Menu

หมวดหมู่: Uncategorized

ลำดับการลงครีมบำรุงผิวก่อนนอน

ลำดับขั้นตอนการทาครีมบำรุงผิวหน้าที่ถูกต้อง
เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากที่ใครหลาย ๆ คนมองข้าม และยังเข้าใจผิด ๆ
ว่า ถ้าใช้ครีมบำรุงผิวที่ดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเริ่มทาครีมอันไหนก่อน
ตรงส่วนไหนของผิวหน้าก่อน หรือหลังก็คงไม่แตกต่างกันหรอก
ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างร้ายแรง
กสนทาครีมบำรุงผิวหน้าผิดลำดับก่อนหลัง
อาจเป็นต้นเหตุทำให้ครีมบำรุงผิวลดประสิทธิภาพลง
ทำให้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้านั้น ๆ เห็นผลน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น
อาจทำให้สุขภาพผิวของเราเสีย ผิวแห้ง หรือแพ้ครีมบำรุงผิวหน้าได้
ดังนั้นลองอ่านคำแนะนำเหล่านี้ และปรับใช้ให้ถูกต้องกันนะคะ

สำหรับ วิธีเรียงลำดับการทาครีมบำรุงผิวหน้านั้น
เริ่มจากครีมบำรุงผิวหน้าที่มีเนื้อเบาบางก่อน แล้วค่อยทาครีมเนื้อหนักทีหลัง
(ในส่วนของครีมบำรุงผิวหน้าเนื้อหนัก
และครีมบำรุงผิวหน้าเนื้อเบาเป็นแบบใด หรือเราจะรู้ได้อย่างไร
มีวิธีการสังเกตได้จากการสัมผัสเนื้อครีมนั้นเอง
เพราะดูจากความแตกต่างว่าครีมตัวไหนเหนอะหนะ เวลาทาแล้วหนักผิว
หรือครีมบำรุงผิวหน้าตัวใดที่ทาแล้วรู้สึกบางเบากับผิว
มีการซึมเข้าสู่ผิวเราได้ดีกว่า)
และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการรักษาลงไปก่อน
แล้วจึงตามด้วยการทาผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับบำรุงผิวหน้า

วิธีเรียงลำดับการใช้ครีมบำรุงผิวหน้าที่ถูกต้อง

  1. เริ่มจากการใช้บูสเตอร์ และอายครีมก่อนเป็นลำดับแรกสุดเสมอ
  2. ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการรักษา เช่น ทายาแต้มสิวอักเสบเฉพาะจุด
    และเว้นการทาครีมบำรุงผิวหน้าทุกชนิดตรงบริเวณที่ทายาลดสิว
    ในส่วนของครีมบำรุงผิวหน้าในกลุ่มผลัดผิว เช่น บีเอชเอ (BHA), เอเอชเอ (AHA)
    หรือ หรือครีมบำรุงผิวประเภทพวกทรีทเม้นท์ เช่น เรตินอล (Retinol)
    ให้ทาก่อนพวกมอยส์เจอไรเซอร์
  3. ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับบำรุงผิวหน้า ครีมบำรุงผิวในกลุ่ม Anti – Aging,
    Whitening, Moisturizer ถ้ามีครีมบำรุงผิวเนื้อเบาให้ทาก่อน โดยเริ่มจาก Serum >
    Essence > Concentrate ตามลำดับ
  4. ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับบำรุงผิวหน้า ครีมบำรุงในกลุ่ม Anti – Aging, Whitening,
    Moisturizer ถ้ามีครีมบำรุงผิวเนื้อหนักให้ทาทีหลัง เช่น Cream > Lotion > Emulsion

ดังนั้นก่อนการใช้ครีมบำรุงผิวหน้าตัวไหนก็ตาม
ควรจะทำความเข้าใจหน้าที่ของครีมแต่ละตัวให้ดีเสียก่อน
เพื่อจะได้ไม่เสียเงินซื้อครีมบำรุงผิวหน้ามามากเกินความจำเป็น
ให้พิจารณาตามความต้องการของผิวหน้าแล้ว
อย่าประโคมครีมทั้งหมดลงบนผิวหน้าเยอะมากเกินไป เพราะยิ่งทามาก
ผิวหน้ายิ่งอุดตัน และทำให้เกิดสิวได้ เพราะการทาครีมบำรุงผิวเยอะ ๆ
ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปสำหรับวิธีการทาครีมบำรุงผิวหน้าที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งที่สำคัญ
เพื่อให้ครีมบำรุงผิวหน้าทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด…

ประโยชน์ของลูกพลับต่อร่างกาย

  1. ป้องกันโรคมะเร็ง
    ลูกพลับอุดมไปด้วยวิตามินซี, เอ และสารประกอบฟีโนลิก ได้แก่ คาเทชินและแกลโลคาเทชิน
    ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ได้
  2. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย
    ลูกพลับเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมาก โดยในลูกพลับหนึ่งผลจะมีปริมาณวิตามินซีถึงร้อยละ 80
    ของวิตามินซีที่ควรรับในแต่ละวัน
    การรับประทานลูกพลับจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ต้านทานต่อแบคทีเรีย
    ไวรัสและราที่ก่อให้เกิดโรคได้
  3. ช่วยในระบบการย่อยอาหาร
    ลูกพลับประกอบไปด้วยเส้นใยอาหารประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณเส้นใยอาหารที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน
    ดังนั้นการรับประทานลูกพลับจะช่วยให้ร่างกายขับถ่ายของเสียได้ดีขึ้นลดอาการท้องผูก
  4. ชะลอความชรา
    ลูกพลับอุดมไปด้วยวิตามินเอและสารประกอบพวกบีต้า แคโรทีน, ลูทีน (lutein), ไลโคพีน (lycopene)
    และคริปโทแซนทิน (cryptoxanthin) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
    ส่งผลในการป้องกันและชะลอสิ่งบ่งชี้ของความชรา เช่น รอยเหี่ยวย่น จุดกระ ความเหนื่อยล้า
    สายตายาวและกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น
  5. ช่วยในเรื่องสายตา
    ลูกพลับอุดมไปด้วยลูทีนและซีแซนทีน (Zeaxanthin) ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อสุขภาพของดวงตา
    โดยช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคตาที่สำคัญ ได้แก่ โรคต้อกระจกและโรคจุดรับภาพเสื่อม
  6. ช่วยควบคุมระดับความดันเลือด
    ลูกพลับอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆซึ่งมีคุณสมบัติในการเป็นสารขยายหลอดลือดและลดแรงดันเลือด
    ส่งผลให้เกิดการไหลเวียนที่ดีของเลือดและป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
    ลูกพลับเป็นผลไม้ที่เป็นที่ชื่นชอบของคนญี่ปุ่นและต่างชาติ
    ผู้เขียนพบว่าลูกพลับเป็นของฝากที่ถูกใจญาติผู้ใหญ่เมืองไทยมากกว่าขนมของฝากขึ้นชื่อหลายชนิดจากญี่ปุ่น

ทั้งนี้ปัจจุบันโครงการหลวงของเมืองไทยสามารถผลิตลูกพลับหวานกรอบอร่อยจำหน่ายในเมืองไทยมากขึ้น
เมื่อได้รู้ประโยชน์มากมายของลูกพลับแล้วอย่าลืมหาลูกพลับอร่อยราคาสมเหตุสมผลมารับประทานดู…

สงครามครูเสดของเกมสล็อตฟอร์จูน

สงครามครูเสดยุคกลางเป็นช่วงเวลาแห่งความกล้าหาญการเล่นไฟและการพลิกผันของโชคลาภงานศิลปะและวรรณคดีนับไม่ถ้วนได้รับแรงบันดาลใจจากช่วงเวลานี้ในประวัติศาสตร์และจนถึงปัจจุบันสื่อที่ได้รับความนิยมยังคงเป็นตำนานที่มหัศจรรย์และมีมนต์ขลังที่ล้อมรอบยุค นี่เป็นข้อมูลเบื้องหลังเกม Crusade of Fortune Slots

เกมสล็อตของธนาคารในรูปแบบคลาสสิกของการค้นหาความมั่งคั่งและความมั่งคั่ม
หาศาลโดยการเอาชนะอุปสรรคเกือบเป็นไปไม่ได้ไอคอนที่พบในเกมประกอบด้วยตัวอักษรกลางแผ่นดินและสัญลักษณ์ต่างๆเช่น Bright
Wizard, Ironbreaker, Dwarf Hammerer, High Elf, War Hammer, Goblins, Witch Hunter, Large Shield,
Dwarf Shield และ Chaos Symbol

เกมออนไลน์ 5 รีล, 20 เพย์ไลน์และเกมหลายเหรียญสามารถรับผู้เล่นได้มากถึง 300,000เหรียญเมื่อพวกเขาโชคดีด้วยการรวมกันของคพ็อต

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทที่ลึกลับของตัวละครจากที่นี่ Crusade of Fortuneและเข้าใจว่าพวกเขาสามารถนำความมั่งคั่งอันยิ่งใหญ่มาสู่ยุคสมัยใหม่ได้อย่างไร

Bright Wizard – สัญลักษณ์ป่า
สัญลักษณ์ป่าในเกมสล็อตเกี่ยวข้องกับไอคอนที่สามารถใช้แทนสัญลักษณ์อื่น ๆ
สำหรับผู้เล่นเพื่อให้บรรลุชุดค่าผสมที่ชนะได้ต่อบรรทัดจ่ายที่เปิดใช้งาน

คนแคระ Hammerer – สัญลักษณ์กระจัดกระจาย
ในเกมเครื่องสล็อตสัญลักษณ์กระจายที่เกี่ยวข้องกับไอคอนที่สามารถทำให้ผู้เล่นชนะมากขึ้นผ่านวิธีการต่างๆ

คูณการชนะของผู้เล่น: อย่างน้อยสองคนแคระ Hammerer
สามารถทวีคูณผู้เล่นเดิมพันสองครั้งถึง 200 เท่ามากกว่าเงินเดิมพันเดิม
สัญลักษณ์กระจายมากขึ้นที่เห็นบนวงล้อให้มากขึ้นเท่าที่เดิมพันจะคูณข เปิดใช้งานรอบหมุนฟรี: สัญลักษณ์แคท Hammerer
ตั้งแต่สามตัวขึ้นไปหมายความว่าผู้เล่นสนุกกับ Free Spin Bonus Round
เพื่อเพิ่มโอกาสในการชนะและรับโอกาสในการเล่น Battle Bonus Round Feature ค่าอื่น ๆ :
3 แคระ Hammerer เท่ากับ 10 สปินฟรี; ไอคอนแคระ Hammerer 4 คนให้สิทธิ์ผู้เล่น 20
สปินฟรี; 5 ให้ฟรีสปินฟรี 30 ครั้ง

รอบพิเศษ

วิธีอื่น ๆ สำหรับผู้เล่นที่จะเพิ่มโอกาสในการชนะก็คือผ่านเสียงพิเศษ
รอบโบนัสฟรีสปินช่วยให้ยอดเงินรางวัลทั้งหมดเท่ากับจำนวนเงินที่มีอยู่สามครั้ง
ในรอบนี้เมื่ออย่างน้อยสามสัญลักษณ์กระจายปรากฏผู้เล่นจะได้รับการหมุนฟรีอีกครั้ง เฉพาะเมื่อมาถึงรอบนี้และได้รับสัญลักษณ์ Orcs Bonus อย่างน้อย 3
สัญลักษณ์บนไลน์เพย์ไลน์ที่เปิดใช้งานซึ่งผู้เล่นสามารถใช้ Battle Bonus Round

Battle Bonus Round น่าจะเป็นช่วงที่สนุกสนานที่สุด
ผู้เล่นจะได้รับดาบของตนเองซึ่งจะต้องใช้ดวลกับ orc
การโจมตีที่ประสบความสำเร็จและการแย่งชิงเงินรางวัลเป็นรางวัลเหรียญ…

เคล็ดลับผิวขาวด้วยธรรมชาติ

วิธีทำให้ผิวขาวสูตรที่ 1 : มะนาว
ผสม น้ำมะนาว 1 ลูก + น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ นำมามาร์คหน้าก่อนนอน 15 นาที
ทำแบบนี้ได้ทุกวัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ควรทำต่อเนื่อง 1 เดือน
เห็นผลเลยว่าหน้าไม่มัน ไม่หมอง ผิวขาวใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติเลยค่ะ
การมาร์คหน้าด้วยมะนาว เป็นวิธีที่ทำให้ผิวขาวใส ชุ่มชื้นได้ง่ายๆ
เพราะในน้ำมะนาวมีกรด AHA ธรรมชาติ
ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่หมองคล้ำให้หลุดลอกออกไปได้อย่างดีเยี่ยม
แถมยังช่วยขจัดสิ่งสกปรก และความมันบนใบหน้าได้ด้วย ซึ่งความมัน
สิ่งสกปรกบนใบหน้าเป็นต้นเหตุที่ทำให้หน้าหมองคล้ำได้

วิธีทำให้ผิวขาวสูตรที่ 2 : แตงกวา
นำแตงกวา 1 ลูก มาบด หรือ ปั่นให้ละเอียด มาร์คหน้า 15-20 นาที
ทำก่อนนอนได้ทุกวันเลยค่ะ หรือ สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง แล้วแต่สะดวก
วิธีทำให้ผิวขาวด้วยแตงกวานี้ถ้าทำอย่างต่อเนื่องๆถึง 3 สัปดาห์
จะเห็นผลเลยว่าหน้าขาวขึ้น ริ้วรอย จุดด่างดำจางลงด้วยค่ะ
แตงกวา อุดมไปด้วยวิตามินซี แร่ธาตุ และวิตามินเค
มีส่วนช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ช่วยลดความหมองคล้ำบนใบหน้าได้
ทำให้ผิวขาวใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้า
ลดอาการแสบร้อนจากแสงแดดได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยชลอวัย
ลดริ้วรอยได้ด้วยค่ะ

วิธีทำให้ผิวขาวสูตรที่ 3 : โยเกิร์ต

โยเกิร์ต 3 ช้อนโต๊ะ + น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ + มะนาว 1 ช้อนโต๊ะ มาร์คหน้า 15-20
นาที ล้างออกให้สะอาด วิธีนี้จะทำให้ผิวขาวใส ชุ่มชื้น ลดความมัน
ลดการเกิดสิวได้อย่างดีเลยค่ะ ทำได้สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง
แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคนเลยค่ะ
โยเกิร์ตมีกรด แลคติก และจุลินทรีย์ที่ดี ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุด
ช่วยให้ผิวหน้าขาวใสอย่างเห็นผล และไม่ทำร้ายผิวหน้าอีกด้วย
พร้อมคืนความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าได้เป็นอย่างดี รูขุมขนก็กระชับขึ้นด้วยค่ะ

วิธีทำให้ผิวขาวสูตรที่ 4 : นมสด
นมสด 5 ช้อนโต๊ะ + น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ + ขมิ้นผง 3 ช้อนโต๊ะ นำมาสครับผิวสัก 2-3
นาที และมาร์คหน้าทิ้งไว้ 10-15 นาที ล้างออกให้สะอาด
เท่านี้ผิวของคุณก็ขาวใสเรียบเนียนแล้วค่ะ
นมสด อุดมไปด้วยกรดแลคติก ไบโอติน และวิตามินมากมาย
ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในชั้นผิวทำให้ผิวขาวใสได้อย่างเห็นผล
พร้อมทั้งช่วยบำรุงผิวในด้านการเติมเต็มคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผิวหน้าเต่งตึง
กระชับ ชุ่มชื้นขึ้นลดอาการแสบร้อนจากแดด
และลดการเสียดสีที่ทำให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี

วิธีทำให้ผิวขาวสูตรที่ 5 : มะเขือเทศ
นำสำลีชุบน้ำมะเขือเทศ เช็ดผิวหน้าก่อนนอน ทิ้งไว้ 15 นาที ล้างออกให้สะอาด
ทำเช่นนี้ได้ทุกๆวันเลยค่ะ เห็นผลอย่างต่อเนื่องถ้าทำถึง 3 สัปดาห์
เท่านี้ผิวหน้าก็กระชับ เต่งตึง ขาวใสขึ้นแล้วค่ะ
มะเขือเทศมีวิตามินซี วิตามินเอ และสารไลโคปีน
ที่ช่วยเรื่องการต่อต้านอนุมูลอิสระบนชั้นผิว ทำให้ผิวกระจ่างใส เรียบเนียน
เติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ลดอาการแสบแดงจากแสงแดด ชลอวัยบนใบหน้า
และช่วยลดความมันบนใบหน้าได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

วิธีทำให้ผิวขาวสูตรที่ 6 : มะขามเปียก
มะขาม 3 ช้อนโต๊ะ + น้ำตาลทรายแดง 3 ช้อนโต๊ะ สครับผิวอย่างเบามือ และทิ้งไว้
10 นาที ล้างออกให้สะอาด ทำเช่นนี้ก่อนนอน สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เห็นผลแน่นอนค่ะ
มะขาม มีกรด AHA จากผลไม้
ที่ช่วยในเรื่องการขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วซึ่งป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวหมองคล้ำ
หลุดลอกออกไป รวมถึงจุดด่างดำจากสิว ฝ้า กระ ก็จางลงได้
และรอยดำกร้านตามส่วนต่างๆของร่างกายก็จางลง
เหลือแต่ผิวที่เนียนนุ่มขาวใสเอาไว้เท่านั้นเอง

วิธีทำให้ผิวขาวสูตรที่ 7 : มะละกอ
นำมะละกอบด + น้ำผึ้งเล็กน้อย ผสมให้เข้า มาร์คหน้า 15 นาที
แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น กระชับผิวอีกครั้งด้วยน้ำเย็น ทำเช่นนี้ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง
เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ผิวหน้ากระจ่างใสขึ้นค่ะ
มะละกอ อุดมไปด้วยเอนไซม์ปาเปน และวิตามินเอ
ที่ช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดลอก ทำให้ผิวขาว เนียนนุ่มชุ่มชื้นขึ้น
แถมยังช่วยลดเลือนรอยดำจากสิว จุดด่างดำต่างๆให้จางลงได้ดีด้วยค่ะ

วิธีทำให้ผิวขาวสูตรที่ 8 : ทับทิม
นำสำลีแผ่น ชุบน้ำทับทิม มาร์คหน้าตอนก่อนนอนให้ทั่ว ทิ้งไว้ 15 นาที
แล้วล้างออก ทำเช่นนี้ได้ทุกวัน ผิวหน้าของคุณก็จะขาวใส เรียบเนียน
กระชับขึ้นได้ค่ะ
ทับทิมมีวิตามินซีสูง และมีเกลือแร่ต่างๆ
ที่ช่วยในเรื่องการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดลอกได้เป็นอย่างดี

มีส่วนช่วยในเรื่องหน้าขาวใสๆด้อย่างเห็นผล แถมยังช่วยเรื่องการชลอวัย
ลดริ้วรอยต่างๆบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี

วิธีทำให้ผิวขาวสูตรที่ 9 : สับปะรด
สับปะรดบด ผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย พอกหน้า 15-20 นาที ตอนก่อนนอน
แล้วล้างออกให้สะอาด ทำได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
เห็นผลครั้งแรกเลยว่าหน้ากระจ่างใสจริง
สับปะรด มีวิตามิซี วิตามินเอ เอนไซม์ และแร่ธาตุต่างๆ
ที่ช่วยในเรื่องการขจัดเซลล์ผิวเก่า ความหมองคล้ำดำกร้านตามส่วนต่างๆของผิวหน้า
และรอยจุดด่างดำบนใบหน้าต่างๆให้เลือนหายไป เหลือแต่ผิวหน้าขาวกระจ่างใส
กระชับรูขุมขนได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

วิธีทำให้ผิวขาวสูตรที่ 10 : ว่านหางจระเข้
นำใบว่านหางจรเข้ที่แก่ที่สุดมาแช่น้ำ 10 นาที แล้วปลอกเปลือกออก
ล้างยางให้สะอาด นำไปปั่น ผลสมน้ำผึ้งเล็กน้อย มาร์คหน้า 30 นาที แล้วล้างออก
ทำได้ทุกวันเลยค่ะ
ว่านหางจรเข้ มีส่วยช่วยในเรื่องปรับผิวให้ขาว สว่าง กระจ่างใส
ทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้น ลดอาการแสบแดงจากแดดได้เป็นอย่างดี
แถมยังช่วยให้ผิวอิ่มน้ำ ผิวหน้าชุ่มชื้นถึงขีดสุดด้วยค่ะ…

10 ความเชื่อผิดๆ ของการลดความอ้วน

1. ความเชื่อ: ลดความอ้วนต้องอดอาหาร

ความจริง: หากต้องการลดน้ำหนัก เราต้องให้ร่างกายมีการใช้พลังงาน
หรือมีการเผาผลาญพลังงานให้มากกว่าพลังงานจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป
ดังนั้นการลดน้ำหนัก
หรือลดความอ้วนจึงต้องมีการควบคุมปริมาณแคลอรีจากการรับประทานอาหาร
ซึ่งไม่ใช่การอดอาหาร
โดยเฉลี่ยผู้หญิงต้องการพลังงานประมาณ 2000 kcal
และผู้ชายต้องการพลังงานประมาณ 2500 kcal เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน
และรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ หากต้องการลดน้ำหนัก
แนะนำให้ลองลดแคลอรีในอาหารที่รับประทานลงวันละ 500 kcal
หรือเพิ่มกิจวัตรประจำวัน/กิจกรรมที่เพิ่มการเผาผลาญมากขึ้น 500 kcal
ก็จะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนได้

2. ความเชื่อ: ช่วงลดน้ำหนักให้รับประทานเฉพาะเมื่อรู้สึกหิว

ความจริง: การรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา
หรือปล่อยให้ร่างกายอดอาหารเป็นเวลานานจนรู้สึกหิว
จะไปกระตุ้นฮอร์โมนความเครียดที่ชื่อ Cortisol
ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น
โดยเฉพาะอาหารกลุ่มที่มีน้ำตาลและไขมันสูง การรับประทานอาหารกลุ่มนี้มากๆ
ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการได้รับพลังงานเกินกว่าความต้องการ และเกิดโรคอ้วนได้
ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลา 3 มื้อ มากกว่าการรับประทานเมื่อหิว

3. ความเชื่อ: รับประทานเนื้อสัตว์ไม่ทำให้อ้วน

ความจริง: ในภาวะปกติที่ร่างกายไม่ได้อยู่ในสภาวะอดอาหาร
หรือขาดอาหารอย่างรุนแรง ร่างกายจะไม่มีการนำโปรตีนมาเปลี่ยนเป็นพลังงาน
หรือนำโปรตีนไปเป็นแหล่งพลังงาน
เพราะร่างกายสามารถได้รับพลังงานอย่างเพียงพอจากสารอาหารกลุ่มแป้งและไขมัน
อยู่แล้ว ดังนั้นการรับประทานอาหารกลุ่มโปรตีนจำพวกเนื้อสัตว์
จึงไม่ได้เป็นสาเหตุของความอ้วน แต่เนื่องจากในเนื้อสัตว์มีชั้นไขมันแทรกอยู่
การรับประทานเนื้อสัตว์ที่ติดมันหรือมีไขมันแทรกเป็นจำนวนมากอาจเป็นสาเหตุของ
แคลอรีที่เกินได้และทำให้อ้วนได้ ดังนั้นหากต้องการลดหรือควบคุมน้ำหนัก
แนะนำให้รับประทานเนื้อสัตว์ชนิดที่มีไขมันต่ำ ตัวอย่างเช่น เนื้ออกไก่ เนื้อสันในหมู
ไข่ขาวต้ม เป็นต้น

4. ความเชื่อ: ช่วงลดน้ำหนักควรรับประทานเฉพาะผักและผลไม้

ความจริง: หัวใจของการลดน้ำหนักอย่างหนึ่ง คือ
การควบคุมปริมาณแคลอรีของอาหารที่รับประทาน
โดยไม่ให้มากกว่าปริมาณที่เราใช้ในแต่ละวัน
แต่ก็ต้องไม่ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นในการดำรงชีวิตด้วย
การรับประทานผักและผลไม้เพียงอย่างเดียวนั้น ถึงจะได้รับพลังงานเพียงพอ
แต่ก็จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นอื่นๆ
จึงไม่แนะนำให้รับประทานแต่ผักและผลไม้เพื่อลดน้ำหนัก
การรับประทานผักเพิ่มในมื้ออาหารหรือการรับประทานผลไม้ทดแทนขนมหวานหรือ
ขนมจุกจิกระหว่างมื้อ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะผัก/ผลไม้มีกากใย
เพราะจะช่วยให้รู้สึกอิ่มได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการขับถ่าย
แต่ก็ควรระวังไม่เลือกรับประทานผลไม้ที่มีรสหวานจัดจนเกินไป

5. ความเชื่อ: ช่วงลดน้ำหนักต้องงดแป้ง

ความจริง: อาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตยังคงเป็นสารอาหารหลักที่ให้พลังงาน
และมีความจำเป็นสำหรับร่างกาย
การรับประทานแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสมจึงไม่ทำให้อ้วน
คำแนะนำเบื้องต้นในการเลือกรับประทานแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตก็คือ
เรายังสามารถรับประทานแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตได้ในมื้อเช้าและมื้อกลางวัน
แต่ควรงดหรือจำกัดปริมาณในมื้อเย็น สำหรับชนิดของคาร์โบไฮเดรตนั้น
ควรเลือกเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ด ข้าวไม่ขัดสีต่างๆ
ขนมปังโฮลวีท เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในร่างกายเพิ่มขึ้นช้าๆ รู้สึกอิ่มได้นาน
ลดความอยากอาหารและช่วยลดความหิวได้
สำหรับมื้อเย็นนั้นแนะนำให้เน้นทานอาหารกลุ่มโปรตีนและผักใบเขียวทดแทนอาหาร
กลุ่มแป้ง ก็จะเป็นวิธีที่สามารถช่วยลดน้ำหนักได้

6. ความเชื่อ: รับประทานเร็ว หรือช้า ไม่มีผลต่อการลดน้ำหนัก

ความจริง: การใช้เวลาในการรับประทานอาหารให้ช้าลง เคี้ยวอาหารให้ละเอียดขึ้น
จะมีผลช่วยให้ลดหรือควบคุมน้ำหนักได้ดีขึ้น
การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดและการรับประทานช้าๆ
จะช่วยกระตุ้นและส่งสัญญาณไปยังสมองส่วนกลางที่ทำหน้าที่ควบคุมความหิวความ
อิ่ม ทำให้อิ่มเร็วขึ้น นอกจากนี้การเคี้ยวอาหารให้ละเอียด
ยังช่วยระบบย่อยอาหารของเราทำงานอย่างมีประสิทธิภาพดีขึ้นอีกด้วย

7. ความเชื่อ: อาหารที่มีฉลากบอก ไขมันต่ำ หรือไม่มีไขมัน
หมายความว่าไม่มีแคลอรี่

ความจริง: การอ่านฉลากโภชนาการ ควรให้ความสำคัญกับรายละเอียด
หรือส่วนประกอบของอาหารทั้งหมดด้วย ไม่ใช่สนใจแค่เพียงปริมาณแคลอรีรวม
หรือปริมาณไขมันเท่านั้น การรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำหรือไม่มีไขมันเลย
อาจช่วยลดแคลอรี่ได้มากกว่ารับประทานอาหารปกติ
แต่อาหารไขมันต่ำบางส่วนอาจมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายต่ำกว่าอาหาร
ปกติชนิดเดียวกัน อีกทั้งยังอาจจะต้องมีการดัดแปลงเพิ่มแป้ง เกลือ
หรือน้ำตาลลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยขึ้นหลังจากเอาไขมันออกไป
ดังงนั้นการเลือกอาหารจากการพิจารณาปริมาณไขมันเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่ใช่วิ
ธีที่ดีที่สุด

8. ความเชื่อ: การออกกำลังกายแบบยกเวท ทำให้ล่ำ ไม่ช่วยลดน้ำหนัก

ความจริง: น้ำหนักของร่างกายบนตาชั่ง บ่งบอกได้ถึง น้ำหนักของไขมัน กล้ามเนื้อ
และกระดูก การลดน้ำหนักที่ถูกต้อง คือการลดสัดส่วนของไขมันในร่างกาย
ในผู้ชายไม่ควรมีน้ำหนักไขมันเกิน 28% ผู้หญิง ไม่เกิน 32%
เพราะฉะนั้นการยกเวท เป็นการทำให้มวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น
และเปอร์เซนต์ไขมันลดลง
ซึ่งกล้ามเนื้อนี้เองจะเป็นตัวช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย โดยจะไปเพิ่ม
BMR หรือก็คือ Basal Metabolism ซึ่งหมายถึง
อัตราความต้องการเผาผลาญพลังงานของร่างกายในชีวิตประจำวัน
หรือจำนวนแคลอรีขั้นต่ำที่ต้องการใช้ในชีวิตแต่ละวัน ซึ่งทำให้ส่งผลดีกับสุขภาพ

9. ความเชื่อ: กินอาการแบบมังสวิรัติ จะช่วยลดความอ้วนได้

ความจริง: การทานอาหารมังสวิรัติไม่ใช่การทานอาหารเพื่อลดน้ำหนัก
การทานอาหารเพื่อลดน้ำหนัก คือการทานอาหารในสัดส่วนของโปรตีน ไขมัน

คาร์โบไฮเดรต ให้เหมาะสมกับพลังงานที่ต้องการ อาหารแบบมังสวิรัติบางอย่างก็มี
คาร์โบไฮเดรต และไขมันสูง ก็สามารถทำให้อ้วนได้เช่นกัน

10. ความเชื่อ: อาหารเสริม ลดความอ้วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว

ความจริง:
ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนว่าเราสามารถความอ้ว
นได้จริงจากการใช้อาหารเสริมเพียงอย่างเดียว โดยการลดน้ำหนักที่ดีและรวดเร็ว
ต้องปฎิบัติดังนี้ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ
และการรับประทานอาหารที่ถูกต้อง
อาหารเสริมที่มีบทความวิจัยที่ช่วยการเพิ่มการเผาผลาญไขมัน เช่น แอลคาร์นิทีน (L-
carnitine) เออร์วินเจย (Irvingia Gabonensis) เยอร์บามาเต้ (Yerba Mate)
การได้รับอาหารเสริมที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล
ก็จะช่วยให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้นมากกว่าการควบคุมอาหารและออกกำลังกายเพียงอย่า
งเดียว ดังนั้น
การใช้อาหารเสริมเพื่อช่วยในการลดหรือควบคุมน้ำหนักจึงแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยว
ชาญก่อน น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด…

เรียนรู้เกี่ยวกับอาการปวดข้อเท้า รวมถึงวิธีการดูแลแก้ไข

อาการปวดข้อเท้าเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆ คน
นี่คือสิ่งที่รบกวนการใช้ชีวิตพอสมควร ลองมาเรียนรู้เกี่ยวกับมัน
รวมถึงวิธีการดูแลแก้ไขกันดีกว่า

อาการปวดข้อเท้านั้นก็คือการที่ผู้ป่วยรู้สึกว่าไม่ค่อยสบาย
หรือว่าปวดส่วนใดส่วนหนึ่งบริเวณข้อเท้า สาเหตุของมันนั้นมีได้หลากหลาย
รวมไปถึงความรุนแรงที่มีหลายระดับ เริ่มตั้งแต่แค่อาการเคล็ดธรรมดาๆ
ไปจนถึงกระดูกข้อเท้าหัก ซึ่งอาการเหล่านี้จะทำให้การใช้ชีวิตลำบาก
โดยเฉพาะการเดิน ซึ่งบางคนอาจจะเดินไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่จะต้องมีวิธีการดูแลรักษาให้ถูกต้อง

สำหรับอาการปวดข้อเท้านั้น ควรต้องไปพบแพทย์ต่อเมื่อรู้สึกปวดยาวนาน 2-3
สัปดาห์ ขณะที่ข้อเท้าบางครั้งก็มีอาการบวมขึ้นมา และไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้นมาเลย
ข้อเท้าบางคนก็อาจจะมีเสียงเมื่อขยับบริเวณข้อต่อ
หรือบางครั้งก็ไม่สามารถขยับข้อเท้าได้
นี่ก็เป็นสัญญาณเตือนอะไรบางอย่างที่แสดงว่าอาการปวดข้อเท้าเริ่มไม่ใช่เรื่องปก
ติแล้ว ควรต้องไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อประเมินอาการให้ถูกต้อง
จะได้มีแนวทางการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

กรณีที่อาการไม่ได้หนักหนาสาหัสมาก ผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองได้ง่ายๆ
หลายอย่าง เริ่มแรกก็คือการพักการใช้งานข้อเท้า
พยายามหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักที่ข้อเท้า หากว่าต้องการเดินจริงๆ
ก็ให้ใช้ไม้ค้ำช่วย เพื่อให้ลงน้ำหนักในเท้าข้างที่ปวดข้อเท้าน้อยที่สุด
ขณะที่การพันผ้าประคองข้อเท้าไม่ให้เคลื่อนที่มากเกินไปก็เป็นสิ่งที่ดี
แต่ไม่ควรพันให้แน่นเกินไป เพราะจะส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดได้

ผู้ที่เริ่มปวดข้อเท้าในระยะเริ่มแรก สามารถประคบเย็นได้
โดยนำเอาถุงน้ำแข็งมาวางบนข้อเท้าข้างที่มีอาการปวด
โดยวางไว้ครั้งละประมาณ 20 นาที จากนั้นทิ้งไว้สักพัก ราวๆ ชั่วโมงครึ่ง

ก่อนที่จะเริ่มประคบเย็นอีกครั้ง นี่จะช่วยให้อาการบาดเจ็บนั้นลดลงมา
รวมถึงอาการบวมที่จะทุเลาลงด้วย

สำหรับใครที่ปวดมากจนรู้สึกทรมานใจ
สามารถไปหาซื้อยาแก้ปวดมาทานได้เช่นกัน โดยให้ปรึกษาเภสัชกรก่อน
เพื่อให้มั่นใจว่าได้ตัวยาที่ถูกต้อง จากนั้นเมื่ออาการเริ่มดีขึ้นมาแล้ว
ให้บริหารข้อเท้าเบาๆ ไปเรื่อยๆ พยายามให้ข้อเท้าได้ขยับมากขึ้น
แต่ถ้าหากว่าเกิดอาการปวดขึ้นมาระหว่างบริหารก็ให้หยุดทันทีเพื่อความปลอดภัย

นี่คือแนวทางการดูแลแก้ไขในเบื้องต้นที่จะช่วยให้อาการปวดข้อเท้าดีขึ้น
แต่ถ้าหากว่าพยายามดูแล้วยังไม่ดีขึ้น วิธีที่ดีที่สุดก็คือการไปพบแพทย์
อย่าได้ชะล่าใจปล่อยให้หายเอง
เพราะบางครั้งอาจจะมีอาการที่เลวร้ายแทรกซ้อนอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้…

การเคารพสิทธิของผู้อื่นคือค่านิยมในสังคมไทย

อย่างแรกคือเวลาที่คนไทยขับรถเมื่อไรก็ตามที่อยู่หลังพวงมาลัยแม้แต่น้ำเสียงเล็กๆน้อยๆที่มีให้กันก็ดูกลายเป็นของหายาก
และนั้นก็ทำให้ท้องถนนในเมืองไทยกลายเป็นหนึ่งในสถานที่อันตรายอันดับต้นๆของโลกไปเลย
อย่างที่สองคือเวลาที่นักฟุตบอลไทยลีกอยู่ในสนามผู้ตัดสินกลายเป็นเป้าหมายหลักของผู้เล่นจะใช้พฤติกรรมก้าวร้าวใส่และควา
มเคารพที่มีต่อกันก็ถูกโยนทิ้งใปนอกหน้าต่าง โอเค
แม้ว่าสองเรื่องนี้จะไม่เหมือนกันซะทีเดียวเพราะเวลานักบอลตะโกนใส่กรรมการมันก็ไม่น่าจะมีใครตาย
แม้ว่าผู้ตัดสินบางคนอาจจะมีความรู้สึกกลัวตัวตายกันบางถ้าเกิดต้องเจอแฟนบอลไล่ล่าตัวหลังจบเกมฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีอารม
ณ์ร่วมสูงเราจึงเข้าใจได้ว่าทำไมนักฟุตบอลที่ไทยบางทีถึงน็อตหลุดกับคำตัดสินที่ส่วนใหญ่ต่ำกว่ามาตราฐาน
โชคร้ายมันอยู่ตรงที่ว่าบางทีมาตรฐานของการตัดสินมันก็ไม่ใช่ประเด็นเสมอไป
เพราะดูเหมือนว่าตอนนี้ผู้เล่นจะเริ่มมีนิสัยประท้วงทุกๆคำตัดสินและก้พากันมาตามตอแยสิงห์เชิ๊ตดำด้วยอารมร์ที่คุกรุ่นบางทีม
หรือผุ้เล่นสโมสรดูแย่ไปกว่านั้นตอนที่กรูกันไปประท้วงกรรมการด้วยอารมณ์โกรธใครมาเกรี้ยวกราดเวลาเสียผลประโยชน์ทั้งเ
วลาเสียจุดโทษหรือได้ใบเหลืองและใบแดง
พฤติกรรมแย่ๆแบบนี้กำลังจะกลายเป็นความเคยชินและดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีใครพูดถึงปัญหานี้กันสักเท่าไหร่บ่อยครั้งที่สิงห์เ
ชิ๊ตดำก็ดูไม่อยากจะให้ใบเหลืองกับผู้เล่นที่เถียงผู้ตัดสินจนเกินพอดีแต่ถ้าไม่ทำแบบนั้นมันก็จะเป็นการสร้างความไม่พอใจให้กั
บผู้เล่นที่โดนจดชื่อด้วยข้อหาที่เบากว่านั้น
ทางออกสำหรับปัญหาคือผู้ตัดสินต้องหนักแน่นมากกว่านี้และสมฒสรก็ต้องพยายามลดพฤติกรรมแบบนี้ออกไปจากผู้เล่นในสัง
กัดของเขา
ฟุตบอลไทยในตอนนี้ยังมีโอกาสของเปลี่ยนพฤติกรรมของผุ้เล่นก่อนที่มันจะสายเกินไปมีหลายเกมมากเกิดนไปที่การขาดวินัยส่
งผลกับเกมโดยตรง ความเต็มใจที่จะร่วมกันเปลี่ยนแปลงทั้งจากสโมสร ผู้เล่น และ
กรรมการคือสิ่งจำเป็นเพื่อหยุดไม่ให้ปัญหาให้แย่ไปกว่านี้…

เทคนิคการบำรุงสมองง่ายๆที่ทำได้ประจำวัน

สมองของคนเราเป็นอวัยวะที่ถูกใช้งานหนักอย่างมากในแต่ละวัน
เป็นศูนย์กลางในการสื่อสาร ควบคุมการทำงานส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ในแต่ละวัน เราจะต้องเผชิญกับปัญหาการใช้ชีวิต
การตัดสินใจความคิดต่าง ๆ
ที่จะต้องใช้สมองเป็นหลักเกณฑ์ในการทำงาน
โดยเฉพาะคนที่อยู่ในวัยทำงานที่จะต้องแบกรับความรับผิดชอบต่าง ๆ
ความคิด
การใช้งานสมองที่หนักตลอดตั้งแต่ช่วงเช้าไปจนถึงตอนเลิกงาน
และบางครั้งยังต้องกลับมาทำงานที่บ้านต่ออีกในตอนกลางคืน
ส่งผลให้บางครั้งปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ก็จะตามมา
ไม่ว่าจะเป็นอาการเหนื่อยล้าหรืออะไรต่างๆ
วันนี้เรามีเทคนิคการบำรุงสมองง่ายๆ ที่ทำได้ประจำวัน
1.การดื่มน้ำมากๆ
วิธีง่ายๆที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป นั่นคือการดื่มน้ำนี่เอง
เพราะน้ำจะช่วยฟื้นฟูและดูแลระบบสมอง เนื่องจากกว่า 80
เปอร์เซ็นต์ของสมองคนเราเต็มไปด้วยน้ำเป็นส่วนประกอบ
ควรจิบน้ำบ่อย ๆ ระหว่างวันเรื่อย ๆ
ยิ่งโดยเฉพาะการทำงานในห้องแอร์ที่มีอุณหภูมิต่ำและเย็นนั่นร่างกายข
องเราอาจจะเกิดการสูญเสียน้ำได้
เพื่อที่จะเพิ่มความปลอดโปร่งให้สมอง สดใส
และสามารถทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น
แต่ทั้งนี้ควรดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำตามอุณหภูมิห้องที่สามารถเข้าไปหล่อเลี้ยง
ระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างรวดเร็วมากกว่าน้ำเย็น
2.ไม่ลืมทานอาหารเช้าเสมอ
อาหารเช้าคืออาหารมื้อสำคัญที่สุด แต่หลายคนมักจะหลงลืม
หรือยุ่งจนมีเวลาจนลืมทานอาหารมื้อนี้
เพราะการไม่ทานอาหารเช้านั้นส่งผลเสียอย่างมากกับร่างกาย

เนื่องจากจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารและน้ำตาล
ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่มีสติและสมาธิ
สมองไม่แล่น ตอบสนองช้า ดังนั้นควรที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่
3.หัวเราะบ่อยๆ
พูดแล้วคงไม่มีใครอยากจะเชื่อ
ว่าการหัวเราะนั้นจะเกี่ยวอะไรกับการบำรุงสมอง
แต่จริงๆแล้วการมีอารมณ์ขัน หัวเราะเฮฮา และยิ้มบ่อย ๆ
อาจจะหาหนังสือการ์ตูนมาไว้อ่านเล่น การดูหนังตลก
การคุยกับเพื่อนร่วมงานในเรื่องดี ๆ มีเสียงหัวเราะ การหัวเราะ ยิ้ม
และมีความอารมณ์ขันอยู่เป็นประจำจะช่วยเพิ่มความสุขในการทำงาน
มีพลังงานความคิดเชิงบวก ลดความเครียด
และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.ฟังเพลงเบาๆ
การเลือกฟังเพลงเบาๆ แนวคลาสสิค
นั้นก็มีส่วนช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เพราะเสียงเพลงนั้นจะช่วยกระตุ้นเรื่องความจำและเพิ่มประสิทธิภาพใน
การทำงานของสมอง ลองเปิดเพลงคลาสสิคหรือแจ๊สฟังเบา ๆ ก่อนนอน
ตอนเช้าก่อนไปทำงาน หรือระหว่างในช่วงที่ทำงานสัก 20-30 นาที
รับรองเลยว่าคุณจะรู้สึกสงบ
ผ่อนคลายสามารถทำงานและคิดงานได้ดีมากยิ่งขึ้น
5.ไม่นอนดึก
การนอนดึกนั้นส่งผลเสียอย่างมากมายกับร่างกาย
เพราะฉะนั้นการพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง
เพื่อที่จะให้ระบบร่างกายและสมองสามารถที่จะทำงานได้อย่างเต็มที่และ
มีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น
โดยการนอนหลับพักผ่อนนั้นควรที่จะนอนในสถานที่เงียบ
ไม่มีเสียงรบกวนเพื่อที่จะเพิ่มความเต็มอิ่ม…

3 วิธีกำจัดไขมันทรานส์จากร่างกาย

แน่นอนว่าสำหรับไขมันทรานส์อันตราย เป็นภัยต่อสุขภาพ และหากอยากกำจัดไขมันทรานส์จากร่างกาย
เราก็ทำได้ด้วยวิธีที่ไม่ยากจนเกินไป
ไขมันทรานส์ คืออะไร
ทำไมเราต้องหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์หลายคนคงได้ทราบถึงอันตรายจากไขมันทรานส์กันไปแล้ว
แต่นอกจากวิธีหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์แล้ว เราก็สามารถกำจัดไขมันทรานส์ออกจากร่างกายได้เหมือนกันนะคะ
เพราะแม้ไขมันทรานส์จะเป็นไขมันวายร้ายที่หากเรากินเข้าไปไขมันทรานส์จะไปเพิ่มไขมันชนิดเลวในร่างกาย
เพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์ อีกทั้งยังบังอาจไปลดระดับไขมันดี (HDL) แต่ทั้งนี้เราก็สามารถกลับตัวกลับใจ
ลดไขมันทรานส์ และเพิ่มไขมันดีในร่างกายด้วยวิธีดังต่อไป

1. หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ก่อน
หากต้องการจะกำจัดไขมันทรานส์ที่เรากินเข้าไปแล้วจุดเริ่มต้นที่ควรทำคือลดพฤติกรรมรับไขมันทรานส์เข้าร่างกายก่
อนค่ะ เพื่อให้ระดับไขมันทรานส์ที่สะสมไม่เพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง ซึ่งวิธีหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ก็สามารถทำตามนี้ได้เลย

2. กินไขมันดีให้มากขึ้น
ในเมื่อไขมันดีในร่างกายถูกไขมันทรานส์ทำลายจนอาจจะเหลือปริมาณน้อยลง ดังนั้น Lisa Cohn นักโภชนาการจาก
miVIP Surgery Centers ก็แนะนำว่า เราควรรับประทานไขมันชนิดดีเข้าไปทดแทนจำนวนไขมันดีที่ถูกทำลาย
เพื่อให้ร่างกายได้นำไขมันดีไปใช้ในกระบวนการทำงานต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พูดง่าย ๆ
ก็คือเลือกกินอาหารที่มีไขมันดีอย่างไขมันจากปลา ธัญพืช ไขมันอิ่มตัวเชิงเดี่ยวจากน้ำมันมะกอกสกัดเย็น
น้ำมันทานตะวัน น้ำมันรำข้าว แทนไขมันจากเนย มาการีน หรือไขมันจากเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง
3. อาหารต้านอนุมูลอิสระสูงก็ไม่ควรพลาด
Lisa Cohn นักโภชนาการจาก miVIP Surgery Centers ยังแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง
เพื่อให้คุณสมบัติของสารต้านอนุมูลอิสระเข้าไปลดอัตราเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบในเซลล์ต่าง ๆ
ที่เกิดจากอันตรายของไขมันทรานส์และเพื่อให้สารต้านอนุมูลอิสระช่วยฟื้นฟูเซลล์ที่ถูกทำลายให้กลับมามีความแข็งแ
รงขึ้นด้วย
ทั้งนี้อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงก็เช่น ผักใบเขียว อย่างคะน้า ปวยเล้ง ผักโขม ผัก-ผลไม้ที่มีสีเหลือง ม่วง แดง
ส้ม อย่างฟักทอง ข้าวโพด มันเทศ มันม่วง พริกหวานสีแดง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี เป็นต้น…

การดื่มน้ำอุ่นนั้นมีประโยชน์อย่างไร

หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า
การดื่มน้ำอุ่นนั้นช่วยให้สุขภาพดีกว่าการดื่มน้ำเย็น
ซึ่งก็มีงานวิจัยออกมามากมาย ว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ
ซึ่งการดื่มน้ำอุ่นก่อนนอนที่มีสรรพคุณและประโยชน์มากมาย
ซึ่งน้ำอุ่นที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่นี้ คือ
น้ำอุ่นที่มีปริมาณความร้อนที่พอเหมาะ ไม่ร้อนจัดและเย็นจนเกินไป
หรือน้ำที่อยู่ในอุณหภูมินั่นเอง

ซึ่งการดื่มน้ำอุ่นธรรมดาเพียงเท่านี้มีความสามารถฟื้นฟูและดูแลสุขภาพ
เราได้อย่างมากมายเลย
ความอุ่นของน้ำที่จะเข้าไปกระตุ้นการไหลเวียนระบบของเลือดและออก
ซิเจนในร่างกาย ทำให้เรามีสุขภาพที่ดีแข็งแรง
วันนี้เราไปดูกันว่าการดื่มน้ำอุ่นนั้นมีประโยชน์อะไรบ้าง
1.ช่วยในเรื่องของระบบเผาผลาญ
อันดับแรกไม่ว่าจะดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำเย็นและน้ำปกติ
นั้นย่อมที่จะช่วยในเรื่องของการทำงานระบบเผาผลาญในร่างกายดีขึ้น
ซึ่งการดื่มน้ำอุ่นนั้นสามารถช่วยส่งผลดีต่อระบบกระเพาะอาการ
ลดแก๊สใสกระเพาะ
ทั้งยังกระตุ้นระบบขับถ่ายและลำไส้ของเราให้ทำงานเป็นปกติอีกด้วย
สำหรับใครที่เป็นคนที่ชอบมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย ท้องผูกอยู่บ่อยๆ
นั้นจะช่วยได้มากเลยทีเดียว
2.ขจัดล้างสารพิษในร่างกาย

สำหรับการดื่มน้ำอุ่นนั้นยังช่วยในเรื่องของการช่วยชำระล้างสารพิษแล
ะของเสียต่าง ๆ ที่อยู่ภายในร่างกายของเราตามอวัยวะสำคัญต่าง ๆ
ให้ออกมาในรูปแบบของเสีย อย่างเช่น ปัสสาวะ ขี้มูก ขี้ไคล
หรืออุจจาระเป็นต้น ส่งผลให้ร่างกายเรารู้สึงโล่ง ผ่อนคลาย
ผิวพรรณและดวงตาที่สดใส ไม่มีกลิ่นตัวหรือกลิ่นปาก

3.ลดน้ำหนัก
อันนี้จะคล้ายกับข้อหนึ่ง
เพราะนอกจากจะช่วยในเรื่องของระบบเผาผลาญแล้ว
การดื่มน้ำอุ่นเป็นตัวช่วยลดการสะสมของไขมันส่วนเกิน
ช่วยเผาผลาญพลังงานให้แก่ร่างกายมากถึง 30 เปอร์เซ็น
ทำให้เราสามารถที่จะควบคุมน้ำหนักได้ดีมากยิ่งขึ้น
แต่ทั้งนี้เราควรออกกำลังกายและควบคุมอาหารเพิ่มขึ้นด้วย
เพราะจะทำให้ได้ผลมากขึ้น
4.ลดอาการปวดประจำเดือน
สำหรับผู้หญิงมักจะเจอปัญหาอาการปวดประจำเดือน
ซึ่งเป็นของคู่กันอยู่แล้ว ซึ่งอาการเหล่านี้จะทำให้รู้สึกปวดท้อง
เหนื่อยล้า ไม่มีแรง
การดื่มน้ำอุ่นสามารถที่จะเข้าไปช่วยคลายการรัดตัวของกล้ามเนื้อ
และกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตภายในร่างกายให้ทำงานได้ดีมากขึ้น
ส่งผลให้ลดอาการปวดกล้ามเนื้อ
ปวดท้องและผ่อนคลายสดใสมากขึ้นนั่นเอง
5.สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายและบำรุงสมอง
การดื่มน้ำอุ่นทุกวัน
จะเป็นการช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่ร่างกาย ทำให้เราป่วยยาก
และแข็งแรงมากขึ้น
เนื่องจากน้ำอุ่นจะช่วยชำระล้างเชื้อโรคและแบคทีเรียภายในร่างกายที่เ
กิดจากมลภาวะต่างๆ
นอกจากนี้ยังช่วยในการบำรุงสมองเพราะน้ำอุ่นจะเข้าไปช่วยกระตุ้นกา
รไหลเวียนของเลือดภายในร่างกายให้ส่งออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้
ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกายรวมไปถึงระบบสมอง
ส่งผลให้เรารู้สึกผ่อนคลาย สดชื่น ลดความตึงเครียด ไม่เหนื่อยล้า…