Menu

ช้าหรือเร็ว วิ่งยังไงให้ลดหุ่นเห็นผล

ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยชอบลดหุ่นด้วยการวิ่งเนื่องจากเป็นแนวทางบริหารร่างกายที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเลิศ คนไม่ใช่น้อยมักกำเนิดปริศนาที่ว่า
พวกเราควรจะวิ่งยังไงดี แต่ว่าไม่ว่าจะเป็นการวิ่งแบบไหนการวิ่งก็เป็นการออกกำลังกายที่ดีต่อร่างกายในหลายด้านดังเช่น
ทำให้นอนสนิทมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วยบริหารลักษณะการทำงานของปอดซึ่งช่วยทำให้ระบบการหายใจดียิ่งขึ้น แถมยังช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง
ดีต่อความดันภายในร่างกาย นอกจานี้การวิ่งยังสามารถช่วยรักษาอาการภูมิแพ้อากาศแล้วก็อาการภูมิแพ้อีกด้วย
ดังนี้ การวิ่งจะสามารถเผาผลาญพลังงานได้มากน้อยขนาดไหนก็ขึ้นกับต้นสายปลายเหตุหลายแบบ อีกทั้งช่วงเวลาระยะทาง ซึ่งถ้าหากวิ่งนาน
และวิ่งได้ไกลมาก ก็จะยิ่งเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น นอกเหนือจากนั้น
น้ำหนักตัวก็เป็นอีกหนึ่งต้นเหตุที่ทำให้แต่ละคนเผาผลาญพลังงานได้ไม่เหมือนกัน
ซึ่งแม้ใครน้ำหนักตัวมาก ร่างกายก็จะยิ่งเผาผลาญพลังงานมากยิ่งกว่าจ้ะ
ส่วนเรื่องปัญหาที่ว่า วิ่งช้าหรือเร็วดีกว่ากันอันนี้ก็จำเป็นต้องกลับมามองที่จุดมุ่งหมายของการวิ่งจ้ะ
ว่าพวกเราวิ่งด้วยเหตุว่าต้องการลดน้ำหนักหรือต้องการให้สุขภาพดี
เนื่องจากการวิ่งเพื่อมีเป้าหมายสำหรับการลดไขมันภายในร่างกาย
จะต้องวิ่งด้วยความเร็วในจังหวะที่ไม่เร็วมาก แม้กระนั้นใช้เวลานาน
ขณะที่การวิ่งเร็วจนรู้สึกหอบนั้น จะช่วยทำให้กล้ามแข็งแรง
และก็ช่วยการให้เลือดลมสูบฉีดดี ทำให้รูปแบบการทำงานของหัวใจแข็งแรงไปด้วย
อย่างไรก็ตาม การวิ่งนั้น จำเป็นต้องอยู่ในข้อจำกัดของร่างกายแต่ละคน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีโรคความดัน โรคหัวใจ โรคกระดูก หรือผู้มีน้ำหนักตัวมาก
ไม่สมควรบริหารร่างกายด้วยการวิ่ง หรือหากต้องการวิ่งก็ไม่สมควรวิ่งเร็วจ้ะ
เนื่องจากว่าอาจจะส่งผลให้มีอันตรายได้ ทางที่ดีควรจะเปลี่ยนแปลงแนวทางด้วยการเดินเร็ว
หรือบริหารร่างกายอันอื่นที่ไม่ทำให้หัวใจทำงานมากเกินความจำเป็นจ้ะ

15 เห็ดป่าที่ทานแล้วอาจเป็นอัตรายต่อชีวิต

ฤดูฝน เป็นฤดูที่ทำให้พืชพันธุ์นานาชนิดเจริญงอกงามได้ดีเป็นอย่างมากมาย หนึ่งในพืชพันธุ์เหล่านั้นคือ “เห็ด” ซึ่งมันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามต่างจังหวัดมักจะออกไปเก็บเห็ดมาปรุงอาหารทาน แต่ที่น่าแปลกคือบางคนอาจจะยังไม่รู้ว่าเห็ดทุกชนิดไม่สามารถทานได้ เพราะเห็ดบางชนิดมีพิษที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิต ข้อสังเกตุคือเห็ดมีพิษส่วนใหญ่จะมีสีสันสดใสอย่างเช่น สีส้ม สีแดง หรือสีเหลือง แต่ก็ยังมีเห็ดพิษอีกหลายชนิดที่มีรูปร่างลักษณะเหมือนกับเห็ดไม่มีพิษ ซึ่งเห็ดที่กล่าวมีดังต่อไปนี้
1. เห็ดไข่
2. เห็ดข่า
3. เห็ดขี้วัว
4. เห็ดขี้ควาย
5. เห็ดไข่หงษ์
6. เห็ดโคนส้ม
7. เห็ดระโงกหิน
8. เห็ดมันปูใหญ่
9. เห็ดดอกกระถิน
10. เห็ดแดงก้านแดง
11. เห็ดกระโดงตีนตัน
12. เห็ดเผาะ (มีราก)
13. เห็ดคล้ายเห็ดโคน
14. เห็ดตอมกล้วยแห้ง
15. เห็ดระโงกเหลืองก้านต้น
อาการและวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากทานเห็ดที่มีพิษเข้าไปจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ถ่ายเหลว ถ้าหากมีอาการรุนแรงมากๆ การทำงานของตับและไตอาจจะล้มเหลวเฉียบพลันเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ สามารถทำการพยาบาลเบื้องต้นได้โดยการทำให้ผู้ป่วยอาเจียนด้วยการล้วงคอ หรือให้ทานไข่ขาวดิบ จากนั้นให้รีบนำส่งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที เพื่อให้แพทย์ทำการรักษาโดยตรง แต่เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการทานเห็ดมีพิษ เราขอแนะนำให้เลือกซื้อเห็ดจากร้านค้ามาทาน โดยเลือกทานเห็ดที่เป็นเห็ดที่ผู้คนนิยมทานอย่างเช่น เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดออรินจิ เห็ดเข็มทอง และเห็ดหอม น่าจะดีกว่า คุณไม่ควรเอาชีวิตไปเสี่ยงกับของฟรี เพราะยังไงมันก็ไม่คุ้มกับที่จะเสีย…

เทคนิคการบำรุงสมองง่ายๆที่ทำได้ประจำวัน

สมองของคนเราเป็นอวัยวะที่ถูกใช้งานหนักอย่างมากในแต่ละวัน
เป็นศูนย์กลางในการสื่อสาร ควบคุมการทำงานส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ในแต่ละวัน เราจะต้องเผชิญกับปัญหาการใช้ชีวิต
การตัดสินใจความคิดต่าง ๆ
ที่จะต้องใช้สมองเป็นหลักเกณฑ์ในการทำงาน
โดยเฉพาะคนที่อยู่ในวัยทำงานที่จะต้องแบกรับความรับผิดชอบต่าง ๆ
ความคิด
การใช้งานสมองที่หนักตลอดตั้งแต่ช่วงเช้าไปจนถึงตอนเลิกงาน
และบางครั้งยังต้องกลับมาทำงานที่บ้านต่ออีกในตอนกลางคืน
ส่งผลให้บางครั้งปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ก็จะตามมา
ไม่ว่าจะเป็นอาการเหนื่อยล้าหรืออะไรต่างๆ
วันนี้เรามีเทคนิคการบำรุงสมองง่ายๆ ที่ทำได้ประจำวัน
1.การดื่มน้ำมากๆ
วิธีง่ายๆที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป นั่นคือการดื่มน้ำนี่เอง
เพราะน้ำจะช่วยฟื้นฟูและดูแลระบบสมอง เนื่องจากกว่า 80
เปอร์เซ็นต์ของสมองคนเราเต็มไปด้วยน้ำเป็นส่วนประกอบ
ควรจิบน้ำบ่อย ๆ ระหว่างวันเรื่อย ๆ
ยิ่งโดยเฉพาะการทำงานในห้องแอร์ที่มีอุณหภูมิต่ำและเย็นนั่นร่างกายข
องเราอาจจะเกิดการสูญเสียน้ำได้
เพื่อที่จะเพิ่มความปลอดโปร่งให้สมอง สดใส
และสามารถทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น
แต่ทั้งนี้ควรดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำตามอุณหภูมิห้องที่สามารถเข้าไปหล่อเลี้ยง
ระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างรวดเร็วมากกว่าน้ำเย็น
2.ไม่ลืมทานอาหารเช้าเสมอ
อาหารเช้าคืออาหารมื้อสำคัญที่สุด แต่หลายคนมักจะหลงลืม
หรือยุ่งจนมีเวลาจนลืมทานอาหารมื้อนี้
เพราะการไม่ทานอาหารเช้านั้นส่งผลเสียอย่างมากกับร่างกาย

เนื่องจากจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารและน้ำตาล
ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่มีสติและสมาธิ
สมองไม่แล่น ตอบสนองช้า ดังนั้นควรที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่
3.หัวเราะบ่อยๆ
พูดแล้วคงไม่มีใครอยากจะเชื่อ
ว่าการหัวเราะนั้นจะเกี่ยวอะไรกับการบำรุงสมอง
แต่จริงๆแล้วการมีอารมณ์ขัน หัวเราะเฮฮา และยิ้มบ่อย ๆ
อาจจะหาหนังสือการ์ตูนมาไว้อ่านเล่น การดูหนังตลก
การคุยกับเพื่อนร่วมงานในเรื่องดี ๆ มีเสียงหัวเราะ การหัวเราะ ยิ้ม
และมีความอารมณ์ขันอยู่เป็นประจำจะช่วยเพิ่มความสุขในการทำงาน
มีพลังงานความคิดเชิงบวก ลดความเครียด
และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.ฟังเพลงเบาๆ
การเลือกฟังเพลงเบาๆ แนวคลาสสิค
นั้นก็มีส่วนช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เพราะเสียงเพลงนั้นจะช่วยกระตุ้นเรื่องความจำและเพิ่มประสิทธิภาพใน
การทำงานของสมอง ลองเปิดเพลงคลาสสิคหรือแจ๊สฟังเบา ๆ ก่อนนอน
ตอนเช้าก่อนไปทำงาน หรือระหว่างในช่วงที่ทำงานสัก 20-30 นาที
รับรองเลยว่าคุณจะรู้สึกสงบ
ผ่อนคลายสามารถทำงานและคิดงานได้ดีมากยิ่งขึ้น
5.ไม่นอนดึก
การนอนดึกนั้นส่งผลเสียอย่างมากมายกับร่างกาย
เพราะฉะนั้นการพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง
เพื่อที่จะให้ระบบร่างกายและสมองสามารถที่จะทำงานได้อย่างเต็มที่และ
มีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น
โดยการนอนหลับพักผ่อนนั้นควรที่จะนอนในสถานที่เงียบ
ไม่มีเสียงรบกวนเพื่อที่จะเพิ่มความเต็มอิ่ม…

กินไขมันลดอ้วน แต่กินไม่ถูกวิธีอาจยิ่งอ้วน

เทรนด์สุขภาพมาใหม่ในทุกๆ ปี ในช่วง 2-3
ปีที่ผ่านมานี้นอกจากกระแสกินคลีนที่ยังคงฮอตฮิตติดลมบนกันอยู่จนถึงบัดนี้แล้ว
ยังมีอีกกระแสที่แหวกแนวกว่าเพื่อน แถมยังเอาใจคนชอบอาหารมันแผล่บ เพราะมันคือการกินอาหารที่มีไขมัน
แต่ลดความอ้วนได้ หรือที่เรียก คีโตเจนิค นั่นเอง
คีโตเจนิค คืออะไร?
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง พวงทอง ไกรพิบูลย์ วว.รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์ อธิบายว่า
อาหารคีโตเจนิค หมายถึง อาหารที่มีไขมันสูง มีโปรตีนที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และมีคาร์โบไฮเดรตต่ำ
เมื่อทานคาร์โบไฮเดรตน้อย แทนที่ร่างกายจะดึงคาร์โบไฮเดรตไปใช้เป็นพลังงานเหมือนปกติ
ร่างกายจึงหันไปดึงพลังงานจากไขมันแทน
กลุ่มอาหารแบบคีโตเจนิคนี้ ถูกคิดค้นโดย นพ. Russell M. Wilder แพทย์อายุร กรรมชาวอเมริกาในปีค.ศ 1924(พ.ศ.2497)
เริ่มแรก กลุ่มอาหารประเภทนี้ถูกคิดขึ้นมาเพื่อช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคลมชัก
เพราะส่วนประกอบของอาหารกลุ่มนี้จะทำให้ร่างกายเกิดสารที่เรียกว่า Ketone body ในเลือดสูง (สารที่สร้างในตับ
และส่งผลถึงการใช้พลังงานของสมอง) เราเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะ Ketosis
ที่จะส่งผลให้เซลล์สมองและสารสื่อประสาทในสมองทำงานได้สมดุล จนช่วยลดอาการชักได้
การกินอาหารคีโตเจนิค จะเน้นการกินเนื้อสัตว์ ไข่ นม ผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากนม และพืชที่มีแป้งน้อย ทั้งยังต้องงดข้าว
แป้ง ธัญพืช เผือกมัน ผลไม้ และของหวานทุกชนิดอีกด้วย
คีโตเจนิค วิธีลดความอ้วนแบบใหม่
นอกจากวิธีการทานอาหารคีโตเจนิคจะช่วยบรรเทาอาหารของโรคลมชักได้แล้ว
ยังมีนักโภชนาการนำมาใช้เพื่อการลดความอ้วนอีกด้วย คลินิกโรคอ้วนโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระบุว่า
ที่ทานอาหารคีโตเจนิคแล้วช่วยลดน้ำหนักได้ เพราะในระยะแรกๆ
การกินอาหารคีโตเจนิคสามารถลดน้ำหนักตัวได้เร็วกว่าวิธีการอื่น เพราะร่างกายได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตน้อย
ซึ่งเคยเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวหลังจาก 1 ปีขึ้นไป จะพบว่าประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักตัวนั้นไม่ต่างกัน
และมีโอกาสที่น้ำหนักตัวจะเด้งกลับขึ้นมาหรือที่เรียกว่า Yo-Yo Effect (โยโย่เอฟเฟค) ไม่ต่างกัน…

หุ่นดีได้ ไม่ต้องมีตัวช่วย

1.เมนูอาหารเช้า
ก่อนนอนคืนนี้อย่าลืมที่จะคิดเมนูอาหารเช้าไว้ก่อน แล้วลิสต์รายการที่ต้องการทานไว้
ถ้าสามารถคำนวณแคลได้ยิ่งดี คำนึงถึงเรื่องของอาหารโปรตีนสูงเป็นหลัก เช่น เนื้อปลา, ไข่ หรือธัญพืชต่าง ๆ
เตรียมเอาไว้ในตู้เย็นแล้วเช้ามาก็อุ่นรับประทานก่อนออกจากบ้านได้ทันที
2. อาหารมี น้ำ+ไฟเบอร์เยอะ ตัวช่วยอิ่มท้อง
กฎเหล็กข้อแรกของผู้ที่มีรูปร่างดี ไม่ใช่การกินน้อยแต่ตรงกันข้าม ให้กินเยอะเข้าไว้ค่ะ
โดยเฉพาะการกินอาหารที่มีน้ำและไฟเบอร์เป็นส่วนประกอบ อย่างผัก ผลไม้ ซุปใส และอาหารประเภทตุ๋น
ร่วมกับเมนูที่ทำจากโฮลเกรน ที่มีเส้นใยสูง ก่อนมื้ออาหาร เพราะอาหารเหล่านี้จะช่วยให้อิ่มท้อง
ทำให้คุณกินอาหารหลักได้น้อยลงนั่นเอง
3.ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองบ้าง
เพราะผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะใช้ชีวิตเพื่อดูแลคนอื่น ดังนั้น ถึงงานจะเยอะ ภาระจะแยะขนาดไหน
ก็อย่าลืมใส่ใจเรื่องอาหารการกิน โดยเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ออกกำลังกายเป็นประจำ
และทำกิจกรรมที่ชอบ เพื่อผ่อนคลายความเครียด เพียงแค่นี้รับรองว่าหุ่นสวยและสุขภาพดีจะเป็นของคุณแน่นอน
4.พักผ่อนให้เพียงพอ
สิ่งสำคัญของคนลดน้ำหนักที่ขาดไม่ได้ คือการพักผ่อนให้เพียงพอในปริมาณ 8-10 ชั่วโมงต่อวัน
ที่สำคัญคือต้องตรงต่อเวลา ควรเข้านอนในช่วงก่อน 22.00 น.
ถ้าเกินกว่านี้ร่างกายจะเกิดการต่อต้านและสร้างฮอร์โมนไม่ดีมากมายออกมา
ซึ่งหนึ่งในนั้นคือฮอร์โมนแห่งความอยากอาหารที่มาแบบคูณ 2 รู้แบบนี้แล้วก็อย่านอนดึกเด็ดขาด
5.คุมน้ำหนักได้ ต้องชั่งน้ำหนักเป็นประจำ
หากคุณเป็นคนกลัวการชั่งน้ำหนัก เพราะกังวลกับน้ำหนักตัวที่อาจเพิ่มขึ้น ขอให้ลดละเลิกนิสัยนี้
เพราะผู้ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักจะชั่งน้ำหนักเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งต่อสัปดาห์
เพื่อเตือนตัวเองไม่ให้มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ที่ตนกำหนดไว้ หากมีแนวโน้มว่าจะเพิ่ม จะได้สนุกกับการกินให้น้อยลง
และหมั่นออกกำลังกายให้มากขึ้น…

แนะนำอาหารเสริมคุมน้ำหนักปลอดภัย

อาหารเสริมถือเป็นตัวช่วยในการควบคุมน้ำหนักให้เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น
เหมาะสำหรับผู้ที่มีสไตล์การใช้ชีวิตที่เร่งรีบไม่มีเวลาดูแลตัวเองซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะมองข้าม
ดังนั้นการรับประทานอาหารเสริมจึงเป็นทางเลือกที่ดีช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายแบบครบถ้วน
โดยปัจจุบันนั้นมีอาหารเสริมเพื่อช่วยในการคุมน้ำหนักออกมามากมาย
หลายยี่ห้อ ซึ่งในฐานะที่เราเป็นผู้บริโภคควรที่จะตรวจสอบให้ดีเสียก่อน
อันดับแรกคือเรื่องของการรับรองจากคณะกรรมการองค์กรอาหารและยา เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าใช้แล้วปลอดภัยอย่างแน่นอน
วันนี้เราจะมาแนะนำอาหารเสริมที่ช่วยสำหรับการคุมน้ำหนักได้รับการยอมรับและมีมาตรฐานมากฝากกัน
1. Amado S Garcinia
อาหารเสริมสำหรับการลดน้ำหนัก
มีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ 100%
ด้วยคุณค่าจากสารสกัดของผลส้มแขก ที่มีสาร HCA
หรือสารไฮดรอกซีซิตริกแอสิดอยู่เป็นจำนวนมาก
ซึ่งสารที่ว่านี้เป็นสารที่มีคุณสมบัติที่ดีในการเข้าไปสกัดและยับยั้งการสะ
สมของไขมันส่วนเกินในร่างกายและยังช่วยทำให้รู้สึกอิ่มไว้รับประทานอาหารได้น้อยลง
ซึ่งสาเหตุมาจากผงบุกทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้นการทานอาหารจุกจิกน้อยลง
2. Itcha Slim
อาหารเสริมสำหรับลดน้ำหนักได้มาจากการสกัดเมล็ดกาแฟไม่คั่ว
ผงสัปปะรส และสารสกัดจากสาหร่ายสีน้ำตาล
มีส่วนช่วยในการปรับระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้นอีกทั้งยังช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น
โดยไม่ใช้สารกดประสาทที่ทำให้เป็นอันตรายเพราะมีส่วนผสมจากไฮเลี่ยมฮัสก์
ซึ่งมีคุณสมบัติในการพองตัวสูงเมื่อแช่กับน้ำจะช่วยให้พองตัวได้ถึง 25
เท่า นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วย สารสกัดจากธรรมชาติ 9
ชนิดที่ดักจับไขมันที่เข้ามาในร่างกายกระตุ้นการเผาผลาญและส่งเสริม
การสร้างกล้ามเนื้อช่วยให้กล้ามเนื้อกระชับมากยิ่งขึ้น
และยังช่วยในการปรับสมดุลของร่างกายระบบขับถ่ายดีขึ้น
3.Block 4 Slim by Giffarine
อาหารเสริมสำหรับควบคุมน้ำหนักจาแบรนด์ดังที่เราคุ้นหูกันอยู่แล้วอย่าง Giffarine
ที่รับได้รับการการันตีคุณภาพและมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน
โดยเจ้าตัวนี้มีส่วนประกอบที่สกัดมาจากธรรมชาติอย่างถั่วขาว,
ถั่วเหลือง ช่วยให้ดูดซึมน้ำตาลได้เป็นอย่างดีทำให้ร่างกายไม่มีการสะสมไขมัน
และยังช่วยปรับในเรื่องของระบบเผาผลาญของร่างกายและขับถ่ายด้วย
4.Denim Plus
อาหารเสริมควบคุมน้ำหนักที่มาในรูปแบบแคปซูล
ทำให้รับประทานง่าย สกัดมาจากธรรมชาติอย่างต้นตะบองเพชรอินเดีย
ไคโตซาน เมล็ดกาแฟเขียว ถั่วขาว
ที่เป็นตัวช่วยสำคัญในการลดการดูดซึมแป้ง น้ำตาล และไขมันไม่ให้เข้าไปสะสมในร่างกาย
ช่วยให้ขับถ่ายได้สะดวกพร้อมกับมีการรับรองจาก 3 สถาบันอย่าง
“อย”, “ฮาลาล” และ “GMP"
5.Garcinia Plus+ Natual Code
อาหารเสริมสำหรับควบคุมน้ำหนักจาก Natual Codeที่ทำออกมาในรูปแบบของแคปซูล
ซึ่งจะอุดมไปด้วยสารสกัดจากธรรมชาติอย่าง อย่างส้มแขก และ มังคุด
มีสรรพคุณที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายดึงไขมันเก่าที่มีการสะสมอยู่มาใช้และหยุดการสะสมของไขมันใหม่
ช่วยในการกระตุ้นการขับถ่ายให้เกิดการขับถ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
แถมยังมีคุณสมบัติช่วยลดความอยากอาหารไม่มีส่วนผสมจากคาแฟอีน
และได้รับการรับรองจาก อย. และ GMP…

เลือกกินอย่างไรเพื่อให้สุขภาพดี

ปัจจุบันคนไทยมักจะประสบปัญหากับโรคอ้วนโดยเฉพาะหลังจากที่ผ่านพ้นวัยเรียนก้าวเข้าสู้วัยทำงาน
น้ำหนักตัวนั้นก็เริ่มที่จะเพิ่มขึ้นยิ่งถ้าคุณทำงานที่ไม่ได้ใช้พลังงานมากไม่ได้ขยับไปไหนอย่างงานออฟ
ฟิศ ที่ต้องจดจ้องอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์บวกกับการนอนดึกไปอีกยิ่งไปกันใหญ่
ซึ่งนอกจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตทำให้เกิดอาการน้ำหนักตัวมากขึ้นแล้ว
สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือพฤติกรรมในการทานอาหารที่อาจจะไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่ เราจะสังเกตได้ในชั่วโมงเร่งด่วน
คนส่วนใหญ่มักจะหลงลืมการรับประทานอาหารเช้าที่จัดว่าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด
วันนี้เรามีเคล็ดลับในการเลือกทานอาหารอย่างไรให้สุขภาพดีมาฝากกัน
1.ทานอาหารเช้า
อย่างที่บอกไปว่าการทานอาหารเช้านั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ
ไม่ว่าคุณจะต้องการลดน้ำหนักหรือไม่
เพราะร่างกายของเราต้องการพลังงานไปใช้ตลอดทั้งวันทำให้สมองไม่รู้
สึกเพลียและสามารถทำงานได้ตลอดทั้งวัน
2.อย่าตามใจปาก
บ่อยครั้งที่ร่างกายเรามักจะโหยหาอาหารที่ชอบอย่างเฟรนช์ฟราย นักเก็ตไก่
อาหารเหล่านี้เราไม่ได้บอกให้คุณอดเลยทันทีคะเพราะนั่นจะเป็นการหักดิบที่มากเกินไป
เพียงแต่ให้คุณเปลี่ยนเมนูจากทอดมาเป็นการอบแทน
ซึ่งอาหารทอดเหล่านี้มักจะอุดมไปด้วยแคลอรี่และไขมันส่วนเกินที่จะไปสะสมในการร่างกาย
3.คุมแคลอรี่ให้ดี
ตัวอย่างอาหารที่มีแคลอรี่และน้ำตาลมากๆ ก็คือจำพวกน้ำอัดลม
น้ำหวาน สมูตตี้ หรือน้ำผลไม้ ควรหันมาทานผลไม้สดที่ไม่มีรสหวาน
หรือเลือกที่จะดื่มน้ำเปล่าให้ได้ 8-12 แก้วแทนหากเบื่อเมนูแบบเดิมๆอาจจะเปลี่ยนมาเป็น
น้ำผักผลไม้แบบแยกกากก็ได้
4.เลือกทานผักทุกมื้อ
การเพิ่มผักลงไปในมื้ออาหารของคุณ ไม่ว่าจะเป็น พริกหยวก
ผักสลัด มะเขือเทศ โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูงอย่าง พิซซ่า
เพราะจะทำให้คุณอิ่มได้เร็วขึ้นอีกทั้งยังทำให้คุณไม่อยากขนมหวาน
นอกจากนี้การเลือกทานผัก 5 สีมาทานก็เป็นทางเลือกที่ดีเพราะอุดมไปด้วยวิตามินและ
สารต้านอนุมูลอิสระสูง และเป็นการหลีกเลี่ยงการกินอาหารที่ไม่ดี
5.เลือกไขมันประเภทดี
การเลือกเปลี่ยนไขมันชนิดดีมาทำอาหารถือเป็นเรื่องที่ดี
แม้ว่าราคาอาจจะแพงกว่าเครื่องปรุงอาหารทั่วไป
ซึ่งทางเลือกนั้นมีหลากหลายเช่นน้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าวซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัว
ช่วยในการเผาผลาญไขมันและลดปริมาณคอเรสเตอรอลที่ไม่ดีต่อร่างกาย
6.ไม่กินแบบไร้เหตุผล
การที่ปากว่างนั้นไม่ได้หมายความว่าคุณหิว
บางคนทานอาหารแบบไม่สนใจอะไร เรียกได้ว่าหิวเมื่อไหร่ก็จัดซะเลย
ควรเลือกพฤติกรรมเหล่านี้และทานอาหารให้ตรงเวลา
โดยเฉพาะพวกของว่างหรืออาหารฟาสฟู้ด…

3 วิธีกำจัดไขมันทรานส์จากร่างกาย

แน่นอนว่าสำหรับไขมันทรานส์อันตราย เป็นภัยต่อสุขภาพ และหากอยากกำจัดไขมันทรานส์จากร่างกาย
เราก็ทำได้ด้วยวิธีที่ไม่ยากจนเกินไป
ไขมันทรานส์ คืออะไร
ทำไมเราต้องหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์หลายคนคงได้ทราบถึงอันตรายจากไขมันทรานส์กันไปแล้ว
แต่นอกจากวิธีหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์แล้ว เราก็สามารถกำจัดไขมันทรานส์ออกจากร่างกายได้เหมือนกันนะคะ
เพราะแม้ไขมันทรานส์จะเป็นไขมันวายร้ายที่หากเรากินเข้าไปไขมันทรานส์จะไปเพิ่มไขมันชนิดเลวในร่างกาย
เพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์ อีกทั้งยังบังอาจไปลดระดับไขมันดี (HDL) แต่ทั้งนี้เราก็สามารถกลับตัวกลับใจ
ลดไขมันทรานส์ และเพิ่มไขมันดีในร่างกายด้วยวิธีดังต่อไป

1. หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ก่อน
หากต้องการจะกำจัดไขมันทรานส์ที่เรากินเข้าไปแล้วจุดเริ่มต้นที่ควรทำคือลดพฤติกรรมรับไขมันทรานส์เข้าร่างกายก่
อนค่ะ เพื่อให้ระดับไขมันทรานส์ที่สะสมไม่เพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง ซึ่งวิธีหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ก็สามารถทำตามนี้ได้เลย

2. กินไขมันดีให้มากขึ้น
ในเมื่อไขมันดีในร่างกายถูกไขมันทรานส์ทำลายจนอาจจะเหลือปริมาณน้อยลง ดังนั้น Lisa Cohn นักโภชนาการจาก
miVIP Surgery Centers ก็แนะนำว่า เราควรรับประทานไขมันชนิดดีเข้าไปทดแทนจำนวนไขมันดีที่ถูกทำลาย
เพื่อให้ร่างกายได้นำไขมันดีไปใช้ในกระบวนการทำงานต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พูดง่าย ๆ
ก็คือเลือกกินอาหารที่มีไขมันดีอย่างไขมันจากปลา ธัญพืช ไขมันอิ่มตัวเชิงเดี่ยวจากน้ำมันมะกอกสกัดเย็น
น้ำมันทานตะวัน น้ำมันรำข้าว แทนไขมันจากเนย มาการีน หรือไขมันจากเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง
3. อาหารต้านอนุมูลอิสระสูงก็ไม่ควรพลาด
Lisa Cohn นักโภชนาการจาก miVIP Surgery Centers ยังแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง
เพื่อให้คุณสมบัติของสารต้านอนุมูลอิสระเข้าไปลดอัตราเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบในเซลล์ต่าง ๆ
ที่เกิดจากอันตรายของไขมันทรานส์และเพื่อให้สารต้านอนุมูลอิสระช่วยฟื้นฟูเซลล์ที่ถูกทำลายให้กลับมามีความแข็งแ
รงขึ้นด้วย
ทั้งนี้อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงก็เช่น ผักใบเขียว อย่างคะน้า ปวยเล้ง ผักโขม ผัก-ผลไม้ที่มีสีเหลือง ม่วง แดง
ส้ม อย่างฟักทอง ข้าวโพด มันเทศ มันม่วง พริกหวานสีแดง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี เป็นต้น…

สาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เรามีความเสี่ยงระดับน้ำตาลในเลือดสูง

ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพที่เราสามารถพบเจอได้บ่อยๆ
ด้วยพฤติกรรมอะไรหลายๆ อย่างของผู้คนในสมัยนี้ซึ่งถ้าเราเรียนรู้เกี่ยวกับมันเอาไว้บ้างก็จะเป็นเรื่องดี
ถ้าหากว่าร่างกายของเรามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมันจะมีความเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคเบาหวาน ขณะเดียวกันก็ส่งผลเสียต่างๆ
ต่อร่างกายของเราด้วย เราจะมีอาการอ่อนเพลีย เข้าห้องน้ำปัสสาวะบ่อยกระหายน้ำ ซึ่งถ้าในระยะยาวไม่ได้แก้ไขให้ดีขึ้น
มันจะเป็นอันตรายต่อตัวเรายังแน่นอนระดับน้ำตาลในเลือดที่ว่าสูงนั้น ค่าปกติเมื่อเข้ารับการตรวจจะอยู่ที่ 70-100
มิลลิกรัม/เดซิลิตร ซึ่งถ้ามากเกินกว่า 100ก็ให้เข้าใจเอาไว้เลยว่าเรากำลังมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติแล้ว
ดังนั้นถ้าไม่อยากให้มันเกิดขึ้นกับเราก็ควรศึกษาถึงสาเหตุต่างๆที่ทำให้ระดับน้ำตาลมันสูงขึ้นได้เอาไว้ก่อน
ปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เรามีความเสี่ยงระดับน้ำตาลในเลือดสูง มีมากมายเหลือเกิน
อย่างแรกเลยก็คือพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ใครที่ชอบทานอาหารไขมันสูง
นอกจากจะเสี่ยงเรื่องไขมันในเส้นเลือดมันยังจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดช้าลงด้วย
มันจึงกลายเป็นสาเหตุที่ส่งผลถึงเรื่องนี้เหมือนกัน
เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งเต็มไปด้วยคาร์โบไฮเดรตก็มีผลด้านนี้ด้วย
เพราะคาร์โบไฮเดรตนั้นสามารถแปรสภาพเป็นน้ำตาลได้
ถ้าดื่มเยอะก็จะทำให้ร่างกายของเรามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขณะที่เครื่องดื่มเกลือแร่ก็มีส่วนเช่นกัน
เพราะมันเป็นเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลค่อนข้างเยอะ ถ้าเราดื่มบ่อยๆ ก็จะส่งผลถึงเรื่องนี้รวมไปถึงทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย
ความเครียดนั้นก็มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดเช่นกัน เมื่อเรามีอาการเครียดร่างกายของเราก็จะหลั่งฮอร์โมนบางอย่างออกมา
เป็นฮอร์โมนคอร์ติซอลที่กระตุ้นให้ร่างกายของเราปล่อยพลังงานในรูปแบบน้ำตาลออกมา
จึงบอกได้เลยว่ายิ่งเครียดมากก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของเราสูงขึ้นด้วย
พฤติกรรมการนอนก็เช่นกัน
เรารู้ดีกันอยู่แล้วว่าการนอนพักผ่อนที่ไม่เพียงพอนั้นก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายมาก
มาย หนึ่งในนั้นก็คือระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อคนเรานอนพักผ่อนไม่เพียงพอ
จะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมาเช่นเดียวกับตอนที่เราเครียด
จึงเป็นผลเสียในรูปแบบที่ไม่ต่างกัน
สำหรับใครที่เกิดอาการนี้ขึ้นกับตัวแล้ว ให้ไปพบแพทย์
เพื่อที่จะได้ทานยาลดระดับน้ำตาลในเลือด
นอกจากนี้ก็ควรเลือกทานอาหารให้เหมาะสม, หมั่นออกกำลังกายบ่อยๆ
และก็ไปตรวจเลือดอยู่เสมอๆ ด้วย พยายามดูแลตรงนี้ให้ดี
ไม่เช่นนั้นร่างกายของเราก็อาจมีอันตรายได้…

4 วิธีดูแลคิ้วให้สวยปิ๊ง โดดเด่นเหนือใคร

“คิ้ว เป็นมงกุฎของหน้า” หลายๆ คนคงเคยได้ยินประโยคนี้
เพราะถือเป็นส่วนที่ส่งเสริมให้ใบหน้าของคุณดูโดดเด่น แต่สำหรับใครที่คิ้วไม่สวย
การจะไปสักคิ้ว อาจทำให้บางคนลังเล เพราะยังไงก็ดูไม่เหมือนคิ้วธรรมชาติของเราเอง
วันนี้เรามีวิธีบำรุงขนคิ้วด้วยวิธีธรรมชาติและทำตามได้ง่ายๆ เราลองมาดูกัน
1. ดอกอัญชันทาคิ้ว
ดอกอัญชันทาคิ้ว คุณสมบัติ มีสารช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้นมีชื่อว่า
Anthocyanin ซึ่งมีส่วนช่วยให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณรากผม
และบริเวณรากขนคิ้วรวมถึงส่วนอื่นๆ ช่วยให้คิ้วดำยิ่งขึ้น
วิธีใช้
1. นำหัวแปรงมาสคาร่าที่ใช้แล้วล้างให้สะอาด
2. กำหนดทรงคิ้วที่ต้องการ
3. นำดอกอัญชันสด มาบดให้ละเอียด
แล้วใช้แปรงมาสคาร่าแต้มอัญชันป้ายที่คิวตามทรงที่เขียนไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออก
2. บำรุงขนคิ้วให้ดูดี
บำรุงขนคิ้ว น้ำมันมะกอก Olive Oil คุณสมบัติ มีวิตามิน B และวิตามิน E
ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงขนคิ้ว และเส้นผมให้หนา ดกดำ หยุดการหลุดร่วง
และงอกขึ้นมาใหม่ได้ง่าย วิตามิน E
ยังช่วยในการเจริญเติบโตของขนคิ้วและเส้นผมอีกด้วย
น้ำมันมะกอกที่หาง่ายใช้ได้ทั้งเส้นผมและขนคิ้ว ขนตาคือ Virgin Olive Oil
เป็นน้ำมันที่บริสุทธิ์ สดใหม่ทั้งยังไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
วิธีใช้
1. กำหนดทรงคิ้วที่ต้องการ
2. นำน้ำมันมะกอกทาคิ้วทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด
3. วิธีทำให้คิ้วดกดำ
น้ำมันมะพร้าว ถือเป็นส่วนผสมหลัก มีคุณสมบัติ ลดการหลุดร่วง
และอุดมไปด้วยคุณค่าของวิตามิน E ในปริมาณสูง
มีส่วนช่วยกระตุ้นให้ขนคิ้วและขนตาที่หลุดร่วงไปขึ้นใหม่เร็วขึ้น ช่วยทำให้รากขนคิ้ว
ขนตาแข็งแรง และไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้อีกด้วย
วิธีใช้
1. รินน้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนชา ลงบนฝ่ามือ
2. แต้มคิ้วให้เป็นรูปทรงที่ต้องการ
3. ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก
4. วิธีทำคิ้วให้เข้ม
อยากคิ้วเข้ม น้ำมันมะรุม Ben Oil คุณสมบัติ มีวิตามิน A , C , E
ช่วยสร้างคอลาเจนให้ผิวชุ่มชื่น ลดเรือนริ้วรอย
และบรรเทาอาการผื่นคันเนื่องมาจากการแพ้ดินสอเขียนคิ้ว หรือเครื่องสำอางอื่นๆ
ช่วยกระชับรูขุมขนจากการถอนคิ้ว และทำให้ขนคิ้ว ขนตาดกดำขึ้นเมื่อใช้เป็นประจำ
วิธีใช้
1. รินน้ำมันมะรุม 1 ช้อนชา ลงบนฝ่ามือ
2. แต้มคิ้วให้เป็นรูปทรงที่ต้องการ
3. ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก…