Menu

หมวดหมู่: สุขภาพ

5 อาหาร ที่เสี่ยงต่อการเป็น “โรคมะเร็ง”

1. อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารทอด หรือมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบ
แม้มันฝรั่งแผ่นทอดกรอบหรือ อาหารฟาสต์ฟู้ดอื่น ๆ
อาหารกลุ่มนี้ก็อาจทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งเนื่องจากในมันฝรั่งทอดและอาหารฟาสต์ฟู้ดจะมีไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์
และเกลือโซเดียมสูง ทานมาก ๆนอกจากจะทำให้อ้วนแล้วยังเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงอีกต่างหาก
แถมในระหว่างทอดในอุณหภูมิสูง ๆ ยังเกิดสารก่อมะเร็งอะคริลาไมด์ (Acrylamide)
ที่มาจากน้ำมันที่เติมไฮโดรเจน ซึ่งถ้าบริโภคมาก ๆทำให้เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งระบบทางเดินอาหาร หรือถ้าสูดดมเข้าไปมาก ๆ
ในระหว่างที่ทำอาหารก็เสี่ยงเป็นมะเร็งปอด และยังทำลายระบบประสาทด้วย

2. เนื้อแดง เนื้อแปรรูป
เนื้อแดง และเนื้อแปรรูป เช่น แฮม ฮอตดอก ไส้กรอก กุนเชียง เบคอน
มักจะมีดินประสิวเป็นส่วนประกอบ เพื่อถนอมเนื้อสัตว์ให้ดูน่ากิน คงสภาพเดิม
ช่วยยับยั้งแบคทีเรียและกันบูด แต่สารพวกนี้ก็ถือเป็นสารก่อมะเร็งนอกจากนี้ในเนื้อสัตว์ยังมีไขมันอิ่มตัวอยู่มาก
เมื่อนำไปปรุงในอุณหภูมิที่ร้อนจัดสามารถทำให้เกิดสารก่อมะเร็งเอชซีเอ
(Heterocyclic Amine – HCA) ซึ่งทำให้เป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

3. อาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อรา ยาฆ่าแมลง และสารพิษ
อาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อรา โดยเฉพาะในเมล็ดธัญพืช
อย่างเช่นถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม หอม และอาหารที่เก็บไว้นานเกินไปอย่างนมหรือขนมปัง
เนื่องจากในอาหารประเภทนี้จะมีการปนเปื้อนของเชื้อราแอสเปอจิลลัส ฟลาวัสซึ่งผลิตสารสารอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) ที่เป็นอันตรายสูง
เมื่อรับประทานจำนวนมาก จะไปสะสมที่ตับ ทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งตับได้เลย
ที่สำคัญ สารพิษตัวนี้ทนความร้อนสูงถึง 260 องศาเซลเซียส
ในขณะที่ความร้อนในการทำอาหารของเราอยู่ที่ 100 องศาเซลเซียสเท่านั้น
ดังนั้นความร้อนจากการทำอาหารจึงไม่สามารถทำลายสารอะฟลาท็อกซินได้

4. อาหารเค็ม ดอง ปิ้ง ย่าง รมควัน
การบริโภคอาหารที่ใส่เกลือหรือดองด้วยเกลือในปริมาณมาก
เพื่อให้มีรสชาติเค็ม นอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงแล้ว
ยังเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งหลอดอาหาร
นอกจากนี้จากการวิจัยและทดลองจากสัตว์ของ ดร.สตีเฟน ทอมป์สัน
สถาบันวิจัยมะเร็งแห่งอเมริกา ยังพบว่าเกลือเป็นสารโซเดียมคลอไรด์
ที่ถ้าร่างกายได้รับมากเกินไป
ยังสามารถไปกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งในลำไส้ใหญ่โตได้ไวขึ้น
ส่วนอันตรายจากการปิ้ง ย่าง
และรมควันนั้นมาจากการทำอาหารที่ต้องใช้ความร้อนสูงจนก่อให้เกิดสารอะคริลา
ไมด์ (Acrylamide) และอาจเกิดสารไพโรไลเซต (Pyrolysates) จากการไหม้ของเนื้อสัตว์
ซึ่งสารตัวนี้ร้ายแรงกว่าสารอะฟลาท็อกซิน 6-100 เท่า อาจทำให้เราเป็นมะเร็งได้
และหากอาหารที่นำมาปิ้ง ย่าง รมควัน เป็นอาหารทะเล
ก็สามารถทำให้ได้รับสารไนโตรซามีน (nitrosamines) ที่เป็นสารก่อมะเร็งตับและมะเร็งหลอดอาหารเพิ่มอีกด้วย
นอกจากนี้การปิ้งย่างยังมาจากสารพีเอเอช (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon -PAH)
ซึ่งมาจากน้ำของการเผาไหม้ไขมันในเนื้อสัตว์หยดลงไปที่ถ่านจนเป็นควันพิษชนิดเดียวกับควันรถ
หรือควันบุหรี่ลอยขึ้นมาติดกับเนื้อสัตว์ที่เรากิน ซึ่งถ้าบริโภคมาก ๆ
อาจเกิดเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหารได้เช่นกันค่ะ
ทางที่ดีควรนำส่วนที่เป็นไขมันออกก่อนที่จะนำไปทำอาหาร
ใช้ไฟที่ไม่ร้อนจัดจนเกินไป และถ้าเป็นไปได้ควรเลือกใช้เตาไร้ควันจะดีที่สุด

5. อาหารที่ใช้ทิชชูซับน้ำมัน
กระดาษทิชชู มีสารไดออกซินเป็นส่วนประกอบ
ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง
หากนำมาใช้ซับอาหารก็ทำให้เราเสี่ยงเป็นมะเร็งได้มากขึ้น เพราะเนื้อเยื่อเล็ก ๆ
ของกระดาษทิชชูจะติดอยู่บนอาหารที่เราทานเข้าไปด้วย
นอกจากนี้ในกระบวนการผลิตทิชชูยังใช้สารโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH)
หรือโซดาไฟในการผลิต และใช้สารคลอรีนฟอกสี ดังนั้น
ซึ่งการนำทิชชูทั่วไปมาซับอาหารจึงสามารถทำให้เกิดมะเร็งรวมถึงโรคอันตรายอื่น ๆ ได้โดยที่เราไม่รู้ตัว…

เคล็ดลับ &ผมตรงสวย&โดยไม่ต้องง้อเครื่องหนีบผม

เมื่อสาวๆผมตรงปรารถนาที่จะมีผมตรงสวยแต่เรากไม่อยากใช้ความร้อนหรือเครื่องหนีบผมบ่อย
เพราะการใช้ความร้อนมากๆอาจจะทำให้ผมแห้งเสียได้ซึ่งมันเป็นอัตรายต่อผมอย่างมาก
ถ้าสาวๆคนไหนอยากให้เส้นผมของเราตรงสวยแบบเป็นธรรมชาติแล้ววันนี้เรามีเคล็ดลับมาบอกค่ะ พร้อมหรือยังไปดูกันเลย !

1.สูตรหมักผมเพื่อเส้นผมตรง + นำน้ำกะทิ 1 ถ้วย มาผสมกับ
น้ำมะนาว 2 – 3 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันนำไปแช่เย็นไว้ข้ามคืน
จะเห็นได้ว่า ส่วนผสมจะแยกตัวเป็น 2 ชั่น ใช้ชั้นแรก
มาชโลมให้ทั่วศีรษะ คลุมด้วยหมวกคลุมผมอาบน้ำ หมักทิ้งไว้
ครึ่งชั่วโมง ล้างออกด้วยน้ำสะอาดแล้วสระผมตามปกติ
สูตรนี้จะช่วยทำให้ผมตรงอย่างเป้นธรรมชาติ

2.ไม่มัดผมแน่นเกินไป +
หากสาวอยากมีผมที่เรียบตรงก็ควรปล่อยให้เส้นผมได้เหยียดตรงเป็นธรรมชาติ
เพราะการมัดผมแน่นๆจะทำให้เส้นผมเป็นรอย หัก งอ
ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น หมัดหลวมๆหรือพอประมาณไม่แน่เกินไปจะดีกว่า

3.ก่อนสระผมต้องบำรุง + ก่อนสะผม สาวๆนำน้ำมันมะกอก หรือ
น้ำมันมะพร้าว ชโลมให้ทั่วเส้นผมจากนั้น ทิ้งไว้สัก 5-10นาที
แล้วจึงสะผมตามปกติ จะรู้สึกได้ทันทีเลยว่าเส้นผมนุ่มลื่นมากขึ้น ไม่แห้ง
และ ไม่ชี้ฟู ผมเรียบตรง

4.บำรุงผมหลังสระ + เคล็บลับสุดท้ายหลังจากสระผมเสร็จ
ลองหาเซรั่ม หรือ สเปรย์บำรุงเส้นผม มาบำรุงเส้นผมดู
ยิ่งเป็นสูตรเพื่อผมตรง
เฉพาะสามารถช่วยให้เส้นผมแลดูตรงสวยได้เท่านี้สาวๆก็จะมีผมที่สุขภาพดี ไม่แห้งฟู…

บร็อกโคลี่สุดยอดผัก กับ 5 ประโยชน์รู้แล้วต้องอึ้ง !

บร็อกโคลี่เป็นผักที่มีประโยชน์ มีคุณค่าทางอาหารสูงหลายคนอาจจะไม่ค่อยชอบกินเท่าไหร่ เพราะสีเขียวที่ค่อนข้างเข้ม ของผักชนิดนี้
แต่หากเราลองศึกษาถึงประโยชน์ของผักชนิดนี้ให้ละเอียดแล้วล่ะก็สามารถป้องกันอนุมูลอิสระที่เข้าไปทำลายเซลล์และทำลาย ดีเอ็นเอ
ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งได้ และไม่เพียงเท่านั้น ยังสามารถให้ประโยชน์มากมายต่อร่างกาย เช่น

1.บำรุงหัวใจบร็อคโคลีก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของพืชผักตระกูลครูซิฟเฟอแร
(Cruciferae) ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับกะหล่ำปลีเป็นอย่างมาก
แถมยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย
โดยเฉพาะสารอาหารที่สำคัญต่อหัวใจลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ
และหลอดเลือดสมอง

2.ช่วยในการบำรุงสายตา บร็อคโคลี่ช่วยบำรุงและรักษาสายตา
ป้องกันการเกิดต้อกระจก เนื่องจาก แคโรทีนอยด์ และ ลูทีน
ในบร็อคโคลีสามารถป้องกันหรือรักษาได้

3.ลดการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
การรับประทานบร็อคโคลี่จะช่วยป้องกันและลดการลุกลามของโรคมะเร็งกระเพาะ
ปัสสาวะ คนที่ชอบทานบร็อคโคลี่จะไม่เสี่ยงเป็นโรคกว่าคนไม่ทานถึง 40%เลยทีเดียว

4.ปกป้องผิวจากมะเร็งผิวหนัง
จากรายงานของวารสารวิชาการอเมริกันพบว่าน้ำคั้นผักบร็อกโคลี่
มีสรรพคุณป้องกันอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลตในแดดได้เหนือกว่าครีมกันแดด
พวกเขาแจ้งว่า มันมีสารซัลโฟราเฟน อันเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ
ซึ่งมีสรรพคุณป้องกันอาการเกรียมแดดและการเกิดเนื้อร้ายหรือมะเร็งผิวหนังนั้นเอง

5.ป้องกันการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม
บร็อคโคลีสามารถช่วยยับยั้งการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้ซึ่งกระบวนการทำงานของ
มันจะเน้นไปที่การช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่เป็นสาเหตุของโรคเข่าเสื่อม…

การป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบทำได้อย่างไรบ้าง

การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบกลายเป็นหนึ่งในโรคที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากมายที่สำคัญไปกว่านั้น
มันคือหนึ่งในภัยร้ายเงียบที่อาจทำให้เกิดการเสียชีวิตอย่างกระทันหันไม่ทันตั้งตัว
เพราะโรคนี้บางคนมีอาการบ่งบอกออกมา แต่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดโรคดังกล่าวจนเมื่อสายเกินไปและนำไปสู่การเสียชีวิตได้
สำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบนั้นมีอาการบ่งบอกที่สำคัญเบื้องต้นอย่างแรกคือจะทำให้รู้สึกเจ็บที่หน้าอกหรือแน่นหน้าอก
ซึ่งถือเป็นอาการบ่งบอกชัดเจนว่าคุณกำลังเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบยิ่งหากรู้เจ็บหนักๆเหมือนกับมีอะไรมาทับที่หน้าอกก็ยิ่งอันตราย
ซึ่งในบางครั้งเราอาจรู้สึกทั้งแน่นและเจ็บไปจนถึงกระดูกต้นคอเลยทีเดียวรวมไปถึงแขนทั้งสองข้างก็อาจจะมีอาการดังกล่าวได้ด้วย
อาการต่อมาคือรู้สึกเหนื่อยง่ายไม่ว่าจะออกแรงนิดออกแรงหน่อยก็อาจทำให้รู้สึกเหนื่อยอ่อนเพลียได้ง่ายดาย
ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการบ่งบอกนำไปสู่โรคนี้ได้ด้วยเช่นกันหรือการที่เรารู้สึกเหนื่อยไม่สามารถนอนราบได้เพราะจะรู้สึกแน่นหน้าอกอึดอัดหายใจไม่ค่อยออก
จนรู้สึกจุกเสียดหายใจเข้าปอดได้ไม่เต็มที่นอกจากนี้อาจทำให้รู้สึกหน้ามืดเวียนหัวแน่นหน้าอกตาพล่ามัว
ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดสาเหตุนี้คือเกิดจากการที่ร่างกายมีความดันโลหิตต่ำแบบเฉียบพลันจนร่างกายปรับตัวไม่ทันนั่นเอง
ที่แย่ไปกว่านั้นคือทำให้หัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
สำหรับการตรวจหาสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบก็สามารถทำได้โดยการเช็คประวัติของคนในครอบครัว
ว่าเคยมีใครเป็นโรคนี้หรือไม่เพราะมันสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ด้วยนั่นเองหรือใครที่มีโรคประจำตัวก็เสี่ยงกับการเกิดโรคดังกล่าวเยอะทีเดียว
โดยการตรวจอื่นๆก็สามารถเช็คได้จากการตรวจด้วยเครื่องคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
การใช้วิธีถ่ายภาพรังสีของบริเวณทรวงอก การตรวดวัดระดับของเอนไซม์กล้ามเนื้อหัวใจ
การทดสอบสมถรรภาพในขณะที่ผู้ป่วยกำลังออกกำลังกายอยู่รวมไปถึงการวัดคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงของหัวใจ
ซึ่งการตรวจด้วยวิธีทั้งหมดนี้จะช่วยให้หาสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ด้วยเช่นกัน
แม้จะเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีแนวทางในการรักษา
โดยการรักษาโรคนี้น้นอย่างแรกคือการเปลี่ยนแปลงตัวเองที่อาจเสี่ยงก่อให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงเรื่องสุขภาพ
จนนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจตีบไม่ว่าจะเป็นการกิน การพักผ่อน
หรือใครที่สูบบุหรี่จัดก็ควรลดลงควบคุมอาหารมากขึ้นไม่กินของมันหรือสิ่งที่จะทำให้เกิดไขมันสะสมในเส้นเลือด
และพยายามจัดการไม่ให้เกิดภาวะความเครียดที่สูงเกินไป
ขณะเดียวกันยังสามารถบรรเทาอาการด้วยยารักษาได้เช่นยารักษาต้นเกล็ดเลือด
ยาสลายการแข็งตัวของลิ่มเลือดที่จะเสี่ยงต่อการอุดตันรวมไปถึงยาขยายหลอกเลือดหรือยาควบคุมความดันเลือดก็เป็นตัวยาที่ช่วยรักษาโรคนี้ได้เช่นกัน…

สรรพคุณของทุเรียนที่มีประโยชน์ตั้งแต่เนื้อจนถึงเปลือก

ทุเรียนถูกเรียกได้ว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ทั้งปวง แม้มันจะมีกลิ่นที่เหม็นแบบสุดๆ
แต่ประโยชน์ของมันนั้นมีมากมายเลยจริงๆ สำหรับคนที่ไม่ชอบก็อาจจะรู้สึกเหม็น
และกินยากหากแต่คนที่ชอบกล่นนั้นจะบอกว่ามันมีกลิ่นหอม และน่ารับประทาน
ทุเรียนที่เป็นผลไม้ขึ้นชื่อของเมืองไทยยังถูกจัดเป็นผลไม้ที่เป็นพืชพื้นเมืองของประเทศมาเลเซีย
อินโดนีเซีย บรูไน ซึ่งมีลักษณะหนามเต็มลูกบริเวณเปลือกนอก
ซึ่งผลของมันมีขนาดใหญ่หากสุกเต็มตัวจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีทองอ่อนๆปนเขียวนิดๆหรือเป็นสีน้ำตาล
รูปลักษณ์จริงๆต้องบอกว่าเป็นทรงรีซะส่วนใหญ่ โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางของผลอยู่ที่ 15 เซนติเมตร
และมีน้ำหนักเฉลี่ยแล้ว 1-3 กิโลกรัมต่อหนึ่งลูก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แล้วแต่ละสายพันธ์ของทุเรียน
สำหรับทุเรียนนั้นมีมากมายกว่า 30 ชนิดเลยทีเดียว แต่ในความเป็นจริงนั้นมีเพียง 9
ชนิดเท่านั้นที่สามารถจะรับประทานได้โดยไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อร่างกายของเรา
แต่ก็มีเพียงชนิดเดียวที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ซึ่งสายพันธ์ที่คนส่วนใหญ่นิยมปลูกคือหมอนทอง ชะนี
กระดุมทอง ก้านยาว ซึ่งเป็นพันธ์ที่มีรสชาติอร่อย
และขายได้ราคาดีอีกทั้ยังเป็นชนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจาก 200
สายพันธ์ที่แบ่งย่อยออกกมาได้ทั่วโลกเลยทีเดียว แต่แน่นอนว่าขึ้นชื่อว่าทุเรียนย่อยมีกลิ่นเหม็นแบบสุดๆ
ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของผลไม้ชนิดนี้เนื้อของมันดูเผินๆคล้ายกับคัสตาร์ดหลายคนที่ทานเข้าไปแล้วบอกว่า
รสชาติเหมือนอัลมอนด์ และมีความหอม แต่นั่นก็จากผู้ที่ชื่นชอบการทานทุเรียนนั่นล่ะ
เพราะถ้าคนไม่ชอบเมื่อทานเข้าไปความนึกคิดต้องไม่ใช่อัลมอนด์อย่างแน่นอนแถมยังมองว่ามีกลิ่นเหม็น
แบบสุดๆอีกด้วยแต่ถึงอย่างนั้นประโยชน์ของมันก็มีเยอะเลยทีเดียว
โดยสรรพคุณของทุเรียนนั้นช่วยทำให้ฝีแห้ง
เพราะเนื้อทุเรียนทีสรรพคุณที่จะไปช่วยแก้ในเรื่องนั้นอีกทั้ยังช่วยในเรื่องแก้โรครักษาโรคผิวหนังอีกด้วย
ส่วนสารสกัดที่ออกมาจากใบทุเรียนรวมถึงรากทุเรียนสามารถที่จะใช้เป็นยาแก้ได้ที่ทำหน้าที่เหมือนเจล
ลดไข้เพียงแค่นำใบทุเรียนไปจุ่มน้ำ และนำไปวางบนหน้าผากจะสามารถช่วยลดไข้ได้ดีในระดับหนึ่ง
และยังมีสรรพคุณที่สามารถแก้อาการท้องร่วงรวมไปถึงใบทุเรียนยังช่วยขับพยาธิในลำไว้ได้อีกด้วย
นอกจากนี้ใบของทีเรียนยังมีสรรพคุณที่จะช่วยเรื่องของการเป็นยาแก้โรคดีซ่าย
และทำให้หนองแห้งสำหรับคนที่เป็นแผลที่มีหนองเกิดขึ้นตามบริเวณร่างกาย
ส่วนเปลือกที่เต็มไปด้วยหนามก็มีประโยคด้วยเช่นกันเพราะสามารถช่วยแก้โรคตานซาง
และรักษาโรคคางทูมรวมไปถึงช่วยแก้น้ำเหลืองเสียๆออกไปจากร่างกายได้อีกทั้งยังแก้ฝีรักษาแผลที่เป็น
แผลลักษณะพุพองรวมถึงการใช้สมานแผลให้หายดีที่สำคัญเปลือกของทุเรียนยังช่วยไล่ยุงรวมถึงแมลงต่างๆได้อีกด้วย…

กระเจี๊ยบ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่ม

กระเจี๊ยบ เป็นสมุนไพรที่จัดอยู่ในวงศ์ชบามีถิ่นกำเนิดในประเทศซูดาน อินเดีย มาเลเซีย และประเทศไทย
โดยในประเทศไทยมีแหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี
สระบุรี อุตรดิตถ์ กาญจนบุรี และฉะเชิงเทรานอกจากนี้ กระเจี๊ยบ ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า ส้มเก็งเค็ง
(ตาก), ใบส้มม่า (ระนอง), แกงแคง (เชียงใหม่), ส้มปู
(แม่ฮ่องสอน), แบลมีฉี่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), แต่เพะฉ่าเหมาะ
(กะเหรี่ยงแดง), ปร่างจำบู้ (ปะหล่อง), ส้มพอดี (ภาคอีสาน) หรือ
กระเจี๊ยบเปรี้ยว (ภาคกลาง) เป็นต้น
ส่วนลักษณะของต้นกระเจี๊ยบ เป็นไม้พุ่มมีความสูงประมาณ50-180 เซนติเมตร มีอยู่หลายสายพันธุ์
ลำต้นและกิ่งก้านมีสีม่วงแดง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด
โดยส่วนที่เรานิยมนำมารับประทานกันไม่ใช่ดอกแต่เป็นผลของมัน
ซึ่งลักษณะผลกระเจี๊ยบ จะเป็นรูปรีมีปลายแหลม
ความยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร ผลอ่อนมีสีเขียว
ผลแก่จะแห้งแตกเป็น 5 แฉก มีกลีบเลี้ยงหนาสีแดงฉ่ำน้ำหุ้มอยู่เราจะเรียกส่วนนี้ว่ากลีบกระเจี๊ยบหรือกลีบรองดอก
หรือที่คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นดอกกระเจี๊ยบนั่นเอง
แล้ว กระเจี๊ยบที่เราเห็นนำมาชงเป็นน้ำดื่มแก้คลายร้อนดับกระหายนั้น
มีสรรพคุณดีๆ อย่างไร อย่างแรกเลยคือ ดอกกระเจี๊ยบ
ช่วยละลายไขมันในเส้นเลือดได้ อีกทั้งยังช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย
ช่วยรักษาโรคเบาหวาน และ ช่วยลดความดันโลหิต ด้วย
ขณะที่ กลีบเลี้ยงของดอกหรือกลีบที่เหลือที่ผลยังใช้เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือดและช่วยลดน้ำหนักได้
โดยมีการทดลองกับกระต่ายที่มีไขมันสูง
แล้วพบว่าระดับไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอล และระดับไขมันเหลวลดลง
นอกจากนี้ยังมีปริมาณของไขมันชนิดดีเพิ่มมากขึ้นความรุนแรงของการอุดตันหลอดเลือดแดงใหญ่
จากหัวใจก็น้อยลงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับสารสกัดกระเจี๊ยบด้วย
โดยในการทดลองใช้สารสกัดจาก ผล เมล็ด และ น้ำกระเจี๊ยบเท่านั้นไม่พอ รายงานการวิจัยพบว่าในวันที่ 12
หลังผู้ป่วยได้รับชาชงกระเจี๊ยบทุกวัน
ค่าความดันโลหิตเมื่อหัวใจบีบตัวและคลายตัวลดลง 11.2% และ10.7% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับวันแรก และ 3วันหลังจากหยุดดื่มชาชง
ความความดันโลหิตทั้งสองค่าก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญใน อียิปต์ ก็มีการใช้ประโยชน์จากกระเจี๊ยบเช่นกัน
โดยนำต้นของกระเจี๊ยบแดงมาต้มกินเพื่อเป็นยารักษาโรคหัวใจและโรคประสาท ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
ช่วยป้องกันหวัด เนื่องจากมีสารแอนโทไซยานินมากกว่าบลูเบอร์รีถึง 50%
อย่างไรก็ตาม กระเจี๊ยบ ไม่ได้มีแต่คุณประโยชน์เท่านั้น
หากยังมีโทษด้วยหากรับประทานมากเกินไปเพราะมีฤทธิ์เป็นยาระบาย และมีฤทธิ์เป็นยาขับปัสสาวะ
แม้ว่าจะมีความเป็นพิษต่ำมากแต่ก็ไม่ควรดื่มในปริมาณเข้มข้นและติดต่อกันนานๆเพราะจะไม่เกิดผลดีต่อสุขภาพนั่นเอง…

เคล็ดลับการมีหุ่นสวย สุขภาพดี

1.เมนูอาหารเช้า
ก่อนนอนคืนนี้อย่าลืมที่จะคิดเมนูอาหารเช้าไว้ก่อน แล้วลิสต์รายการที่ต้องการทานไว้
ถ้าสามารถคำนวณแคลได้ยิ่งดี คำนึงถึงเรื่องของอาหารโปรตีนสูงเป็นหลัก เช่น เนื้อปลา, ไข่ หรือธัญพืชต่าง ๆ
เตรียมเอาไว้ในตู้เย็นแล้วเช้ามาก็อุ่นรับประทานก่อนออกจากบ้านได้ทันที

2. อาหารมีน้ำ+ไฟเบอร์เยอะ ตัวช่วยอิ่มท้อง
กฎเหล็กข้อแรกของผู้ที่มีรูปร่างดี ไม่ใช่การกินน้อยแต่ตรงกันข้าม ให้กินเยอะเข้าไว้ค่ะ
โดยเฉพาะการกินอาหารที่มีน้ำและไฟเบอร์เป็นส่วนประกอบ อย่างผัก ผลไม้ ซุปใส และอาหารประเภทตุ๋น
ร่วมกับเมนูที่ทำจากโฮลเกรน ที่มีเส้นใยสูง ก่อนมื้ออาหาร เพราะอาหารเหล่านี้จะช่วยให้อิ่มท้อง
ทำให้คุณกินอาหารหลักได้น้อยลงนั่นเอง

3.ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองบ้าง
เพราะผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะใช้ชีวิตเพื่อดูแลคนอื่น ดังนั้น ถึงงานจะเยอะ ภาระจะแยะขนาดไหน
ก็อย่าลืมใส่ใจเรื่องอาหารการกิน โดยเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ออกกำลังกายเป็นประจำ
และทำกิจกรรมที่ชอบ เพื่อผ่อนคลายความเครียด เพียงแค่นี้รับรองว่าหุ่นสวยและสุขภาพดีจะเป็นของคุณแน่นอน

4.พักผ่อนให้เพียงพอ
สิ่งสำคัญของคนลดน้ำหนักที่ขาดไม่ได้ คือการพักผ่อนให้เพียงพอในปริมาณ 8-10 ชั่วโมงต่อวัน
ที่สำคัญคือต้องตรงต่อเวลา ควรเข้านอนในช่วงก่อน 22.00 น.
ถ้าเกินกว่านี้ร่างกายจะเกิดการต่อต้านและสร้างฮอร์โมนไม่ดีมากมายออกมา
ซึ่งหนึ่งในนั้นคือฮอร์โมนแห่งความอยากอาหารที่มาแบบคูณ 2 รู้แบบนี้แล้วก็อย่านอนดึกเด็ดขาด

5.คุมน้ำหนักได้ ต้องชั่งน้ำหนักเป็นประจำ
หากคุณเป็นคนกลัวการชั่งน้ำหนัก เพราะกังวลกับน้ำหนักตัวที่อาจเพิ่มขึ้น ขอให้ลดละเลิกนิสัยนี้
เพราะผู้ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักจะชั่งน้ำหนักเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งต่อสัปดาห์
เพื่อเตือนตัวเองไม่ให้มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ที่ตนกำหนดไว้ หากมีแนวโน้มว่าจะเพิ่ม จะได้สนุกกับการกินให้น้อยลง
และหมั่นออกกำลังกายให้มากขึ้น…

น้ำขิง ยาดียามฝนพรำ

ขิง
จัดเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลากหลายด้าน
เพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีความสำคัญอย่างมาก
ไล่ตั้งแต่ วิตามินเอ, วิตามินบี 1, วิตามินบี 2, วิตามินบี 3,
วิตามินซี, เบต้าแคโรทีน, ธาตุเหล็ก, ธาตุแคลเซียม
และธาตุฟอสฟอรัส
นอกจากนี้ ขิง ยังมีโปรตีน, คาร์โบไฮเดรต
และเส้นใยจำนวนมาก
แถมยังเป็นพืชที่นำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายอย่าง ว่าจะเป็น
ราก, เหง้า, ต้น, ใบ, ดอก, แก่น และผล เรียกว่าตั้งแต่หัวจรดเท้า
ขิง สามารถใช้ประโยชน์ได้หมด
โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่โรคภัยไข้เจ็บมักเข้ามาคุกคามร่างกายเรา
ขิงจัดเป็นยาอายุวัฒนะชั้นยอดที่ช่วยให้เราห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บได้ง่ายๆ
แบบไม่เปลืองสตางค์เพราะสรรพคุณนั้นป้องกันครอบจักรวาลร้อยแปดพันเก้า
เอาที่แบบน่าทึ่งๆ ก็ช่วยต้านการเกิดมะเร็ง,
ช่วยชะลอความแก่ ลดริ้วรอย, ช่วยรักษาไมเกรน,
รักษาความดันโลหิต, บำรุงหัวใจ, แก้ปัญหาผมร่วง, บำรุงสายตา,
รักษาอาการปวดฝัน, แก้สะอึก, กำจัดกลิ่นรักแร้
และแน่นอนว่าแก้หวัดชะงัดนัก
ส่วนวิธีที่ง่ายที่สุดในการใช้ ขิง บำรุงร่างกายของเรา
คือการดื่มน้ำขิง โดยมีวิธีทำง่ายๆ เริ่มจากเตรียมส่วนผสม ขิงแก่ 1
กิโลกรัม / น้ำตาลทรายแดง 1 ถ้วยตวง / น้ำสะอาด 3 ลิตร
ล้างวัตถุดิบให้สะอาด แล้วเอาขิงใส่หม้อ ยกขึ้นตั้งไฟ
เมื่อน้ำเดือดให้ค่อยๆ เบาไฟลง เคี่ยวอีกประมาณ 20 นาที
จนน้ำขิงละลายออกมาจนหมด หรือน้ำเป็นสีเหลืองอ่อนๆ
แล้วยกลงจากเตา เสิร์ฟพร้อมน้ำตาลทรายแดง
หวานมากหวานน้อยแล้วแต่ความชอบของแต่ละบุคคล
แต่หากใครไม่สันทัดการดื่มน้ำขิงแบบร้อนๆ
ซึ่งแน่นอนว่าตัวขิงมีความเผ็ดร้อนเป็นทุนอยู่แล้ว
คุณสามารถดื่มน้ำขิงแบบเย็นได้ ด้วยการใส่น้ำแข็งลงไป
แลกกับการต้องเพิ่มน้ำตาลจากแบบร้อนแบบ 2-3 เท่าตัว ฮ่า ฮ่า
อย่างไรก็ตาม
ข้อควรระวังคือน้ำขิงที่คั้นมานั้นไม่ควรใช้ปริมาณที่เข้มข้นจนเกินไป
เพราะจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้
เนื่องจากจะไประงับการบีบตัวของลำไส้
จนทำให้ลำไส้หยุดการบีบตัว ดังนั้น ควรคั้นในปริมาณน้อยๆ
หรือดื่มจนชินก่อน
นอกจากนี้ ในบรรดาแม่ลูกอ่อนที่กำลังตั้งครรภ์
มีบางการวิจัยระบุว่าการทาน ขิง
ช่วยเพิ่มโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์
รวมถึงการแท้งลูกด้วย ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์หากต้องการใช้
ขิง ลดอาการคลื่นไส้จากการแพ้ท้อง
ปิดท้ายที่โทษร้ายของ ขิง
คืออาจทำให้เกิดแผลพุพองในปากได้ หรือ ร้อนใน นั่นเอง
เนื่องจาก ขิง มีฤทธิ์ร้อน หากรับประทานเข้าไปในปริมาณมาก
จะทำให้เนื้อเยื่อในช่องปากอักเสบ แต่เอาเป็นว่ามีคุณมากกว่าโทษ
ทานแต่น้อยๆ พอเป็นยา รับรองแจ่ม…

สุขภาพ.ความงาม.ควรทำอย่างไรทำให้เราเเข็งเเรงอยู่ตลอดเวลา

สุขภาพของคนเรานั้นมีความสำคัญอย่างมากไม่มีใครที่จะต้องการให้ตัวเองเจ็บป่วยง่ายๆ
ดังนั้นเราต้องรักษาร่างกายของเราให้เเข็งเเรงอยู่เสมอ
เเละมาดูกันว่าวิธีที่จะทำให้ร่างกายของเรานั้นมีความเเข็งเเรงควรทำอย่างไรกันบ้าง
สิ่งเเรกเลยที่จะทำให้ร่างกายของเราเเข็งเเรงคือการออกกำลังกาย
ให้ออกเถอะวันละกี่นาทีก็ได้เเต่ยิ่งใช้เวลานานเท่าที่ร่างกายของเรารับไหวก็ยิ่งดีอย่างมาก
การออกกำลังกายจะทำให้เรามีความเเข็งเเรงเเล้วจะยังช่วยให้เราสดใสมากขึ้นอีกด้วย
จะใช้เวลาออกกำลังกายในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นก็ได้
หรือว่าใครที่อยู่ใกล้ฟิตเนสก็ไปสมัครเป็นสมาชิกเพราะฟิสเนสจะมีคน
ที่คอยดูเเลให้คำปรึกษาในเรื่องของท่าทางการออกกำลังกายให้ถูกวิธี
อยู่จะทำให้เรา ออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เเละหากไม่ไปฟิตเนสก็สามารถเล่นกีฬาก็ได้นัดเพื่อน เตะฟุตบอล
เล่นเเบตมินตันหรือกีฬาที่คนในกลุ่มชอบอะไรก็ได้ขอให้ได้ออกกำลังกายทุกอย่างจะดีเอง
อาหารการกินก็สำคัญการกินอาหารที่มีประโยชน์
ก็จะทำให้เรามีสุขภาพที่เเข็งเเรง ควรลดพวกน้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ
หรืออาหารฟาดฟู๊ดควรที่จะเบาๆลงหน่อย
รวมไปถึงขนมอบกรอบทั้งหลาย ทางที่ดีควรหันไปกินผักเเละผลไม้
เเละที่สำคัญในเเต่ละวันก็ต้องกินอาหารให้ครบห้าหมู่จะทำให้ร่างกาย
ของเราเเข็งเเรงอย่างเเน่นอน
เเละที่สำคัญเลยคือเรื่องแอลกอฮอลนั้นไม่ควรที่จะดื่มมากเกินไปจะทำ
ให้เสียสุขภาพอย่างเเน่นอน
เพราะส่วนมากเเล้วคนที่ดื่มก็จะดื่มเเบบมากเกินไปจะทำให้ไปสะสมใน
ร่างกายในอนาคตจะส่งผลกระทบอย่างเเน่นอน
ดังนั้นการกินอาหารที่มีประโยนช์นั้นดีที่สุดใครที่
ต้องการมีสุขภาพที่เเข็งเเรงต้องปฎิบัติตามนอนไม่ดึกเกินไป
เรื่องนี้ก็สำคัญในเรื่องของการรักษาสุขภาพเราต้องนอนให้เพียงพอต่อ
ร่างกายของเรา การนอนนั้นเป็นสิ่งสำคัญ
ที่ได้ยินมาว่าคนเราต้องนอนวันละแปดชั่วโมงต่อวันจะเป็นการพักผ่อนที่เพียงพออย่างมาก
ส่วนใครที่ทำงานหนักเเต่ก็ควรนอนไม่เกินวันละ6-7ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยหากนอนน้อยกว่นั้น
อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างเเน่นอน
อาจจะเกิดเจ็บป่วยเพราะนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ
ซึ่งเราต้องเเบ่งเวลาให้ดีในการนอนเเละอย่าหักโหมทำงานมากเกินไป
มันจะไม่ดีต่อสุขภาพของเรา
สุดท้ายคือเราต้องหันเป็นคนอารมณ์ดี
การที่มีอารมณ์ดีจะส่งผลต่อความคิดเเละสุขภาพของเราด้วย
เราต้องคิดดีทำดีเป็นคนที่ไม่หงุดหงิดง่ายจนเกินไป รู้จัดการใช้เหตุผลเป็นหลัก
หากเป็นคนที่ชอบอารมณ์เสียจะทำให้เรานั้น
มีความคิดที่เป็นลบเเละจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพเเน่นอน
เราต้องปรับตัวให้เป็นคนที่ร่าเริ่งเเจ่มใส
เพื่อที่จะใช้ชีวิตประจำวันให้มีความสุขเเละหากเรามีความสุขเเล้วจะส่งผลดีต่อสุข
ภาพของเราอย่างเเน่นอน
เเละที่กล่าวมาก็คือการที่จำทำให้เรามีสุขภาพที่ดีใครที่สนใจลองทำตามคำเเนะ
นำก็สามารถทได้เลยรับรองว่าเห็นผลร้อยเปอร์เซ็น…

กล้วยน้ำว้า…ผลไม้เพื่อสุขภาพ

กล้วยน้ำว้าเป็นพืชพื้นบ้านที่ทุกคนรู้จักกันดี มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ปลูกง่าย ดูแลง่าย สามารถทนสภาพดินฟ้าอากาศได้ดีกว่ากล้วยชนิดอื่นๆ โตเร็ว ออกดอกผลให้แล้วก็จากไปพร้อมกับทิ้งทายาทใหม่ไว้ขยายพันธุ์มากมาย และยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งจากผล ต้น ใบ และดอกกันเลยทีเดียว กล้วยน้ำว้าสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายรูปแบบและรสชาติความอร่อยที่ไม่ซ้ำแบบกัน กล้วยน้ำว้าสุกงอมสามารถนำมาบดเพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับเด็กทารกได้ เพราะย่อยง่าย ช่วยระบายท้อง ส่วนกล้วยดิบและห่ามสามารถใช้แกง คั่ว ฉาบ ปิ้ง นึ่ง ทอด อบ กวน หรือเชื่อมได้ อีกทั้งกล้วยสุกมักจะถูกนำมาทำเป็นของหวาน เช่น กล้วยบวชชี กล้วยแขก กล้วยตาก ขนมกล้วย เป็นต้น

กล้วยน้ำว้าเมื่อเทียบกับกล้วยหอมและกล้วยไข่ กล้วยน้ำว้าจะให้พลังงานมากที่สุด กล้วยน้ำว้าห่ามและสุกมีธาตุเหล็กในปริมาณสูง ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง มีแคลเซียม (Calcium) ฟอสฟอรัส (Phosphorus) และวิตามินซี (Vitamin C) ช่วยบำรุงกระดูก ฟัน และเหงือกให้แข็งแรง ช่วยให้ผิวพรรณดี มีเบต้าแคโรทีน (Beta Carotene) ไนอะซิน (Niacin) และใยอาหาร ช่วยให้ระบบขับถ่ายคล่องขึ้น การรับประทานกล้วยน้ำว้าสุกจะช่วยระบายท้องและสามารถรักษาโรคเลือดออกตามไรฟันในเด็กเล็กได้ ช่วยลดอาการเจ็บคอ เจ็บหน้าอกที่มีอาการไอแห้งร่วมด้วย โดยรับประทานวันละ 4 – 5 ลูก อีกทั้งการกินกล้วยก่อนแปรงฟันทุกวันจะทำให้ไม่มีกลิ่นปาก ผิวพรรณดี เห็นผลได้ในหนึ่งสัปดาห์  นอกจากนี้ยังมีโปรตีน (Protein) ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ทริปโตเฟน (Tryptophan) ซึ่งช่วยในการผลิตสารเซโรโทนิน (Serotonin) หรือฮอร์โมนแห่งความสุข ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ได้ดี ลดอาการนอนไม่ค่อยหลับ และช่วยลดอาการหงุดหงิดของผู้หญิงในช่วงมีประจำเดือน อีกทั้งยังสามารถช่วยรักษาอาการโรคซึมเศร้าที่เกิดจากความเครียดสะสมได้อีกด้วย

กล้วยน้ำว้าดิบและห่ามมีสารแทนนิน (Tannin) เพคติน (Pectin) ซึ่งมีฤทธิ์ฝาดสมาน รักษาอาการท้องเสียที่ไม่รุนแรงได้ โดยกินครั้งละครึ่งผล หรือหนึ่งผล อาการท้องเสียจะทุเลาลง นอกจากนี้การศึกษาวิจัยยังพบว่า มีผลในการรักษาโรคกระเพาะหรือกระเพาะอักเสบได้อีกด้วย การรับประทานกล้วยบ่อยๆ จะช่วยรักษาแผลในลำไส้เรื้อรัง เพราะกล้วยมีฤทธิ์เป็นกลาง ทำให้ไม่ระคายเคืองผนังลำไส้และกระเพาะอาหาร

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่ากล้วยน้ำว้ามีประโยชน์มากมาย สามารถหาซื้อมารับประทานได้ง่าย ราคาไม่แพง หรือหากอยากจะปลูกไว้รับประทานเองก็สามารถทำได้ไม่ยาก หากได้รับประทานกล้วยน้ำว้าเป็นประจำก็จะดีต่อสุขภาพไม่น้อย…