Menu

คอลลาเจน ใช้บำรุงผิวและรักษาโรคข้อเสื่อม

คอลลาเจน กลายเป็นคำที่หลายคนรู้จักดีในรูปแบบของอาหารเสริม 
อีกทั้งมีความเชื่อหลายอย่างเกี่ยวกับคอลลาเจนที่ผิดเพี้ยนไปจากความจริง 
เพราะคำโฆษณาของผลิตภัณฑ์ความงามที่วางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด เช่น คอลลาเจน 
สามารถทำให้ผิวขาวขึ้นได้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ควรทำความเข้าใจ

คอลลาเจน คืออะไร?
คอลลาเจน คือเส้นใยโปรตีนชนิดหนึ่ง เป็นองค์ประกอบหลักของผิวหนัง 
ขน และเส้นผม ช่วยทำให้ผิวหนังคงความเต่งตึง ยืดหยุ่นเรียบเนียน กระชับ
อีกทั้งยังเป็นองค์ประกอบของกระดูกกระดูกอ่อน 
จึงมีการนำคอลลาเจนไปใช้ในคนไข้โรคข้อเข่าเสื่อม คนที่มีภาวะกระดูกบางหรือกระดูกเปราะ
คอลลาเจน เป็นสิ่งที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้และ
ได้รับจากอาหารหลายประเภทแต่ในคนที่มีอายุมากขึ้นโดยเฉพาะคนที่มีอายุมากกว่า 30 ปี 
ขึ้นไปพบว่าการสังเคราะห์คอลลาเจนจะต่ำลงหรือในคนที่มีปัจจัยบางอย่าง
ทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพหรือถูกทำลายได้ง่าย เช่นคนที่พักไม่เพียงพอ 
คนที่มีความเครียด ผู้ที่สูบบุหรี่ ฯลฯจึงได้รับคอลลาเจนที่ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย 
ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อย เหี่ยวย่น ไม่เรียบเนียนและเกิดริ้วรอยได้

ปัจจัยที่ทำให้ร่างกายได้รับคอลลาเจนไม่เพียงพอ
1.
ผู้สูงอายุ (มีความสามารถในการสร้างคอลลาเจนได้น้อยกว่าวัยอื่น)
2.
รังสี UV จากแสงแดด
3.
ความเครียด
4.
พักผ่อนไม่เพียงพอ
5.
สูบบุหรี่
6.
รับประทานอาหารไม่ครบ หมู่

10 ความเชื่อผิดๆ ของการลดความอ้วน

1. ความเชื่อ: ลดความอ้วนต้องอดอาหาร

ความจริง: หากต้องการลดน้ำหนัก เราต้องให้ร่างกายมีการใช้พลังงาน
หรือมีการเผาผลาญพลังงานให้มากกว่าพลังงานจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป
ดังนั้นการลดน้ำหนัก
หรือลดความอ้วนจึงต้องมีการควบคุมปริมาณแคลอรีจากการรับประทานอาหาร
ซึ่งไม่ใช่การอดอาหาร
โดยเฉลี่ยผู้หญิงต้องการพลังงานประมาณ 2000 kcal
และผู้ชายต้องการพลังงานประมาณ 2500 kcal เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน
และรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ หากต้องการลดน้ำหนัก
แนะนำให้ลองลดแคลอรีในอาหารที่รับประทานลงวันละ 500 kcal
หรือเพิ่มกิจวัตรประจำวัน/กิจกรรมที่เพิ่มการเผาผลาญมากขึ้น 500 kcal
ก็จะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนได้

2. ความเชื่อ: ช่วงลดน้ำหนักให้รับประทานเฉพาะเมื่อรู้สึกหิว

ความจริง: การรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา
หรือปล่อยให้ร่างกายอดอาหารเป็นเวลานานจนรู้สึกหิว
จะไปกระตุ้นฮอร์โมนความเครียดที่ชื่อ Cortisol
ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น
โดยเฉพาะอาหารกลุ่มที่มีน้ำตาลและไขมันสูง การรับประทานอาหารกลุ่มนี้มากๆ
ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการได้รับพลังงานเกินกว่าความต้องการ และเกิดโรคอ้วนได้
ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลา 3 มื้อ มากกว่าการรับประทานเมื่อหิว

3. ความเชื่อ: รับประทานเนื้อสัตว์ไม่ทำให้อ้วน

ความจริง: ในภาวะปกติที่ร่างกายไม่ได้อยู่ในสภาวะอดอาหาร
หรือขาดอาหารอย่างรุนแรง ร่างกายจะไม่มีการนำโปรตีนมาเปลี่ยนเป็นพลังงาน
หรือนำโปรตีนไปเป็นแหล่งพลังงาน
เพราะร่างกายสามารถได้รับพลังงานอย่างเพียงพอจากสารอาหารกลุ่มแป้งและไขมัน
อยู่แล้ว ดังนั้นการรับประทานอาหารกลุ่มโปรตีนจำพวกเนื้อสัตว์
จึงไม่ได้เป็นสาเหตุของความอ้วน แต่เนื่องจากในเนื้อสัตว์มีชั้นไขมันแทรกอยู่
การรับประทานเนื้อสัตว์ที่ติดมันหรือมีไขมันแทรกเป็นจำนวนมากอาจเป็นสาเหตุของ
แคลอรีที่เกินได้และทำให้อ้วนได้ ดังนั้นหากต้องการลดหรือควบคุมน้ำหนัก
แนะนำให้รับประทานเนื้อสัตว์ชนิดที่มีไขมันต่ำ ตัวอย่างเช่น เนื้ออกไก่ เนื้อสันในหมู
ไข่ขาวต้ม เป็นต้น

4. ความเชื่อ: ช่วงลดน้ำหนักควรรับประทานเฉพาะผักและผลไม้

ความจริง: หัวใจของการลดน้ำหนักอย่างหนึ่ง คือ
การควบคุมปริมาณแคลอรีของอาหารที่รับประทาน
โดยไม่ให้มากกว่าปริมาณที่เราใช้ในแต่ละวัน
แต่ก็ต้องไม่ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นในการดำรงชีวิตด้วย
การรับประทานผักและผลไม้เพียงอย่างเดียวนั้น ถึงจะได้รับพลังงานเพียงพอ
แต่ก็จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นอื่นๆ
จึงไม่แนะนำให้รับประทานแต่ผักและผลไม้เพื่อลดน้ำหนัก
การรับประทานผักเพิ่มในมื้ออาหารหรือการรับประทานผลไม้ทดแทนขนมหวานหรือ
ขนมจุกจิกระหว่างมื้อ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะผัก/ผลไม้มีกากใย
เพราะจะช่วยให้รู้สึกอิ่มได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการขับถ่าย
แต่ก็ควรระวังไม่เลือกรับประทานผลไม้ที่มีรสหวานจัดจนเกินไป

5. ความเชื่อ: ช่วงลดน้ำหนักต้องงดแป้ง

ความจริง: อาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตยังคงเป็นสารอาหารหลักที่ให้พลังงาน
และมีความจำเป็นสำหรับร่างกาย
การรับประทานแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสมจึงไม่ทำให้อ้วน
คำแนะนำเบื้องต้นในการเลือกรับประทานแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตก็คือ
เรายังสามารถรับประทานแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตได้ในมื้อเช้าและมื้อกลางวัน
แต่ควรงดหรือจำกัดปริมาณในมื้อเย็น สำหรับชนิดของคาร์โบไฮเดรตนั้น
ควรเลือกเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ด ข้าวไม่ขัดสีต่างๆ
ขนมปังโฮลวีท เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในร่างกายเพิ่มขึ้นช้าๆ รู้สึกอิ่มได้นาน
ลดความอยากอาหารและช่วยลดความหิวได้
สำหรับมื้อเย็นนั้นแนะนำให้เน้นทานอาหารกลุ่มโปรตีนและผักใบเขียวทดแทนอาหาร
กลุ่มแป้ง ก็จะเป็นวิธีที่สามารถช่วยลดน้ำหนักได้

6. ความเชื่อ: รับประทานเร็ว หรือช้า ไม่มีผลต่อการลดน้ำหนัก

ความจริง: การใช้เวลาในการรับประทานอาหารให้ช้าลง เคี้ยวอาหารให้ละเอียดขึ้น
จะมีผลช่วยให้ลดหรือควบคุมน้ำหนักได้ดีขึ้น
การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดและการรับประทานช้าๆ
จะช่วยกระตุ้นและส่งสัญญาณไปยังสมองส่วนกลางที่ทำหน้าที่ควบคุมความหิวความ
อิ่ม ทำให้อิ่มเร็วขึ้น นอกจากนี้การเคี้ยวอาหารให้ละเอียด
ยังช่วยระบบย่อยอาหารของเราทำงานอย่างมีประสิทธิภาพดีขึ้นอีกด้วย

7. ความเชื่อ: อาหารที่มีฉลากบอก ไขมันต่ำ หรือไม่มีไขมัน
หมายความว่าไม่มีแคลอรี่

ความจริง: การอ่านฉลากโภชนาการ ควรให้ความสำคัญกับรายละเอียด
หรือส่วนประกอบของอาหารทั้งหมดด้วย ไม่ใช่สนใจแค่เพียงปริมาณแคลอรีรวม
หรือปริมาณไขมันเท่านั้น การรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำหรือไม่มีไขมันเลย
อาจช่วยลดแคลอรี่ได้มากกว่ารับประทานอาหารปกติ
แต่อาหารไขมันต่ำบางส่วนอาจมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายต่ำกว่าอาหาร
ปกติชนิดเดียวกัน อีกทั้งยังอาจจะต้องมีการดัดแปลงเพิ่มแป้ง เกลือ
หรือน้ำตาลลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยขึ้นหลังจากเอาไขมันออกไป
ดังงนั้นการเลือกอาหารจากการพิจารณาปริมาณไขมันเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่ใช่วิ
ธีที่ดีที่สุด

8. ความเชื่อ: การออกกำลังกายแบบยกเวท ทำให้ล่ำ ไม่ช่วยลดน้ำหนัก

ความจริง: น้ำหนักของร่างกายบนตาชั่ง บ่งบอกได้ถึง น้ำหนักของไขมัน กล้ามเนื้อ
และกระดูก การลดน้ำหนักที่ถูกต้อง คือการลดสัดส่วนของไขมันในร่างกาย
ในผู้ชายไม่ควรมีน้ำหนักไขมันเกิน 28% ผู้หญิง ไม่เกิน 32%
เพราะฉะนั้นการยกเวท เป็นการทำให้มวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น
และเปอร์เซนต์ไขมันลดลง
ซึ่งกล้ามเนื้อนี้เองจะเป็นตัวช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย โดยจะไปเพิ่ม
BMR หรือก็คือ Basal Metabolism ซึ่งหมายถึง
อัตราความต้องการเผาผลาญพลังงานของร่างกายในชีวิตประจำวัน
หรือจำนวนแคลอรีขั้นต่ำที่ต้องการใช้ในชีวิตแต่ละวัน ซึ่งทำให้ส่งผลดีกับสุขภาพ

9. ความเชื่อ: กินอาการแบบมังสวิรัติ จะช่วยลดความอ้วนได้

ความจริง: การทานอาหารมังสวิรัติไม่ใช่การทานอาหารเพื่อลดน้ำหนัก
การทานอาหารเพื่อลดน้ำหนัก คือการทานอาหารในสัดส่วนของโปรตีน ไขมัน

คาร์โบไฮเดรต ให้เหมาะสมกับพลังงานที่ต้องการ อาหารแบบมังสวิรัติบางอย่างก็มี
คาร์โบไฮเดรต และไขมันสูง ก็สามารถทำให้อ้วนได้เช่นกัน

10. ความเชื่อ: อาหารเสริม ลดความอ้วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว

ความจริง:
ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนว่าเราสามารถความอ้ว
นได้จริงจากการใช้อาหารเสริมเพียงอย่างเดียว โดยการลดน้ำหนักที่ดีและรวดเร็ว
ต้องปฎิบัติดังนี้ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ
และการรับประทานอาหารที่ถูกต้อง
อาหารเสริมที่มีบทความวิจัยที่ช่วยการเพิ่มการเผาผลาญไขมัน เช่น แอลคาร์นิทีน (L-
carnitine) เออร์วินเจย (Irvingia Gabonensis) เยอร์บามาเต้ (Yerba Mate)
การได้รับอาหารเสริมที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล
ก็จะช่วยให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้นมากกว่าการควบคุมอาหารและออกกำลังกายเพียงอย่า
งเดียว ดังนั้น
การใช้อาหารเสริมเพื่อช่วยในการลดหรือควบคุมน้ำหนักจึงแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยว
ชาญก่อน น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด…

5 สัญญาณช่องปากที่เตือนว่าควรไปพบทันตแพทย์ได้แล้ว

หลายๆคนชอบละเลยการรักษาสุขภาพช่องปากและฟัน 
กว่าจะมาดูแลได้ก็ต้องเป็นตอนที่ต้องเข้ารับการรักษากับทันตแพทย์แล้ว 
ซึ่งจำเป็นต้องบอกตรงนี้เลยว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาไม่ใช่ถูกๆดังนั้นถ้าหากคุณไม่อยากเสียเงินแพง
ไปกับการดูแลรักษาช่องปากและฟัน ควรจะหมั่นสังเกตุตัวเองเสมอๆถ้าหากมีอาการดังนี้ควรจะรีบไปพบทันตแพทย์โดยทันที

1. มีกลิ่นปากโดยหาสาเหตุไม่ได้ ครั้งใดก็ตามพูดหรือพ่นลมหายใจจะต้องได้กลิ่นปากทุกครั้ง 
ไม่เว้นแม้แต่ตอนที่เพิ่งแปรงฟันเสร็จใหม่ๆอาการแบบนี้อาจเกิดขึ้นจากอาการอักเสบในช่องปาก 
หรือมีเศษอาหารเข้าไปสะสมอยู่

2. ฟันเหลืองไม่ขาวสะอาด สามารถสังเกตุได้จากหลังจากที่แปรงฟันเสร็จแล้ว
จะมีคราบเหลืองติดอยู่ที่บริเวณฟันตลอด

3. มีคราบพลัคเกาะอยู่ที่บริเวณฟัน ข้อนี้ก็สามารถสังเกตได้จากหลังแปรงฟันใหม่ๆ
ว่าจะมีคราบที่เป็นเหมือนแผ่นฟิล์มเหนียวเกาะอยู่ที่บริเวณฟัน

4. ฟันผุ ข้อนี้สามารถสังเกตุได้ง่ายๆเลย คือเมื่อฟันเริ่มมีจุดสีดำบนฟัน 
หรือฟันเริ่มเป็นรู ซึ่งในบางครั้งอาจจะมีอาการปวดฟันร่วมด้วย

5. เลือดไหลในขณะที่แปรงฟัน การที่เลือดออกเวลาแปรงฟันเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเหงือกกำลังมีปัญหา 
เช่น เหงือกอักเสบ เหงือกเป็นแผล เป็นต้น

ถ้าคุณไม่ได้อยากมีอาการดังที่กล่าวมา ก็ควรจะมั่นเอาใจใส่และก็ดูแลแล้วก็รักษาสุขภาพช่องปากรวมทั้งฟันให้ดี 
ด้วยการแปรงฟันอย่างน้อยวันละ ครั้ง เช้าเย็น ทีละ 3-4 นาที เปลี่ยนแปรงทุกๆเดือน 
และก็ที่สำคัญใช้ไหมขัดฟันแทนการใช้ไม้จิ้มฟัน เพียงเท่านี้เหงือกและฟันของคุณก็จะอยู่กับคุณไปอีกนานแสนนาน

5 วิธีในการดูแลสุขภาพผิวแบบผิดๆ

การมีผิวสวยสุขภาพดีคงจะเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนปรารถนาจะมี
จนสรรหาวิธีการต่างๆมาดูแลและบำรุงมากมาย
แต่ว่าคุณทราบหรือเปล่าว่าวิธีการที่คุณทำอยู่อาจจะทำร้ายผิวก็ได้
ดังนั้นเพื่อไม่คุณทำร้ายผิวแบบไม่รู้ตัว เราจึงได้รวบรวม 5 วิธีดูแลสุขภาพผิวแบบผิดๆ
มาฝากกันแล้ว ถ้าใครทำอยู่ก็ขอให้รีบหยุดก่อนที่ผิวจะพังไปมากกว่านี้

1. ขัดผิวบ่อยๆการขัดผิวเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผิวดูดีขึ้นมาได้
เพราะเมื่อเราขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วก็จะหลุดออกไปส่งผลให้ผิวดูกระจางใส
แต่ว่าถ้าหากว่าคุณขัดผิวบ่อยเกินไปก็จะก่อให้ผิวแห้งกร้าน ทางที่ดีขัดผิวอาทิตย์ละ 1 ครั้งก็เพียงพอแล้ว

2. ใช้กูลต้ามากจนเกินไป สำหรับบางบุคคลที่ต้องการมีผิวขาวเร็วๆอาจจะเลือกใช้ครีมที่มีส่วนผสมของกูลต้า
เพื่อกระตุ้นให้ผิวกระจางใสเร็วๆแต่คุณไม่ควรใช้ในจำนวนที่มากเกินความจำเป็น
เนื่องจากว่าจะก่อให้ผิวหนังบางลงและไม่สามารถป้องกันแสงแดดได้ ส่งผลให้เกิดมะเร็งผิวหนัง

3. ใช้ครีมสเตียรอยด์ ครีมที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์อาจจะทำให้ผิวขาวขึ้นนุ่มขึ้นกว่าครีมปกติก็จริง
แต่คุณทราบไหมว่าถ้าหากใช้ต่อเนื่องไปนานๆจะก่อให้ผิวบางลงจนมองเห็นเส้นเลือดใต้ผิวได้ชัดเจนมากๆ
แล้วก็จะเป็นเรื่องที่แย่มากหากผู้หญิงนำครีมสเตียรอยด์ไปใช้กับหน้า เพราะหน้าคุณอาจพังได้

4. ฉีดวิตามิน การฉีดมินตามินเพื่อให้ผิวขาวนั้นเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง
เพราะว่าทำให้ผู้หญิงขาวขึ้นได้อย่างทันใจ จนถึงขั้นที่มีผลิตภัณฑ์ออกมาจำหน่ายให้ไปฉีดเอง
แต่พวกเราขอแนะนำว่าให้ไปทำกับแพทย์โดยตรงดีกว่า เพื่อความปลอดภัยของตัวเรา

5. ลืมทาครีมกันแดด พวกเราควรจะทาครีมกันแดดทุกวัน ไม่ว่าในวันนั้นจะมีสภาพอากาศเช่นไร
เนื่องจากต่อให้ไม่มีแดดให้พวกเรามองเห็น แต่ว่าแดดก็ยังเป็นแดดที่สามารถทำร้ายผิวเราได้อยู่ดี
ดังนั้นก่อนจะออกจากบ้านห้ามลืมทาครีมกันแดดเด็ดขาด…

เคล็ดลับในการทานอาหารให้ร่างกายมีสุขภาพดี

ของกิน เป็นหนึ่งใน 4 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้
แต่ก็มีอยู่บ่อยครั้งที่พวกเราชอบละเลยการกินอาหาร หรือรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อร่างกายทั้งๆ
ที่รู้อยู่เต็มอก จนทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพมากมายตามมา
ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีขึ้นพวกเราก็เลยมีเทคนิคในการทานมาฝาก

1. ในอาหารเช้าจะต้องมีแป้งและก็คาร์โบไฮเดรต เนื่องจากสารอาหารทั้ง 2 อย่างนี้
มีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกายเป็นอย่างยิ่ง ควรจะได้รับในจำนวน 1 ใน 3 ของอาหารทั้งหมด
ตัวอย่างอาหารจำพวกแป้งแล้วก็คาร์โบไฮเดรตคือ มันฝรั่ง ขนมปัง ข้าว ซีเรียล ฯลฯ

2. ปลาเป็นแหล่งอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก
เพราะอุดมไปด้วยโปรตีน วิตามมิน และแร่ธาตุอีกมากมาย
โดยใน 1 อาทิตย์ควรจะทานปลาขั้นต่ำ 2 ชิ้น
หรือถ้าหากว่าไม่ชอบทานปลาก็สามารถทานน้ำมันปลาแทนได้

3. ร่างกายของเรายังต้องการสารอาหารประเภทไขมันอยู่
แต่ว่าไขมันเป็นอาหารที่อันตรายมากๆถ้าทานไม่ระวังก็จะก่อให้เป็นโรคร้ายได้
ดังนั้นจึงจะต้องควบคุมจำนวนในการทานไขมันให้ดี
โดยในหนึ่งวันผู้หญิงสามารถทานไขมันได้ไม่เกิน 20 กรัม
ส่วนผู้ชายทานได้วันละไม่เกิน 30 กรัม

4. ในหนึ่งวันนั้นคนเราไม่ควรทานเกลือเกิน 6 กรัม
เพราะว่านอกเหนือจากจะมีผลให้ร่างกายบวมน้ำแล้วยังทำให้มีการเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นโรคไต
โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหลอดเลือดในสมอง
ดังนั้นจึงจำกัดปริมาณการทานให้เหมาะสม และก็อ่านฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนจะทานทุกครั้ง

5. หลายๆคนเลือกที่จะไม่กินอาหารเช้า
เพราะเหตุว่าบางครั้งก็อาจจะไม่ว่าง ไม่หิว หรือเหตุผลใดๆก็ตามแต่
ซึ่งมันเป็นความคิดที่ไม่ถูกมากๆเพราะเหตุว่าการกินอาหารตอนเช้าจะช่วยเพิ่มพลังงาน
ให้กับร่างกายและก็ทำให้มีสมาธิในการทำกิจกรรมต่างๆ…

ผิวสวยง่ายๆเพียงแค่ทานผลไม้!!!

ใครต้องการมีผิวสวย ดูเปล่งปลั่งกันบ้าง!!
แน่ๆล่ะว่าทุกคนก็ต้องอยากมีผิวสวยสุขภาพดีให้ได้ดั่งหัวใจ ผู้หญิง
ส่วนใหญ่จึงมักนิยมรับประทานอาหารเสริม พึ่งการเข้าคลีนิกเสริมความงาม
หรือใช้ครีมรวมทั้งเครื่องแต่งหน้าแพงๆฉะนั้นวันนี้ก็เลยได้มาเสนอแนวทางง่ายๆ
สำหรับการบำรุง ซึ่งก็คือ “การกิน”
ในที่นี้ก็คือผลไม้นั่นเอง แม้กระนั้นจะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลย
เริ่มต้นกับผลไม้ที่รสเปรี้ยวอย่าง มะนาว ส้ม สตรอเบอร์รี่ ฝรั่ง
ซึ่งคือผลไม้ที่มีวิตามินสูง ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของผิวฟื้นฟูผิวที่แห้งกร้าน
เสริมสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวกระจ่างแลดูสุขภาพดี
สองผลไม้ที่มีสีแดง เช่น มะเขือเทศ เพราะในผลไม้ที่มีสีแดงจะมีสารไรโคปีน
ซึ่งสารตัวนี้จะทำหน้าที่กระตุ้นการสร้างคอลาเจน ทำให้ผิวแข็งแรงชุ่มชื้น
นอกจากนั้นในมะเขือเทศยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรอยอีกด้วย
อย่างที่สาม ลูกพรุน เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีและวิตามินอีสูง
นอกเหนือจากนี้ยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระในปริมาณมากอีกด้วย
ซึ่งจะช่วยให้ผิวดูอ่อนวัยเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลไม่แห้งตึง
อย่างที่สี่ ที่จะนำเสนอ ก็คือ แคนตาลูป และแตงกวา ซึ่งเป็นทั้งผักและผลไม้
ที่ประกอบไปด้วยวิตามินเอ และธาตุฯลฯที่จะช่วยเสริมสร้างคอลาเจน
ถ้าหากรับประทานเป็นประจำจะมีผลให้ผิวดูกระชุ่มกระชวย ไม่แห้งหยาบ
ผักแล้วก็ผลไม้แต่ละประเภททั้งน่าอร่อยและก็เป็นประโยชน์และหารับประทานได้อย่างง่ายๆ
เป็นแนวทางง่ายๆเพื่อช่วยทำให้ผิวของคุณดูสวยสุขภาพแข็งแรง แต่ของอย่างนี้ก็ต้องใช้เวลาใช่ป่ะ
ถ้ากินในจำนวนที่พอเหมาะและก็พอเพียงต่อความจำเป็นของร่างกายก็จะมีผลดี
หากรับประทานมากเกินไปก็อาจเกิดสะสมจนเป็นโรคภัยตามมาก็ได้…

รู้จักกับโรคไข้ปวดข้อยุงลาย โรคที่มียุงลายเป็นพาหะ

เป็นที่รู้ๆกันอยู่ว่ายุงลายเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก โรคที่อันตรายถึงตายได้ 
ทำให้มีการรณรงค์โดยตลอดเพื่อป้องกันยุงลาย นอกจากไข้เลือดออกแล้วยุงลายยังสามารถนำโรคอื่นได้อีก 
เรามาทำความรู้จักกับ โรคไข้ปวดข้อยุงลาย” ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรคเช่นกัน

โรคไข้ปวดข้อยุงลาย เป็นยังไง?
โรคไข้ปวดข้อยุงลาย เรียกอีกอย่างว่า โรคชิคุนกุนยา” เป็นโรคที่มียุงลายเป็นพาหะ 
เกิดจากเชื้อไวรัส เคยระบาดในหลายพื้นที่ อีกทั้งเคยระบาดในประเทศไทยเมื่อ 10 ปีก่อนทางภาคใต้
เจอโรคครั้งแรกที่แอฟริกา โดยชื่อชิคุนกุนยานั้นเป็นภาษาแอฟริกาที่หมายถึงเดินจนตัวงอ 
ด้วยเหตุว่าโรคนี้มีลักษณะอาการเด่นคือปวดข้อมากจนกระทั่งทำให้เดินตัวงอ

ลักษณะโรคไข้ปวดข้อยุงลาย
คนที่ติดเชื้อโรคอาจมีไข้สูง อาการเด่นของโรคเป็นลักษณะของการปวดข้อมาก บางรายอาจปวดมากกระทั่งข้อบวม 
อาจมีอาการตาแดงและก็ผื่นแดงตามตัวร่วมด้วย แต่ไม่ทำให้มีอาการช็อคเหมือนไข้เลือดออก 
ช่วงเวลาของอาการปวดสิ่งที่แตกต่างกันออกไปในคนป่วยแต่ละราย บางรายเมื่อหายไข้ก็หายปวด 
แต่บางรายบางทีอาจปวดต่อไป สามารถปวดข้อได้นานที่สุดถึง ปี ข้อที่มักปวดคือ ข้อนิ้วมือ ข้อมือ

ระยะฟักตัวของเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา
หลังจากถูกยุงลายที่มีเชื้อกัด ใช้เวลาฟักตัว 3-7 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้ขึ้นสูงมาก 
อ่อนล้า แล้วอีก 2-5 วันหลังไข้ขึ้น ก็จะเริ่มมีอาการปวดข้อ และผื่นมักเกิดหลังเป็นไข้แล้ว วัน
อาการแทรกซ้อนโรคไข้ปวดข้อยุงลาย
มีโอกาสทำให้เกิดอาการสมองอักเสบหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้ แต่โอกาสเกิดน้อยมาก

การป้องกัน
*
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค
*
ป้องกันโดยการควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

การดูแลและรักษา
การดูแลและรักษาโรคไข้ปวดข้อยุงลาย เป็นการรักษาตามอาการ ถ้าปวดข้อ รักษาโดยการกินยาพารา ถ้าจับไข้คนป่วยจะได้รับยาลดไข้

จะต้องเดินยังไงถึง “ผอม”

เดินเร็ว
การเดินที่ช่วยเบิร์นแคลอรี่ได้ดีนั้นคือ การที่เดินแล้วรู้สึกเหนื่อย คือ เดินเร็วๆก้าวเท้าถี่ๆ
ซึ่งการเดินแบบนี้จะช่วยเผาผลาญแคลอรี่จากกล้ามเนื้อขารวมทั้งบั้นท้ายได้
การเดินเร็วยังช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจแล้วก็หลอดเลือดให้ทำงานเพิ่มขึ้นอีกด้วย
แกว่งแขนไปมา
ใต้รักแร้ของพวกเรามีต่อมน้ำเหลืองอยู่ การแกว่งแขนจะช่วยทำให้ต่อมน้ำเหลืองไหวเวียนดียิ่งขึ้น
ทำให้สามารถขับสารพิษแล้วก็ของเสียออกมาจากร่างกายได้ พวกเราควรจะแกว่งแขนไปด้านหน้าและก็ด้านหลังให้สุดแขน
รวมทั้งแกว่งมาด้านหน้าให้ผ่อนลงสลับกับขาที่ก้าวไปข้างหน้า การแกว่งแขนที่ถูกวิธีจะช่วยลดการสะสมไขมันใต้ผิวหนัง ช่องท้อง และก็ยังเป็นการช่วยบริหารหัวไหล่ด้วย
เดินสลับวิ่ง
การเดินสลับวิ่งจะช่วยเพิ่มหลักการทำงานของหัวใจได้ โดยเราอาจเดิน 30 ก้าว วิ่ง 30 ก้าว
แล้วจึงลดปริมาณการเดินเพิ่มการวิ่งไปเรื่อยๆรับรองว่าคุณจะเบิร์นแคลอรี่แบบไม่ต้องเมื่อยล้าเลย
เดิน ขึ้น บันได แทน ลิฟท์
การขึ้นบันไดประมาณ 15 นาที จะมีการเผาผลาญพลังงานถึง 150 แคลอรี่ต่อครั้งเลยทีเดียว
การขึ้นบันไดเป็นการออกกำลังแบบแอโรบิคช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง เสริมสร้างกล้ามเนื้อต้นขา น่องและก้นจะแข็งแรง
เมื่อใกล้เดินถึงที่หมายแล้ว ควรค่อยๆหยุดเดินหากพวกเราเดินเร็วมา แล้วหยุดเดินเลย อาจจะส่งผลให้ร่างกายหยุดการทำงานกะทันหัน
กล้ามอาจจะเจ็บได้ ด้วยเหตุนั้น ก่อนหยุดเดิน ควรจะมีระยะบรรเทา เป็น เบาๆเดินช้าลงเมื่อใกล้ถึงที่หมาย จะยืดเส้นยืดสายเบาๆ
ก็ได้เพื่อให้ระบบต่างๆภายในร่างกาย ปรับตัวลดการทำงานลงสู่สภาวะปกติ…

ข้อดีของการกิน โยเกิร์ต ก่อนนอน

โยเกิร์ต เป็นของกินที่มีคุณประโยชน์อย่างยิ่ง มีแคลอรี่ต่ำช่วยทำให้เรานั้นอิ่มท้องแบบไม่ต้องกลัวอ้วน
แล้วก็โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ยังสามารถเอามาพอกหน้า
ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ช่วยทำให้ผิวนุ่มขึ้นได้ด้วย ผู้หญิงหลายคนก็เลยเลือกทานโยเกิร์ตเป็นของกินก่อนนอน
เพื่อช่วงเช้านั้นพุงไม่ป่อง แถมยังช่วยคุมน้ำหนักได้อีก ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปดูกันเลยดีกว่าว่า การทานโยเกิร์ตก่อนนอนนั้นดียังไงกับร่างกายของพวกเรา
1. หลับง่าย ใครที่พักผ่อนหลับๆตื่นๆนอนยาก คงจะทดลองทานโยเกิร์ตดู เนื่องจากในโยเกิร์ตมีสารทริปโตเฟน
เป็นกรดอะมิโนประเภทหนึ่งที่ช่วยทำให้เกิดความรู้สึกง่วงนอน
แล้วก็เป็นตัวช่วยสำหรับในการหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน ที่ช่วยทำให้ผ่อนคลายแล้วก็นอนหลับง่ายนั่นเอง
2. กระตุ้นระบบขับถ่ายให้ทำงานตามปกติ เพราะเหตุว่าในโยเกิร์ตมีสารไพรไบโอติกส์ ที่ช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ทำให้ถ่ายได้ดีขึ้น
แล้วก็ยิ่งกินในเวลาท้องว่าง ยิ่งเห็นผลได้ดีเชียวล่ะ ใครที่กำลังท้องผูกอยู่ต้องลอง
3. ใครที่รู้สึกพุงป่อง อึดอัด แนะนำว่าให้ลองทานโยเกิร์ตต่อเนื่องกันเป็นเวลา 1 อาทิตย์ รับรองว่าร่างกายของคุณจะได้รับการดีท็อกซ์
ทำให้เกิดความรู้สึกว่าระบบที่ทำหน้าที่ในการย่อยอาหารและก็ระบบขับถ่ายดียิ่งขึ้น
4. โยเกิร์ตเป็นตัวช่วยในการควบคุมน้ำหนัก เพราะว่าในโยเกิร์ตอุดมด้วยโปรตีนที่จะช่วยทำให้ผู้ที่หิวในยามดึกได้อิ่มท้อง
แต่ว่าควรจะเลือกทานที่มีไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย หรือจะเลือกทานรสธรรมชาติก็ยิ่งดีเลย
5. สร้างกล้ามเนื้อ เนื่องจากในโยเกิร์ตมีโปรตีนสูง ก็เลยช่วยซ่อมบำรุงหรือดึงโปรตีนนั้นไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อในเวลาที่พวกเรานอนได้ ด้วยเหตุนี้คนใดที่บริหารร่างกายหนักๆ
ก่อนนอนลองทานโยเกิร์ตต่อเนื่องกันดู แล้วคุณจะมองเห็นการเปลี่ยนแปลง
6. ใครที่แพ้แลคโตสจากนม สามารถรับประทานโยเกิร์ตทดแทนได้ เนื่องจากว่าในโยเกิร์ตมีกรดแลคติกแล้วก็แบคทีเรียที่ช่วยลดแลคโตสในนมได้
ทำให้ผู้ที่มีลักษณะอาการแพ้นมสามารถทานโยเกิร์ตได้ปกตินั่นเอง
นี่แหละเป็นประโยช์จากการทานโยเกิร์ตก่อนนอน แม้กระนั้นที่สำคัญเป็นการเลือกทานให้ถูกทาง โดยการเลือกทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติ หรือสูตรน้ำตาลน้อย
หรือถ้าใครไม่ชอบทานช่วงเวลากลางคืน ก็สามารถทานช่วงเวลาเช้าได้ และก็จะได้รับผลดีเหมือนกัน…

5 สัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังได้รับโพแทสเซียมไม่พอ

โพแทสเซียม” เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อกระบวนลักษณะการทำงานของร่างกายเป็นอย่างมาก เพราะเหตุว่ามีบทบาทควบคุมการทำงานต่างๆภายในร่างกายดังเช่นว่า ควบคุมความสมดุลของน้ำ 
ช่วยทำให้หัวใจเต้นปกติ ช่วยลดระดับความดันเลือด ช่วยรักษาอาการภูมิแพ้ ทำให้จิตใจอารมณ์เบิกบาน รวมทั้งที่สำคัญช่วยกำจัดของเสียต่างๆภายในออกมาจากร่างกาย 
โดยเหตุนั้นถ้าร่างกายได้รับสารโพแทสเซียมไม่พอจะทำให้เป็นอันตรายได้ แต่ว่าพวกเราสามารถรับรู้ได้จากสัญญาณเตือนทางร่างกายต่อไปนี้
1. 
รู้สึกเมื่อยล้าตลอดระยะเวลา ผู้เชี่ยวชาญด้านการโภชนาการศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต พูดว่าเซลล์ทุกเซลล์ภายในร่างกายจะต้องใช้โพแทสเซียมในวิธีทำงาน 
ฉะนั้นถ้าหากรู้สึกอิดโรยอยู่ตลอดเวลาในขณะที่นอนเพียงพอรวมทั้งบริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอหมายความว่าร่างกายกำลังขาดโพแทสเซียม
2. 
รู้สึกจุกและก็กล้ามอ่อนแรง อย่างที่กล่าวไปในข้อที่ ว่าเซลล์ทุกเซลล์จำเป็นต้องใช้โพแทสเซียมสำหรับเพื่อการปฏิบัติงาน แม้กระนั้นนอกเหนือจากเซลล์แล้วกล้ามเนื้อเรียงไปจนถึงหัวใจก็จำเป็นต้องใช้โพแทสเซียมด้วย 
โดยเหตุนี้แม้ร่างกายมีจำนวนโพแทสเซียมไม่พอร่างกายจะกำเนิดอาการกระตุกในบริเวณต่างๆ
3. 
รู้สึกวิงเวียนรวมทั้งหน้ามืด ปริมาณสารโพแทสเซียมภายในร่างกายจะขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหากโพแทสเซียมน้อยลงมากก็จะมีผลให้หัวใจเต้นช้าลง วิงเวียนศีรษะ โลกหมุน รวมทั้งหน้ามืด 
ถ้าหากมีลักษณะอาการดังที่กล่าวถึงแล้วควรจะรีบไปพบหมอเพื่อกระทำการรักษาในทันที
4. 
มีลักษณะอาการใจสั่น สาเหตุที่ทำให้อาการใจสั่นส่วนมากมาจากการที่ร่างกายมีจำนวนสารโพแทสเซียมน้อยเกินไปซึ่งถ้าเกิดผู้ใดมีลักษณะอาการดังที่ได้กล่าวมาแล้วควรจะรีบไปพบหมอในทันที
5. 
รู้สึกแน่นท้องหรือท้องอืด เมื่อร่างกายมีจำนวนโพแทสเซียมต่ำทำให้ร่างกายจำต้องควบคุมระดับโซเดียมด้วยจนถึงอาจส่งผลให้กำเนิดอาการท้องอืดหรือรู้สึกเป็นตะคิวที่ช่องท้องได้
ด้วยเหตุดังกล่าวเพื่อเป็นการป้องกันและไม่ให้ร่างกายขาดสารโพแทสเซียมคุณจะต้องรับประทานอาหารชนิด แคนตาลูปมันฝรั่ง มะเขือเทศ ผสไม้รสเปรี้ยว ผักใบเขียวทุกหมวดหมู่ และก็เมล็ดทานตะวัน ให้บ่อยๆ เนื่องจากของกินพวกนี้อุดมไปด้วยสารโพแทสเซียม