Menu

หมวดหมู่: Uncategorized

เรียนรู้เกี่ยวกับอาการปวดข้อเท้า รวมถึงวิธีการดูแลแก้ไข

อาการปวดข้อเท้าเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆ คน
นี่คือสิ่งที่รบกวนการใช้ชีวิตพอสมควร ลองมาเรียนรู้เกี่ยวกับมัน
รวมถึงวิธีการดูแลแก้ไขกันดีกว่า

อาการปวดข้อเท้านั้นก็คือการที่ผู้ป่วยรู้สึกว่าไม่ค่อยสบาย
หรือว่าปวดส่วนใดส่วนหนึ่งบริเวณข้อเท้า สาเหตุของมันนั้นมีได้หลากหลาย
รวมไปถึงความรุนแรงที่มีหลายระดับ เริ่มตั้งแต่แค่อาการเคล็ดธรรมดาๆ
ไปจนถึงกระดูกข้อเท้าหัก ซึ่งอาการเหล่านี้จะทำให้การใช้ชีวิตลำบาก
โดยเฉพาะการเดิน ซึ่งบางคนอาจจะเดินไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่จะต้องมีวิธีการดูแลรักษาให้ถูกต้อง

สำหรับอาการปวดข้อเท้านั้น ควรต้องไปพบแพทย์ต่อเมื่อรู้สึกปวดยาวนาน 2-3
สัปดาห์ ขณะที่ข้อเท้าบางครั้งก็มีอาการบวมขึ้นมา และไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้นมาเลย
ข้อเท้าบางคนก็อาจจะมีเสียงเมื่อขยับบริเวณข้อต่อ
หรือบางครั้งก็ไม่สามารถขยับข้อเท้าได้
นี่ก็เป็นสัญญาณเตือนอะไรบางอย่างที่แสดงว่าอาการปวดข้อเท้าเริ่มไม่ใช่เรื่องปก
ติแล้ว ควรต้องไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อประเมินอาการให้ถูกต้อง
จะได้มีแนวทางการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

กรณีที่อาการไม่ได้หนักหนาสาหัสมาก ผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองได้ง่ายๆ
หลายอย่าง เริ่มแรกก็คือการพักการใช้งานข้อเท้า
พยายามหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักที่ข้อเท้า หากว่าต้องการเดินจริงๆ
ก็ให้ใช้ไม้ค้ำช่วย เพื่อให้ลงน้ำหนักในเท้าข้างที่ปวดข้อเท้าน้อยที่สุด
ขณะที่การพันผ้าประคองข้อเท้าไม่ให้เคลื่อนที่มากเกินไปก็เป็นสิ่งที่ดี
แต่ไม่ควรพันให้แน่นเกินไป เพราะจะส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดได้

ผู้ที่เริ่มปวดข้อเท้าในระยะเริ่มแรก สามารถประคบเย็นได้
โดยนำเอาถุงน้ำแข็งมาวางบนข้อเท้าข้างที่มีอาการปวด
โดยวางไว้ครั้งละประมาณ 20 นาที จากนั้นทิ้งไว้สักพัก ราวๆ ชั่วโมงครึ่ง

ก่อนที่จะเริ่มประคบเย็นอีกครั้ง นี่จะช่วยให้อาการบาดเจ็บนั้นลดลงมา
รวมถึงอาการบวมที่จะทุเลาลงด้วย

สำหรับใครที่ปวดมากจนรู้สึกทรมานใจ
สามารถไปหาซื้อยาแก้ปวดมาทานได้เช่นกัน โดยให้ปรึกษาเภสัชกรก่อน
เพื่อให้มั่นใจว่าได้ตัวยาที่ถูกต้อง จากนั้นเมื่ออาการเริ่มดีขึ้นมาแล้ว
ให้บริหารข้อเท้าเบาๆ ไปเรื่อยๆ พยายามให้ข้อเท้าได้ขยับมากขึ้น
แต่ถ้าหากว่าเกิดอาการปวดขึ้นมาระหว่างบริหารก็ให้หยุดทันทีเพื่อความปลอดภัย

นี่คือแนวทางการดูแลแก้ไขในเบื้องต้นที่จะช่วยให้อาการปวดข้อเท้าดีขึ้น
แต่ถ้าหากว่าพยายามดูแล้วยังไม่ดีขึ้น วิธีที่ดีที่สุดก็คือการไปพบแพทย์
อย่าได้ชะล่าใจปล่อยให้หายเอง
เพราะบางครั้งอาจจะมีอาการที่เลวร้ายแทรกซ้อนอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้…

การเคารพสิทธิของผู้อื่นคือค่านิยมในสังคมไทย

อย่างแรกคือเวลาที่คนไทยขับรถเมื่อไรก็ตามที่อยู่หลังพวงมาลัยแม้แต่น้ำเสียงเล็กๆน้อยๆที่มีให้กันก็ดูกลายเป็นของหายาก
และนั้นก็ทำให้ท้องถนนในเมืองไทยกลายเป็นหนึ่งในสถานที่อันตรายอันดับต้นๆของโลกไปเลย
อย่างที่สองคือเวลาที่นักฟุตบอลไทยลีกอยู่ในสนามผู้ตัดสินกลายเป็นเป้าหมายหลักของผู้เล่นจะใช้พฤติกรรมก้าวร้าวใส่และควา
มเคารพที่มีต่อกันก็ถูกโยนทิ้งใปนอกหน้าต่าง โอเค
แม้ว่าสองเรื่องนี้จะไม่เหมือนกันซะทีเดียวเพราะเวลานักบอลตะโกนใส่กรรมการมันก็ไม่น่าจะมีใครตาย
แม้ว่าผู้ตัดสินบางคนอาจจะมีความรู้สึกกลัวตัวตายกันบางถ้าเกิดต้องเจอแฟนบอลไล่ล่าตัวหลังจบเกมฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีอารม
ณ์ร่วมสูงเราจึงเข้าใจได้ว่าทำไมนักฟุตบอลที่ไทยบางทีถึงน็อตหลุดกับคำตัดสินที่ส่วนใหญ่ต่ำกว่ามาตราฐาน
โชคร้ายมันอยู่ตรงที่ว่าบางทีมาตรฐานของการตัดสินมันก็ไม่ใช่ประเด็นเสมอไป
เพราะดูเหมือนว่าตอนนี้ผู้เล่นจะเริ่มมีนิสัยประท้วงทุกๆคำตัดสินและก้พากันมาตามตอแยสิงห์เชิ๊ตดำด้วยอารมร์ที่คุกรุ่นบางทีม
หรือผุ้เล่นสโมสรดูแย่ไปกว่านั้นตอนที่กรูกันไปประท้วงกรรมการด้วยอารมณ์โกรธใครมาเกรี้ยวกราดเวลาเสียผลประโยชน์ทั้งเ
วลาเสียจุดโทษหรือได้ใบเหลืองและใบแดง
พฤติกรรมแย่ๆแบบนี้กำลังจะกลายเป็นความเคยชินและดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีใครพูดถึงปัญหานี้กันสักเท่าไหร่บ่อยครั้งที่สิงห์เ
ชิ๊ตดำก็ดูไม่อยากจะให้ใบเหลืองกับผู้เล่นที่เถียงผู้ตัดสินจนเกินพอดีแต่ถ้าไม่ทำแบบนั้นมันก็จะเป็นการสร้างความไม่พอใจให้กั
บผู้เล่นที่โดนจดชื่อด้วยข้อหาที่เบากว่านั้น
ทางออกสำหรับปัญหาคือผู้ตัดสินต้องหนักแน่นมากกว่านี้และสมฒสรก็ต้องพยายามลดพฤติกรรมแบบนี้ออกไปจากผู้เล่นในสัง
กัดของเขา
ฟุตบอลไทยในตอนนี้ยังมีโอกาสของเปลี่ยนพฤติกรรมของผุ้เล่นก่อนที่มันจะสายเกินไปมีหลายเกมมากเกิดนไปที่การขาดวินัยส่
งผลกับเกมโดยตรง ความเต็มใจที่จะร่วมกันเปลี่ยนแปลงทั้งจากสโมสร ผู้เล่น และ
กรรมการคือสิ่งจำเป็นเพื่อหยุดไม่ให้ปัญหาให้แย่ไปกว่านี้…

เทคนิคการบำรุงสมองง่ายๆที่ทำได้ประจำวัน

สมองของคนเราเป็นอวัยวะที่ถูกใช้งานหนักอย่างมากในแต่ละวัน
เป็นศูนย์กลางในการสื่อสาร ควบคุมการทำงานส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ในแต่ละวัน เราจะต้องเผชิญกับปัญหาการใช้ชีวิต
การตัดสินใจความคิดต่าง ๆ
ที่จะต้องใช้สมองเป็นหลักเกณฑ์ในการทำงาน
โดยเฉพาะคนที่อยู่ในวัยทำงานที่จะต้องแบกรับความรับผิดชอบต่าง ๆ
ความคิด
การใช้งานสมองที่หนักตลอดตั้งแต่ช่วงเช้าไปจนถึงตอนเลิกงาน
และบางครั้งยังต้องกลับมาทำงานที่บ้านต่ออีกในตอนกลางคืน
ส่งผลให้บางครั้งปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ก็จะตามมา
ไม่ว่าจะเป็นอาการเหนื่อยล้าหรืออะไรต่างๆ
วันนี้เรามีเทคนิคการบำรุงสมองง่ายๆ ที่ทำได้ประจำวัน
1.การดื่มน้ำมากๆ
วิธีง่ายๆที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป นั่นคือการดื่มน้ำนี่เอง
เพราะน้ำจะช่วยฟื้นฟูและดูแลระบบสมอง เนื่องจากกว่า 80
เปอร์เซ็นต์ของสมองคนเราเต็มไปด้วยน้ำเป็นส่วนประกอบ
ควรจิบน้ำบ่อย ๆ ระหว่างวันเรื่อย ๆ
ยิ่งโดยเฉพาะการทำงานในห้องแอร์ที่มีอุณหภูมิต่ำและเย็นนั่นร่างกายข
องเราอาจจะเกิดการสูญเสียน้ำได้
เพื่อที่จะเพิ่มความปลอดโปร่งให้สมอง สดใส
และสามารถทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น
แต่ทั้งนี้ควรดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำตามอุณหภูมิห้องที่สามารถเข้าไปหล่อเลี้ยง
ระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างรวดเร็วมากกว่าน้ำเย็น
2.ไม่ลืมทานอาหารเช้าเสมอ
อาหารเช้าคืออาหารมื้อสำคัญที่สุด แต่หลายคนมักจะหลงลืม
หรือยุ่งจนมีเวลาจนลืมทานอาหารมื้อนี้
เพราะการไม่ทานอาหารเช้านั้นส่งผลเสียอย่างมากกับร่างกาย

เนื่องจากจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารและน้ำตาล
ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่มีสติและสมาธิ
สมองไม่แล่น ตอบสนองช้า ดังนั้นควรที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่
3.หัวเราะบ่อยๆ
พูดแล้วคงไม่มีใครอยากจะเชื่อ
ว่าการหัวเราะนั้นจะเกี่ยวอะไรกับการบำรุงสมอง
แต่จริงๆแล้วการมีอารมณ์ขัน หัวเราะเฮฮา และยิ้มบ่อย ๆ
อาจจะหาหนังสือการ์ตูนมาไว้อ่านเล่น การดูหนังตลก
การคุยกับเพื่อนร่วมงานในเรื่องดี ๆ มีเสียงหัวเราะ การหัวเราะ ยิ้ม
และมีความอารมณ์ขันอยู่เป็นประจำจะช่วยเพิ่มความสุขในการทำงาน
มีพลังงานความคิดเชิงบวก ลดความเครียด
และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.ฟังเพลงเบาๆ
การเลือกฟังเพลงเบาๆ แนวคลาสสิค
นั้นก็มีส่วนช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เพราะเสียงเพลงนั้นจะช่วยกระตุ้นเรื่องความจำและเพิ่มประสิทธิภาพใน
การทำงานของสมอง ลองเปิดเพลงคลาสสิคหรือแจ๊สฟังเบา ๆ ก่อนนอน
ตอนเช้าก่อนไปทำงาน หรือระหว่างในช่วงที่ทำงานสัก 20-30 นาที
รับรองเลยว่าคุณจะรู้สึกสงบ
ผ่อนคลายสามารถทำงานและคิดงานได้ดีมากยิ่งขึ้น
5.ไม่นอนดึก
การนอนดึกนั้นส่งผลเสียอย่างมากมายกับร่างกาย
เพราะฉะนั้นการพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง
เพื่อที่จะให้ระบบร่างกายและสมองสามารถที่จะทำงานได้อย่างเต็มที่และ
มีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น
โดยการนอนหลับพักผ่อนนั้นควรที่จะนอนในสถานที่เงียบ
ไม่มีเสียงรบกวนเพื่อที่จะเพิ่มความเต็มอิ่ม…

3 วิธีกำจัดไขมันทรานส์จากร่างกาย

แน่นอนว่าสำหรับไขมันทรานส์อันตราย เป็นภัยต่อสุขภาพ และหากอยากกำจัดไขมันทรานส์จากร่างกาย
เราก็ทำได้ด้วยวิธีที่ไม่ยากจนเกินไป
ไขมันทรานส์ คืออะไร
ทำไมเราต้องหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์หลายคนคงได้ทราบถึงอันตรายจากไขมันทรานส์กันไปแล้ว
แต่นอกจากวิธีหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์แล้ว เราก็สามารถกำจัดไขมันทรานส์ออกจากร่างกายได้เหมือนกันนะคะ
เพราะแม้ไขมันทรานส์จะเป็นไขมันวายร้ายที่หากเรากินเข้าไปไขมันทรานส์จะไปเพิ่มไขมันชนิดเลวในร่างกาย
เพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์ อีกทั้งยังบังอาจไปลดระดับไขมันดี (HDL) แต่ทั้งนี้เราก็สามารถกลับตัวกลับใจ
ลดไขมันทรานส์ และเพิ่มไขมันดีในร่างกายด้วยวิธีดังต่อไป

1. หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ก่อน
หากต้องการจะกำจัดไขมันทรานส์ที่เรากินเข้าไปแล้วจุดเริ่มต้นที่ควรทำคือลดพฤติกรรมรับไขมันทรานส์เข้าร่างกายก่
อนค่ะ เพื่อให้ระดับไขมันทรานส์ที่สะสมไม่เพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง ซึ่งวิธีหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ก็สามารถทำตามนี้ได้เลย

2. กินไขมันดีให้มากขึ้น
ในเมื่อไขมันดีในร่างกายถูกไขมันทรานส์ทำลายจนอาจจะเหลือปริมาณน้อยลง ดังนั้น Lisa Cohn นักโภชนาการจาก
miVIP Surgery Centers ก็แนะนำว่า เราควรรับประทานไขมันชนิดดีเข้าไปทดแทนจำนวนไขมันดีที่ถูกทำลาย
เพื่อให้ร่างกายได้นำไขมันดีไปใช้ในกระบวนการทำงานต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พูดง่าย ๆ
ก็คือเลือกกินอาหารที่มีไขมันดีอย่างไขมันจากปลา ธัญพืช ไขมันอิ่มตัวเชิงเดี่ยวจากน้ำมันมะกอกสกัดเย็น
น้ำมันทานตะวัน น้ำมันรำข้าว แทนไขมันจากเนย มาการีน หรือไขมันจากเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง
3. อาหารต้านอนุมูลอิสระสูงก็ไม่ควรพลาด
Lisa Cohn นักโภชนาการจาก miVIP Surgery Centers ยังแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง
เพื่อให้คุณสมบัติของสารต้านอนุมูลอิสระเข้าไปลดอัตราเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบในเซลล์ต่าง ๆ
ที่เกิดจากอันตรายของไขมันทรานส์และเพื่อให้สารต้านอนุมูลอิสระช่วยฟื้นฟูเซลล์ที่ถูกทำลายให้กลับมามีความแข็งแ
รงขึ้นด้วย
ทั้งนี้อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงก็เช่น ผักใบเขียว อย่างคะน้า ปวยเล้ง ผักโขม ผัก-ผลไม้ที่มีสีเหลือง ม่วง แดง
ส้ม อย่างฟักทอง ข้าวโพด มันเทศ มันม่วง พริกหวานสีแดง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี เป็นต้น…

การดื่มน้ำอุ่นนั้นมีประโยชน์อย่างไร

หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า
การดื่มน้ำอุ่นนั้นช่วยให้สุขภาพดีกว่าการดื่มน้ำเย็น
ซึ่งก็มีงานวิจัยออกมามากมาย ว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ
ซึ่งการดื่มน้ำอุ่นก่อนนอนที่มีสรรพคุณและประโยชน์มากมาย
ซึ่งน้ำอุ่นที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่นี้ คือ
น้ำอุ่นที่มีปริมาณความร้อนที่พอเหมาะ ไม่ร้อนจัดและเย็นจนเกินไป
หรือน้ำที่อยู่ในอุณหภูมินั่นเอง

ซึ่งการดื่มน้ำอุ่นธรรมดาเพียงเท่านี้มีความสามารถฟื้นฟูและดูแลสุขภาพ
เราได้อย่างมากมายเลย
ความอุ่นของน้ำที่จะเข้าไปกระตุ้นการไหลเวียนระบบของเลือดและออก
ซิเจนในร่างกาย ทำให้เรามีสุขภาพที่ดีแข็งแรง
วันนี้เราไปดูกันว่าการดื่มน้ำอุ่นนั้นมีประโยชน์อะไรบ้าง
1.ช่วยในเรื่องของระบบเผาผลาญ
อันดับแรกไม่ว่าจะดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำเย็นและน้ำปกติ
นั้นย่อมที่จะช่วยในเรื่องของการทำงานระบบเผาผลาญในร่างกายดีขึ้น
ซึ่งการดื่มน้ำอุ่นนั้นสามารถช่วยส่งผลดีต่อระบบกระเพาะอาการ
ลดแก๊สใสกระเพาะ
ทั้งยังกระตุ้นระบบขับถ่ายและลำไส้ของเราให้ทำงานเป็นปกติอีกด้วย
สำหรับใครที่เป็นคนที่ชอบมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย ท้องผูกอยู่บ่อยๆ
นั้นจะช่วยได้มากเลยทีเดียว
2.ขจัดล้างสารพิษในร่างกาย

สำหรับการดื่มน้ำอุ่นนั้นยังช่วยในเรื่องของการช่วยชำระล้างสารพิษแล
ะของเสียต่าง ๆ ที่อยู่ภายในร่างกายของเราตามอวัยวะสำคัญต่าง ๆ
ให้ออกมาในรูปแบบของเสีย อย่างเช่น ปัสสาวะ ขี้มูก ขี้ไคล
หรืออุจจาระเป็นต้น ส่งผลให้ร่างกายเรารู้สึงโล่ง ผ่อนคลาย
ผิวพรรณและดวงตาที่สดใส ไม่มีกลิ่นตัวหรือกลิ่นปาก

3.ลดน้ำหนัก
อันนี้จะคล้ายกับข้อหนึ่ง
เพราะนอกจากจะช่วยในเรื่องของระบบเผาผลาญแล้ว
การดื่มน้ำอุ่นเป็นตัวช่วยลดการสะสมของไขมันส่วนเกิน
ช่วยเผาผลาญพลังงานให้แก่ร่างกายมากถึง 30 เปอร์เซ็น
ทำให้เราสามารถที่จะควบคุมน้ำหนักได้ดีมากยิ่งขึ้น
แต่ทั้งนี้เราควรออกกำลังกายและควบคุมอาหารเพิ่มขึ้นด้วย
เพราะจะทำให้ได้ผลมากขึ้น
4.ลดอาการปวดประจำเดือน
สำหรับผู้หญิงมักจะเจอปัญหาอาการปวดประจำเดือน
ซึ่งเป็นของคู่กันอยู่แล้ว ซึ่งอาการเหล่านี้จะทำให้รู้สึกปวดท้อง
เหนื่อยล้า ไม่มีแรง
การดื่มน้ำอุ่นสามารถที่จะเข้าไปช่วยคลายการรัดตัวของกล้ามเนื้อ
และกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตภายในร่างกายให้ทำงานได้ดีมากขึ้น
ส่งผลให้ลดอาการปวดกล้ามเนื้อ
ปวดท้องและผ่อนคลายสดใสมากขึ้นนั่นเอง
5.สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายและบำรุงสมอง
การดื่มน้ำอุ่นทุกวัน
จะเป็นการช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่ร่างกาย ทำให้เราป่วยยาก
และแข็งแรงมากขึ้น
เนื่องจากน้ำอุ่นจะช่วยชำระล้างเชื้อโรคและแบคทีเรียภายในร่างกายที่เ
กิดจากมลภาวะต่างๆ
นอกจากนี้ยังช่วยในการบำรุงสมองเพราะน้ำอุ่นจะเข้าไปช่วยกระตุ้นกา
รไหลเวียนของเลือดภายในร่างกายให้ส่งออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้
ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกายรวมไปถึงระบบสมอง
ส่งผลให้เรารู้สึกผ่อนคลาย สดชื่น ลดความตึงเครียด ไม่เหนื่อยล้า…

ความงาม_การเลือกซื้อเครื่องสําอาง

หากพูดถึงเครื่องสำรองนั้นเป็นอะไรที่คู่กับบรรดาคุณผู้หญิงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในประเภทครีมทาผิว, ครีมบำรุง, ครีมกันแดด
หรือจะเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งในปัจจุบันมีออกมาขายหลากหลายยี่ห้อมากมาย
เรียกได้ว่าแทบจะเลือกกันไม่ถูกเลยจริงๆ เนื่องจากกลุ่มคนทุกเพศทุกวัยมักจะนิยมใช้เครื่องสำอางอยู่แล้ว
แต่รู้หรือไม่การที่มีหลายบริษัทนั้นผลิตออกมามากมายนั้นใช่ว่าจะดีทั้งหมด
เพราะบางอย่างจะไม่ได้ปลอดภัยต่อสุขภาพผิวของเรา ซึ่งตรงนี้โดนกันมาเยอะแล้ว
วันนี้เรามีเทคนิคที่น่าสนใจสำหรับการเลือกซื้อเครื่องสำอางมาแนะนำกันว่าควรคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง
อันดับแรกลองดูรีวิวก่อน ก่อนที่จะซื้อเครื่องสำอางวิธีง่ายๆ คือการหาดูรีวิวของผลิตภัณฑ์ยี่ห้อนั้นๆก่อน
ไม่ว่าจะเป็นแหล่งขายสินค้า, รีวิวจากผู้ใช้จริง ซึ่งตรงนี้ผู้ที่เคยใช้จริงก็จะมีคำแนะนำที่ดีให้กับเรา
โดยวิธีจะทำให้เรารู้สึกปลอดภัยและมั่นใจในการซื้อเครื่องสำอางมากขึ้น และ ควรทดสอบเครื่องสำอางก่อน
การทดสอบเครื่องสำอางถือเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะจะทำให้เราได้ลองผิดลองถูก
ซึ่งแน่นอนว่ามีหลายผลิตภัณฑ์ที่ออกมาหลากหลาย
ใช่ว่าทั้งหมดนั้นจะเหมาะสมกับผิวของคุณ บางคนถึงขั้นกับแพ้เครื่องสำอางที่ซื้อมาก่อนที่จะทดลอง
ทำให้อาจจะเสียเงินไปแบบฟรีๆ แล้วยังมาเสียค่ารักษาอาการแพ้ที่เกิดขึ้นอีก
ซึ่งวิธีทดสอบว่าเราแพ้เครื่องสำอางยี่ห้อนี้หรือไม่ให้นำมาป้ายลงบริเวณเนื้ออ่อน เช่นใต้แขน, หลังใบหู และให้รอประมาณ 20
นาทีเพื่อดูปฏิกิริยาที่จะเกิดขึ้นกับผิวของเรา ซึ่งหากว่าท่านมีอากาศแพ้ จะเกิดเป็นผื่น, รอยแดงมีอาการคันและระคายเคือง
ควรตรวจสอบก่อนว่าเครื่องสำอางมีเครื่องหมายรับรองหรือไม่ อย่างที่บอกไปว่าปัจจุบันเครื่องสำอางต่างๆ
นั้นถูกผลิตออกมามากมาย บางทีอาจจะมีของปลอมที่ทำเลียนแบบ ดังนั้นเราควรที่จะตรวจสอบให้ชัดเจน
ก่อนจะซื้อควรจะดูเครื่องหมาย อย. บนฉลากซะก่อนว่าได้รับการรับรองหรือไม่
ซึ่งหากเป็นเครื่องสำอางไม่ไม่ผ่านการทดสอบจาก อย. นั้นหมายความว่าท่านอาจจะเจอของเถื่อน
ที่อาจจะมีส่วนผสมที่เป็นอันตรายต่อผิวกายของคุณและแน่นอนว่ามันไม่คุ้มเลย เงินก็เสียหน้าก็พังอีก…

5 วิธีดูแลผิวในช่วงฤดูฝน เพื่อผิวสวยตลอดหน้าฝน

หน้าฝน ถือว่าเป็นฤดูที่ชอบของใครหลายๆคน สาว ๆ
บางคนอาจรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องดูแลผิวพรรณเพราะไม่ต้องออกไปเจอแ
ดด แต่รู้หรือไม่ว่ามีหลายสิ่งที่ทำร้ายผิวของเราโดยไม่รุ้ตัว ทั้ง น้ำฝน
ซึ่งมีฝุ่นละออง สารเคมี รวมถึงเชื้อโรคและสิ่งสกปรกมากมาย
ทำให้ผิวของเราดูหมองหม่นได้เสมอ
วันนี้เราจึงมีวิธดูแลผิวในช่วงหน้าฝนมาฝากกันค่ะไปดูพร้อมกันเลยยย!!
1.ทำความสะอาดร่างกายทุกครั้งหลังเจอฝน
น้ำฝนที่ตกลงมาทุกวันนี้ล่วนแล้วมีแต่สิ่งที่สกปรกปนเปื้ยนไปด้วนสารเค
มี ซึ่งเป็นตัวร้ายที่ทำให้ผิวของเราดูหมองคล้ำ
ดังนั้นเราควรอาบน้ำให้สะอาดทุกครั้งเมื่อโดนน้ำฝน
เพื่อชำระล้างสิ่งปรกออกจาผิวหนัง
2.ใช้คลีนซิ่งทำความสะอาดผิว
ในฤดูฝนเป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้ผิวมันและหมอง
และยังเป็นตัวการที่ทำให้เกิดสิวอุดตันได้ง่ายอีกด้วย

ดังนั้นควนใช้คลียซิ่งทำความสะอาดผิวหน้าทุกครั้งก่อนล้างหน้า
เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกที่หลงเหลือ
3.มาสก์หน้าสัปดาห์ละครั้ง
อากาศชื้น ๆ ทำให้ผิวเกิดการอุดตันได้ง่ายจากคราบเครื่องสำอาง
ดังนั้นการมาสก์หน้า อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
เป็นการขจัดสิ่งอุดตันให้หลุดออกไป
4.นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
ควรนอนหลับอย่างน้อยวะนละ 8- 10
ชั่วโมงเพื่อให้ผิวพรรณได้รับการซ่อมแซมและฟื้นฟูอย่างเต็มที่
เป็นการดูแลความงามจากภายนอกสู่ภายใน
5.รับประทานผักและผลไม้ที่มีประโยชน์
การรับประทานผักและผลไม่ที่มีวิตามิน
จะช่วยให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล สดใส
เพราะวิตามินจากผลไม้นี้และดีที่สุด อย่าลืมรับประทานอาหารให้ครบ 5
หมู่…

การมีเล็บสุขภาพดี

เล็บถือเป็นส่วนเล็กๆ ในร่างกายที่ไม่ควรละเลย โดยเฉพาะสาวๆ ที่ทำชอบทำเล็บและโดนสารเคมีกันอยู่เป็นประจำ
ทั้งนี้เล็บที่มีสุขภาพดีจะต้องผิวเรียบ ไม่ขรุขระ หนาและแข็งกำลังพอดี แต่หากเล็บไม่ดีอย่างที่บอกแล้ว
แปรว่าสุขภาพของคุณอาจไม่ดีอยู่ก็เป็นได้
การดูแลเล็บ
1.หลีกเลี่ยงน้ำยาทาเล็บ
2.หลีกเลียงสารเคมี
3.หลีกเลี่ยงการแช่น้ำเป็นเวลานาน
การสังเกตุเล็บ
1. เล็บไม่มีสี เล็บเปลี่ยนสีหรือไม่มีสีเกิดจากหลายสาเหตุ เช่นการติดเชื้อ, การขาดสารอาหาร
หรือมีปัญหาเรื่องระบบภายใน ถ้าหากเป็นคนชอบทาเล็บ สีเล็บก็จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองได้ง่าย
2.เล็บเปราะ สังเกตได้จากเล็บมีรอยยาวๆและเนื้อเล็บฉีกขาดง่าย
เล็บลักษณะนี้ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นโรคไทรอยด์ร,เกิดอาการติด เชื้อ
อีกสาเหตุอาจเป็นเพราะโรคผิวหนังไลเคนพลานัส
3.ปลายเล็บงอนหรือมีลักษณะเหมือนช้อน อาการนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โรคไทรอยด์ โรคหัวใจ
ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก มักเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง หรือพิษสุราเรื้อรัง หรือโรคเกี่ยวกับข้อ
4.เล็บมีจุดๆสีขาวคล้ายหินปูน ถ้าเล็บของคุณมีลักษณะแบบนี้ ไม่ต้องกังวลไป เพราะอาจเกิดจากพันธุกรรม
อย่างไรก็ตามอาจมีอาการโรคไขข้ออักเสบ, โรคสะเก็ดเงิน, ผิวหนังอักเสบ รวมไปถึงศีรษะล้าน
เป็นลักษณะที่เล็บเป็นหลุมๆ ขนาดเล็กๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก
ซึ่งอาจเชื่อมโยงอาการเช่นนี้ได้กับโรคทางผิวหนังได้เช่นกัน
เล็บสุขภาพดี
1.เล็บสีชมพู
2.เล็บเงางาม
3เล็บไม่ฉีก หักง่าย…

4 'แป้งฝุ่นคุมมัน'หน้าเนียนผ่อง ไม่วอก ไม่ลอย ต้องลอง !

ด้วยสภาพอากาศบ้านเราที่ร้อนแสนจะร้อนลละอุ
สำหรับสาวๆที่หน้ามันคงจะหยุดหวิดไม่ใช้น้อย
ไม่ว่าจะแต่งหน้าแน่นแค่ไหนก็เหยิม จะทาอะไรก็เอาไม่ยู่
แถมยังเหนียวเหนิอหนะ หนาเป็นคราบอีกต่างหาก
อย่างเพิ่งกังวลใจไปค่ะ เพราะวันนี้เรามี 4 แป้งที่คุมมันที่ราคาไม่แพง
หาซื้อง่าย จะมีตัวไหนบ้างไปดูพร้อมๆกันเลย!

1. POND'S Magic Powder Oil & Blemish Control

แป้งฝุ่นพอนด์ส
ตัวนี้เป็นสูตรใหม่เนื้อแป้งเป็นสีฟ้าเนื้อละเอียดที่ช่วยคุมความมันได้ระดับ
หนึ่ง ปกปิดความหมองคล้ำ เผยผิวสดใสขาวนวลอย่างเป็นธรรมชาติ
ไม่เป็นมันละหว่างวัน พร้อมประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากรังสี
UVA และ UVB อีกด้วย

2. Natriv BB Oil Control Powder

ตัวนี้เป็นแป้งฝุ่นสีเนื้อ มีชิมเมอร์วิ้งค์ๆ
เนื้อแป้งเนียนละเอียดบางเบาเกลี่ยง่าย ทาแล้วหน้าไม่วอก คุมมันดี
ใช้ทาเซตรองพื้นได้ หน้าไม่วอกไม่ลอยระหว่างวัน
พร้อมปกปิดผิวจากรังสี UV ในแสงแดด

3. BIO Natural Oil Absorbing Face Powder

แป้งฝุ่นควบคุมความมันสูตรอ่อนโยนต่อผิว
เนื้อแป้งสีขาวนวลเนียนเป็นธรรมชาติ
ทำให้ผิวหน้าสะอาดไม่แห้งกร้าน ช่วยลดปัญหาสิว
ซึบซับความมันส่วนเกินได้หมดจด ไม่อุดตันรูขุมขนไม่ผสมน้ำหอม
สามารถใช้ได้ทุกวัน

4.แป้งฝุ่นเดอลีฟ ทานาคา

เนื้อแป้งละเอียดดี
มีส่วนผสมจากต้นทานาคานำมาซึ่งกลิ่นหอมอันสดชื่น

ปรับสภาพให้ผิวของคุณดูกระจ่างใส ขาวเนียนนุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ
ช่วยปกปิดรอยจุดด่างดำและความหมองคล้ำของผิว…

สูตรมาร์คหน้าด้วยเบียร์เคล็ดลับหน้าใส หน้าเด้งดึง

สำหรับคนที่ต้องการให้หน้าอ่อนนุ่ม สวยใสยากหน้าเด็ก
ดูอ่อนเยาวน์ขอแนะนำเคล็ดลับการมาร์คหน้าด้วยเบียร์ หรือ ฟองเบียร์
อีกหนึ่งเคล็ดลับความงามที่อยากบอกต่อ วันนี้เราจะพาคุณไปดู
มาส์กหน้าเด้งด้วย เบียร์ จะมีวิธีไหนบ้างไปดูกันเลยจ้า !
สูตรที่ 1 เบียร์ + น้ำ + ผึ้ง +ไข่ไก่
นำส่วนผสมมาผสมหรือปั่นร่วมกัน จนเป็นเนื้อครีมเนียนละเอียด
หลังจากนั้นก็นำเอามาร์คที่ได้มาพอกให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 30
นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด สูตรนี้ถ้าอยากเห็นผลชัดเจน
ขอแนะนำว่าควรทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งใบหน้าดูสดใส เต่งตึง
หน้าเด้งดึ๋งๆ เหมือนกับผิวเด็ก
สูตรที่ 2 เบียร์ + สตอเบอรี่
นำเบียร์จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ไปปั่นให้เข้ากันกับสตรอว์เบอร์รีจำนวน 3
ลูกให้เป็นเนื้อครีมนำมาพอกให้ทั่วใบหน้า ใช้มือนวดและขัดสครับเบาๆ
ในลักษณะเป็นวงกลม จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที
แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด สูตรนี้แนะนำให้ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
หน้าใส่ดูเปล่งปลั่ง
สูตรที่ 3 เบียร์ + ไข่ขาว + น้ำมะนาว
นำเบียร์จำนวน 1/2 ถ้วย ไปผสมกับไข่ขาว 1 ฟอง และน้ำมะนาว 2
ช้อนชา
ไปผสมให้เป็นเนื้อเดียวกันนำมาทาให้ทั่วไปหน้าพอกๆนวดๆประมาณ 5
นาทีแล้วทิ้งเอาไว้ 5 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น
และตามด้วยน้ำเย็นอีกรอบ สูตรนี้แนะนำให้ทำสัปดาห์ละ
1ใบหน้าของคุณสาวๆจะดูสดใส เต่งตึง เด้งขาวผอง
สูตรที่ 4 เบียร์ + น้ำมันมะกอก +โยเกิร์ตรสธรรมชาติ +ไข่ขาว+
น้ำมะนาว
นำเอาส่วนผสมทั้งหมดปั่นให้เป็นเนื้อเดียวกัน
หลังจากนั้นนำมาพอกที่หน้าไว้ประมาณ 5 นาที
แล้วจึงค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด ซับหน้าให้แก้ง
ทำซ้ำตอนเย็นอีกรอบ รับรองผิวหน้านุ่มขาวอย่างแน่นอน…