวอะไรกับการบำรุงสมอง
แต่จริงๆแล้วการมีอารมณ์ขัน หัวเราะเฮฮา และยิ้มบ่อย ๆ
อาจจะหาหนังสือการ์ตูนมาไว้อ่านเล่น การดูหนังตลก
การคุยกับเพื่อนร่วมงานในเรื่องดี ๆ มีเสียงหัวเราะ การหัวเราะ ยิ้ม
และมีความอารมณ์ขันอยู่เป็นประจำจะช่วยเพิ่มความสุขในการทำงาน
มีพลังงานความคิดเชิงบวก ลดความเครียด
และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.ฟังเพลงเบาๆ
การเลือกฟังเพลงเบาๆ แนวคลาสสิค
นั้นก็มีส่วนช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เพราะเสียงเพลงนั้นจะช่วยกระตุ้นเรื่องความจำและเพิ่มประสิทธิภาพใน
การทำงานของสมอง ลองเปิดเพลงคลาสสิคหรือแจ๊สฟังเบา ๆ ก่อนนอน
ตอนเช้าก่อนไปทำงาน หรือระหว่างในช่วงที่ทำงานสัก 20-30 นาที
รับรองเลยว่าคุณจะรู้สึกสงบ
ผ่อนคลายสามารถทำงานและคิดงานได้ดีมากยิ่งขึ้น
5.ไม่นอนดึก
การนอนดึกนั้นส่งผลเสียอย่างมากมายกับร่างกาย
เพราะฉะนั้นการพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง
เพื่อที่จะให้ระบบร่างกายและสมองสามารถที่จะทำงานได้อย่างเต็มที่และ
มีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น
โดยการนอนหลับพักผ่อนนั้นควรที่จะนอนในสถานที่เงียบ
ไม่มีเสียงรบกวนเพื่อที่จะเพิ่มความเต็มอิ่ม…

กินไขมันลดอ้วน แต่กินไม่ถูกวิธีอาจยิ่งอ้วน

เทรนด์สุขภาพมาใหม่ในทุกๆ ปี ในช่วง 2-3
ปีที่ผ่านมานี้นอกจากกระแสกินคลีนที่ยังคงฮอตฮิตติดลมบนกันอยู่จนถึงบัดนี้แล้ว
ยังมีอีกกระแสที่แหวกแนวกว่าเพื่อน แถมยังเอาใจคนชอบอาหารมันแผล่บ เพราะมันคือการกินอาหารที่มีไขมัน
แต่ลดความอ้วนได้ หรือที่เรียก คีโตเจนิค นั่นเอง
คีโตเจนิค คืออะไร?
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง พวงทอง ไกรพิบูลย์ วว.รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์ อธิบายว่า
อาหารคีโตเจนิค หมายถึง อาหารที่มีไขมันสูง มีโปรตีนที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และมีคาร์โบไฮเดรตต่ำ
เมื่อทานคาร์โบไฮเดรตน้อย แทนที่ร่างกายจะดึงคาร์โบไฮเดรตไปใช้เป็นพลังงานเหมือนปกติ
ร่างกายจึงหันไปดึงพลังงานจากไขมันแทน
กลุ่มอาหารแบบคีโตเจนิคนี้ ถูกคิดค้นโดย นพ. Russell M. Wilder แพทย์อายุร กรรมชาวอเมริกาในปีค.ศ 1924(พ.ศ.2497)
เริ่มแรก กลุ่มอาหารประเภทนี้ถูกคิดขึ้นมาเพื่อช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคลมชัก
เพราะส่วนประกอบของอาหารกลุ่มนี้จะทำให้ร่างกายเกิดสารที่เรียกว่า Ketone body ในเลือดสูง (สารที่สร้างในตับ
และส่งผลถึงการใช้พลังงานของสมอง) เราเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะ Ketosis
ที่จะส่งผลให้เซลล์สมองและสารสื่อประสาทในสมองทำงานได้สมดุล จนช่วยลดอาการชักได้
การกินอาหารคีโตเจนิค จะเน้นการกินเนื้อสัตว์ ไข่ นม ผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากนม และพืชที่มีแป้งน้อย ทั้งยังต้องงดข้าว
แป้ง ธัญพืช เผือกมัน ผลไม้ และของหวานทุกชนิดอีกด้วย
คีโตเจนิค วิธีลดความอ้วนแบบใหม่
นอกจากวิธีการทานอาหารคีโตเจนิคจะช่วยบรรเทาอาหารของโรคลมชักได้แล้ว
ยังมีนักโภชนาการนำมาใช้เพื่อการลดความอ้วนอีกด้วย คลินิกโรคอ้วนโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระบุว่า
ที่ทานอาหารคีโตเจนิคแล้วช่วยลดน้ำหนักได้ เพราะในระยะแรกๆ
การกินอาหารคีโตเจนิคสามารถลดน้ำหนักตัวได้เร็วกว่าวิธีการอื่น เพราะร่างกายได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตน้อย
ซึ่งเคยเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวหลังจาก 1 ปีขึ้นไป จะพบว่าประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักตัวนั้นไม่ต่างกัน
และมีโอกาสที่น้ำหนักตัวจะเด้งกลับขึ้นมาหรือที่เรียกว่า Yo-Yo Effect (โยโย่เอฟเฟค) ไม่ต่างกัน…