Menu

หมวดหมู่: สุขภาพ

วิธีการรักษาฟันให้เเข็งเเรง

ฟันของเรานั้นมีความจำเป็นอย่างมากในการใช้ชีวิตประจำวัน
ดังนั้นเราต้องรักษาให้ดีเป็นพิเศษ ซึ่งฟันของเราจะเคี้ยวอาหารทำให้
ต้องมีวิธีการรักษาเเละดูเเลเพื่อให้อยู่กับเราได้อย่างยาวนาน
เเละไปดูกันว่าวิธีไหนบ้างที่ทำให้ฟันของเราเเข็งเเรงอยู่เสมอ
การเลือกแปรงสีฟันให้ถูกต้อง
แค่คุณสมบัติพิเศษเเละอย่างอื่นเช่นสีก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คุณต้อง
ยืนเกาหัวอยู่ในแผนกการดูแลทันตกรรม
การเลือกแปรงสีฟันที่เหมาะกับคุณนั้น ต้องดูที่ขนาดที่เหมาะสม
แปรงสีฟันที่มีขนาดใหญ่อาจทำให้เคลื่อนไหวในปากได้ยากขึ้น
เราต้องเลือกให้มีความพอดี
รวมไปถึงความนุ่มของขนแปรงที่ใช่ขนแปรงจะแบ่งออกเป็นแบบ นุ่ม
ปานกลางหรือ แข็ง คนส่วนใหญ่จะเหมาะกับแปรงสีฟันที่มีขนแปรงนุ่ม
ซึ่งจะมีความอ่อนตัวเหมาะกับการทำความสะอาดบริเวณใกล้เคียงเหงือกโดยไม่ทำให้มีเลือดออกมากเกินไป
เราต้องเลือกให้ดีเพื่อฟันของเราเอง เรื่องต่อมาคือการเเปลงฟัน
ต้องแปรงฟันอย่างน้อยวันละสองครั้งเพื่อรักษาสุขภาพฟันที่แข็งแรง
การแปรงฟันเป็นประจำจะช่วยป้องกันฟันผุ
ทำให้มั่นใจได้ว่าฟันของคุณจะแข็งแรงและทำงานได้ตามปกติเเละเมื่อทำอย่างถูกต้อง
ฟันและเหงือกของคุณจะมีสุขภาพแข็งแรงตลอดชีวิตของคุณ
ยิ่งฟันและเหงือกของคุณมีสุขภาพดีเท่าใด
ความเสี่ยงที่คุณจะเกิดฟันผุและโรคเหงือกก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น
เเละต่อมาคือ อย่าลืมใช้ไหมขัดฟัน การใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ
ซึ่งปกติแล้วจะประมาณวันละครั้งนั้นเอง
อย่างทั่วถึงเป็นวิธีหนึ่งที่ดีมากในการรับรองว่าฟันของคุณจะปราศจาก
ฟันผุ คุณสามารถเลือกได้ระหว่างไหมขัดฟันแบบไนลอน
หรือไหมขัดฟันแบบ PTFE ซึ่งเเบบนี้
จะมีราคาแพงกว่าเล็กน้อยและไม่เป็นขุย
เเละไหมขัดฟันทั้งสองชนิดสามารถใช้กำจัดคราบพลัคและเศษอาหาร อย่างได้ผลไม้ได้อย่างดี
เเละการใช้นั้นต้อง ขัดไหมตามผิวด้านข้างฟันในลักษณะขึ้นและลง เคลื่อนออกจากเหงือก
หรือการใช้ไหมขัดฟันท่อนใหม่ทุกครั้งเมื่อคุณเปลี่ยนจากซี่หนึ่งไปอีกซี่หนึ่ง
นอกจากนี้ควรใช้ไหมขัดฟันที่ด้านหลังของฟันกรามซี่สุดท้าย
อย่างระมัดระวังเพื่อปากเเละฟันของคุณจะมีสุขภาพที่ดี
เรื่องสุดท้ายคือการนวดเหงือก
เป็นการเพิ่มการไหลเวียนเลือดในเหงือก
ซึ่งจะช่วยเพิ่มความพร้อมของสารอาหารและออกซิเจนในขณะที่กำจัด
ของเสียออกจากเนื้อเยื่อเหงือก
เราสามารถใช้นิ้วมือนวดเหงือกของตนเองได้เพื่อคลายเศษอาหารออก
เป็นการทำให้ช่วยให้ปากของเราสะอาดมากยิ่งขึ้น
เราจะต้องกดนิ้วชี้ลงบนเหงือกและนวดเบาๆ เป็นวงกลมเพื่อกระตุ้นเหงือก
เเละนวดให้ทั่วถึงกันและปิดท้ายด้วยการบ้วนปากหรือบ้วนปากด้วยน้ำ
เกลืออุ่นๆก็ได้ มีข้อควรระมัดระวังคือ
การนวดเหงือกอาจทำให้เกิดการเสียวฟันมากขึ้น
เราต้องทำให้พอดีกับปากของเราไม่มากเเละน้อยจนเกินไป
เท่านี้ก็จะทำให้ฟันเเละเหงือกของเราเเข็งเเรงได้เเล้ว
เป็นอย่างไรบ้างกับการดูเเลเหงือกเเละฟันให้สะอาดเพื่อให้เราสามารถใช้งานได้นานที่สุด
เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในชีวิตประจำวันเราต้องดูเเลให้ดีเพื่อความสะอาดในช่วงปากของเราเอง…

การดูเเลใบหน้าสำหรับสาวๆให้ดูสดใส

ผิวหน้ากับสาวๆนั้นเป็นของคู่กัน สาวๆทุกคนต้องการที่จะมีใบหน้าที่สวยใสตลอดกาล
เเละวิธีการนั้นจะทำอย่างไรให้ใบหน้าของเเต่ละคนจะสามารถสวยใส
ได้ตลอดเวลาเราไปดูกันว่ามีวิธีการไหนบ้างที่จะดูเเลใบหน้าของสาวๆให้สวยทุกวัน
สิ่งเเรกเลยคือก่ีทำความสะอาดผิวหน้าของเรา ซึ่งก่อนที่จะล้างหน้า
ควรเช็ดเครื่องสำอางให้ออกหมดก่อนเลย
ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับผิวหน้านั้นเอง
เมื่อทำความสะอาดเสร็จ
ก็ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับสภาพผิวของตนเอง
ที่เราได้ซื้อมาเเละสามารถใส่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังล้างหน้าเสร็จ
ก็ใช้โทนเนอร์เช็ดอีกครั้งเพื่อความสะอาดที่สุด
เป็นสิ่งสุดท้ายสำหรับการทำความสะอาดหน้าเราควรใช้โทนเนอร์ชนิด
ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้ผิวแห้งตึงเกินไป
เท่านี้ก็จะสามารถสร้างความมั่นใจให้ใบหน้าจะมีชีวิตชีวาได้เเล้ว
ต่อมาคือการผลัดเซลล์ผิวเก่าออกไปจากหน้าเรา
เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจว่าทำไมต้องให้เซลล์ผิวเก่าถูกขจัดออกไปจากหน้าเรา
เพราะสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำ
ก็เนื่องมาจากเซลล์ผิวเก่าไม่หลุดลอกออกไปเสียทีหรือหลุดลอกช้านั้นเอง
ทำให้เกิดการหมักหมมของเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ
ซึ่งนอกจากจะทำให้ผิวหมองคล้ำแล้วยังทำให้ผิวหยาบกร้านอีกด้วย
และส่งผลให้การดูดซึมของครีมบำรุงลงสู่ชั้นผิวหนังได้น้อยลง
จึงควรหมั่นสครับหน้าอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวเก่าหลุดลอกออกไป
และจะได้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ทีนี้ละจะกระจ่างใสมากขึ้น
สิ่งต่อมาคือการประคบผิวหน้าด้วยไอน้ำรวมถึงการทาครีมบำรุงใบหน้า
ง่ายๆคือเตรียมน้ำอุ่นไว้ แล้วนำผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นแล้วบิดหมาดๆ
เสร็จแล้วนำมาประคบบนผิวหน้า
จะให้รูขุมขนเปิดออกและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบนใบหน้า
แล้วก็ทาครีมบำรุง เพราะเมื่อรูขุมขุนเปิด
การทาครีมบำรุงเหล่านี้ก็จะสามารถลงไปถึงชั้นที่ลึกที่สุดได้
หรือในขณะที่ทาครีมอาจจะนวดหน้าเบา ๆ ไปพร้อมกันเลยก็ได้
จะยิ่งช่วยให้การทาครีมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เรื่องที่ขาดไม่ได้คือการออกกำลังกายสม่ำเสมอ
เราควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้สุขภาพดี
จะช่วยให้ทุกส่วนของร่างกายดีหมดไม่ว่าจะเป็น
ให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย
และช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด
ซึ่งจะทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมากขึ้น
ที่สำคัญคือดื่มน้ำสะอาด เราต้องดื่มน้ำให้มากเพื่อช่วยให้ร่างกายสดใส
ควรดื่มต่อวันโดยเฉลี่ย คือ 6 – 8 แก้ว
เเละนอกจากนี้เราต้องพักผ่อนให้เพียงพอด้วยเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
นั้นเองจะทำให้ส่งผลดีต่อทั้งใบหน้าเเละร่างกายของเราเอง
เเละนี้คือการบำรุงดูเเลใบหน้าของเราให้มีความสดใสอยู่เสมอ
เพื่อการทำให้เราได้มีสุขภาพใบหน้าที่เเข็งเเรงเเละวิธีเหล่านี้จะช่วยให้ทั้งร่างกายของเราดีไปด้วย
เป็นวิธีที่ทุกคนสามารถยำไปใช้ได้เพื่อประโชยน์ต่อร่างกายของเราเอง…

ลดน้ำหนัก

ส่วนสำคัญที่จะรักษาสุขภาพข้อเข่าเอาไว้ได้นั่นคือการลดภาระในการแบกรับน้ำหนักทั้งตัวของเราของข้อเข่าลงให้ได้
มากที่สุด ทราบหรือไม่ว่าหากเราลดน้ำหนักลงได้ 0.45 กิโลกรัม เราจะสามารถลดแรงดันในเข่าได้มากเท่ากับน้ำหนัก
1.35 กิโลกรัมเลยทีเดียว (และยังลดแรงดันในกระดูกข้อต่อของสะโพกได้มากถึง 2.7 กิโลกรัมอีกด้วย)
หากคุณเป็นโรคปวดข้อ เพียงลดน้ำหนักลงไปได้ราว 6.8 กิโลกรัม จะสามารถบรรเทาอาการปวดเข่าไปได้ครึ่งหนึ่ง
นอกจากนี้หากรีบลดน้ำหนักก่อนที่จะมีอาการปวดเข่าจะสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคข้อเข่าจนต้องเข้ารับการ
ผ่าตัดได้อีกด้วย
หากกังวลว่าข้อเข่าไม่ค่อยแข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
สามารถออกกำลังกายเพื่อช่วยลดน้ำหนักของร่างกายด้วยวิธีที่ไม่รบกวนการทำงานของกระดูกข้อเข่ามากเกินไปได้
เช่น ว่ายน้ำ เดิน หรือขี่บนเครื่องออกกำลังกายอย่างจักรยาน เป็นต้น
ระมัดระวังในการใช้งานข้อเข่า
ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนของร่างกายก็ควรให้ความสำคัญกับการใช้งานอย่างทะนุถนอม
เช่นเดียวกับข้อเข่าที่อาจสะสมการใช้งานอย่างหนักมาแรมปี จนเกิดอาการบาดเจ็บ อักเสบ หรือเสื่อมการใช้งานลงได้
นอกจากการลดการกระแทกกระทั้นโดยไม่มีการวอล์มร่างกายก่อน หรือใช้งานเข่าหนักโดยไม่จำเป็นแล้ว การยืน
เดินหลังตรง ก็ช่วยลดความเสี่ยงของอาการปวดเข่าได้เช่นกัน รวมไปถึงรักษาสภาพของกระดูกคอ
และสะโพกในคราวเดียวกันด้วย
นอกจากนี้ยังควรระมัดระวังในการยกของหนัก ควรยกให้ถูกท่า โดยลงไปนั่งยองๆ หลังตรง จับของไว้
แล้วยกขึ้นมาช้าๆ ด้วยแรงดันจากเท้า น่องขา และเข่า ไม่ก้มตัวลงไปยกของหนักจากพื้นหรือที่ต่ำๆ
แล้วยกขึ้นมาทีเดียวเร็วๆ เพราะอาจทำให้เกิดอาการเคล็ดขัดยอกตามบริเวณต่างๆ ของร่างกายได้ หากยกของหนักๆ
แล้วทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ให้รีบหยุดยกทันที
ลดอาการปวดทันที
เมื่อมีอาการปวดเข่า อย่าปล่อยให้มีอาการปวดแบบนั้นอยู่นานๆ ควรรีบรักษาอาการปวดด้วยการหายาแก้ปวดมาทาน
สามารถเลือกกลุ่มยาตระกูล NSAIDs อย่าง ไอบูโพรเฟน หรือนาโปรเซนได้
ยาสองชนิดนี้สามารถหาซื้อทานได้ตามร้านขายยาทั่วไป ควรทานตามคำแนะนำของเภสัชกรอย่างเคร่งครัด
แต่หากมีประวัติแพ้ยาตระกูล NSAIDs หรือไม่แน่ใจในอาการปวดข้อของตัวเอง
ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ก่อนทานยา เพราะยาตระกูล NSAIDs อาจมีผลข้างเคียงในบางรายได้ เช่น ปวดท้อง
มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือ ตับ/ไตได้รับความเสียหาย เป็นต้น
หากไม่เคยมีประวัติแพ้ยาตระกูล NSAIDs สามารถทานยาภายใต้คำแนะนำของเภสัชกรได้
และควรใช้บรรเทาอาการปวดในระยะสั้นๆ เท่านั้น ไม่ควรทานยาแก้ปวดติดต่อกันเกิน 5 วัน
หากอาการปวดไม่ดีขึ้นภายใน 5 วัน ควรรีบปรึกษาแพทย์
หากอาการปวดเข่าไม่ดีขึ้น อาจพิจารณาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
สำหรับผู้ป่วยที่แพทย์ลงความเห็นว่าการใช้ข้อเข่าเทียมจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้มากกว่า
แต่การเดินด้วยข้อเข่าของตัวเองน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นก่อนที่จะถึงวันที่ไม่ได้ใช้ข้อเข่าของตัวเอง
เราควรรักษา และทะนุถนอมข้อเข่าของตัวเองเอาไว้ให้ได้ยาวนานที่สุดจะดีกว่า…

การแยกโรคปวดศีรษะ

โรคปวดศีรษะจากความเครียด เป็นต้นเหตุที่พบบ่อยที่สุดของคนที่มีอาการปวดศีรษะ 
มักจะมีลักษณะอาการปวดหัวต่อเนื่องนานเป็นวันจนถึงเป็นอาทิตย์ หรือเป็นแรมเดือน 
โดยจะปวดพอรำคาญ หรือทำให้เกิดความรู้สึกไม่สุขสบาย และจะปวดอย่างต่อเนื่อง 
ไม่แรงขึ้นกว่าวันแรกที่ปวด จัดว่าเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด แต่จะเป็นหายเรื้อรัง
อาการปวดศีรษะที่เป็นต่อเนื่องกันเป็นวันขึ้นไป ควรจะแยกออกมาจากสาเหตุอื่น เช่น

1. ไมเกรน
ผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการปวดตุบๆที่ขมับด้านเดียว (ส่วนน้อยเป็นพร้อมกัน ข้าง)
อาเจียน คลื่นไส้ ตาพร่า นาน 4-72 ชั่วโมง มักจะเป็นหายทุกครั้งที่มีอาการกำเริบ 
มักจะมีสาเหตุจากสิ่งกระตุ้น ได้แก่ แสงสว่าง เสียง กลิ่น อดนอน อดข้าว อากาศร้อนหรือเย็นจัด 
อาหารบางชนิด เหล้า ผงชูรส โดยมากจะเริ่มเป็นตั้งแต่วัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว 
บางคนอาจมีอาการปวดศีรษะจากความเครียดร่วมด้วย

2. เนื้องอกสมอง
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดทั่วศีรษะ ปวดมากตอนที่ตื่นนอนตอนเวลาเช้า พอสายก็ดีขึ้น 
ไม่ปวดต่อเนื่องทั้งวัน อาการดังกล่าวจะเป็นแรงขึ้นทุกวันจนกระทั่งผู้ป่วยจะต้องตื่นตอนเช้ามืดเพราะรู้สึกเจ็บปวด 
และก็จะปวดนานขึ้นทุกวัน จนถึงในที่สุดจะปวดตลอดเวลา ซึ่งกินยาแก้ปวดไม่ทุเลา 
ในระยะต่อมาอาจมีอาการอาเจียน เดินเซ เห็นภาพซ้อน 
แขนขาอ่อนแรง ชัก ความจำเสื่อม บุคลิกภาพเปลี่ยนไป จากเดิม

3. โรคทางสมองอื่นๆ
เช่น เลือดออกในสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วย 
จะมีลักษณะปวดศีรษะรุนแรงและอาเจียน ตั้งแต่วันแรก
ที่ปวด บางคนอาจมีไข้สูง ซึม ชัก ร่วมด้วย

4. ต้อหินชนิดเฉียบพลัน
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตาและศีรษะข้างเดียวอย่าง 
รุนแรงและฉับพลันทันที ตาพร่ามัว แสบตาข้างที่ปวด 
จะมีสิ่งรบกวน ตาแดงๆตรงบริเวณตาขาว (รอบๆตาดำ)
อาการปวดจะเป็นต่อเนื่องเป็นวันซึ่งกินยาแก้ปวดก็ไม่ทุเลา

ใช้กาวร้อนลอกสิว บางทีอาจได้แผลจนหมดสวย

กาวร้อนลอกสิว กลายเป็นความเชื่อผิดของใครหลายคน 
ส่งผลให้ทำตามกันจำนวนมาก หวังลอกสิวเสี้ยนเพื่อจัดการกับปัญหาผิวหน้าให้สวยใส 
แต่หารู้ไม่ว่าความเชื่อนี้เป็นความเชื่อที่ไม่ถูก 
เพราะเหตุว่าในกาวมีสารที่มีอันตรายต่อผิวหนัง 
บางทีอาจก่อให้เกิดผลเสียรุนแรงมากกว่าที่ใครหลายคนคิด 
ก็เลยมีการออกมาเตือนโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถึงความเชื่อดังกล่าว

ผลกระทบของการใช้กาวร้อนลอกสิว
*
ผลกระทบระดับน้อย ได้แก่ ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นระคายเคือง ผิวแห้ง ผิวลอก
*
ผลกระทบระดับมาก ได้แก่ เกิดอาการแพ้สารในกาว 
น้ำเหลืองไหล มีตุ่มเล็ก พองที่ผิวหนัง คัน หรือผื่นแพ้รุนแรง

การดูแลรักษาอาการ
*
ระคายเคืองน้อย ทามอยเจอร์ไรเซอร์หรือครีมบำรุงเพื่อเคลือบผิว สามารถหายได้
*
ระคายเคืองมาก ควรรีบพบแพทย์ แพทย์จะทำการตรวจค้นสารที่คนไข้แพ้ 
รวมทั้งทำการรักษาตามอาการ เช่น ใช้ยา ประคบน้ำเกลือ และอื่นๆ

ผลกระทบจากกาวร้อนลอกสิว
แม้มีการแพ้ครั้งแรก อาจจะส่งผลให้มีการแพ้ในครั้งถัดไป 
และไม่สามารถสัมผัสกับวัตถุที่มีสารชนิดเดียวกันกับในกาวได้ 
เช่น พลาสเตอร์ปิดแผล รองเท้าที่มีการประกอบด้วยกาว และก็อื่นๆ

ต้องการกล้ามใหญ่ ไม่กินเวย์โปรตีน แล้วจะต้องรับประทานอะไร?

เมื่อกล่าวถึงคนออกกำลังกายในตอนนี้ ดูเหมือนกับว่าจะมีเป้าหมายอยู่ ประเภทใหญ่
กลุ่มแรกออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งนั้น 
คือผู้ที่ออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ 
โดยในผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อชอบพิถีพิถันในการกินอาหารเป็นพิเศษเพื่อให้มีซิกแพ
โดยเน้นกินอาหารประเภทโปรตีนไขมันต่ำ และที่ได้รับความนิยมสูงก็คือ เวย์โปรตีนสำเร็จรูป 
แต่นอกจากเวย์โปรตีนแล้วก็ยังมีอาหารทางเลือกอื่นๆอย่างเช่น ไข่ขาวและอกไก่ 
ที่ให้โปรตีนไม่แพ้กัน และยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้ออีกด้วย 

คนทั่วไปกับคนออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อต้องการโปรตีนต่างกัน
ผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อ ต้องไม่มีไขมัน และการออกกำลังกายต้องไม่ทำทุกวัน
เพราะเหตุว่าการออกกำลังกายทุกวันจะก่อให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บ
โดยเหตุนี้ต้องพักเพื่อให้กล้ามเนื้อมีการซ่อมแซมเกิดขึ้นและมีขนาดโตขึ้น
นอกจากนี้ยังจะต้องรับประทานอาหารจำพวกโปรตีนเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อร่วมด้วย
*ในคนทั่วไปต้องการโปรตีน 0.8-1 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน
*ในคนที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อต้องการโปรตีน 2-3 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน (มากกว่าคนทั่วไป 2-3 เท่า)
ยกตัวอย่างการรับประทานอาหารในคนที่มีน้ำหนักตัว 70 กิโลกรัม
หากเป็นคนทั่วไปจะต้องได้รับโปรตีน 70 กรัม/วัน
แต่ว่าหากเป็นผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อต้องได้รับโปรตีน 140-200 กรัม/วัน
ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้จะทานอาหารประเภทโปรตีนอยู่ที่ 150-200 กรัม/วัน
และชอบเลือกของกินที่มีไขมันต่ำรวมทั้ง เกลือหรือโซเดียมต่ำด้วย
เพราะเกลือจะมีผลให้บวมและมองไม่เห็นซิกแพค เพราะฉะนั้นของกินประเภทโปรตีนที่เลือกจะต้องเป็นโปรตีนไขมันต่ำ
และเมื่อปรุงรสจะต้องไม่ปรุงเกลือ หรือใส่ในปริมาณน้อย

คอลลาเจน ใช้บำรุงผิวและรักษาโรคข้อเสื่อม

คอลลาเจน กลายเป็นคำที่หลายคนรู้จักดีในรูปแบบของอาหารเสริม 
อีกทั้งมีความเชื่อหลายอย่างเกี่ยวกับคอลลาเจนที่ผิดเพี้ยนไปจากความจริง 
เพราะคำโฆษณาของผลิตภัณฑ์ความงามที่วางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด เช่น คอลลาเจน 
สามารถทำให้ผิวขาวขึ้นได้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ควรทำความเข้าใจ

คอลลาเจน คืออะไร?
คอลลาเจน คือเส้นใยโปรตีนชนิดหนึ่ง เป็นองค์ประกอบหลักของผิวหนัง 
ขน และเส้นผม ช่วยทำให้ผิวหนังคงความเต่งตึง ยืดหยุ่นเรียบเนียน กระชับ
อีกทั้งยังเป็นองค์ประกอบของกระดูกกระดูกอ่อน 
จึงมีการนำคอลลาเจนไปใช้ในคนไข้โรคข้อเข่าเสื่อม คนที่มีภาวะกระดูกบางหรือกระดูกเปราะ
คอลลาเจน เป็นสิ่งที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้และ
ได้รับจากอาหารหลายประเภทแต่ในคนที่มีอายุมากขึ้นโดยเฉพาะคนที่มีอายุมากกว่า 30 ปี 
ขึ้นไปพบว่าการสังเคราะห์คอลลาเจนจะต่ำลงหรือในคนที่มีปัจจัยบางอย่าง
ทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพหรือถูกทำลายได้ง่าย เช่นคนที่พักไม่เพียงพอ 
คนที่มีความเครียด ผู้ที่สูบบุหรี่ ฯลฯจึงได้รับคอลลาเจนที่ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย 
ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อย เหี่ยวย่น ไม่เรียบเนียนและเกิดริ้วรอยได้

ปัจจัยที่ทำให้ร่างกายได้รับคอลลาเจนไม่เพียงพอ
1.
ผู้สูงอายุ (มีความสามารถในการสร้างคอลลาเจนได้น้อยกว่าวัยอื่น)
2.
รังสี UV จากแสงแดด
3.
ความเครียด
4.
พักผ่อนไม่เพียงพอ
5.
สูบบุหรี่
6.
รับประทานอาหารไม่ครบ หมู่

5 สัญญาณช่องปากที่เตือนว่าควรไปพบทันตแพทย์ได้แล้ว

หลายๆคนชอบละเลยการรักษาสุขภาพช่องปากและฟัน 
กว่าจะมาดูแลได้ก็ต้องเป็นตอนที่ต้องเข้ารับการรักษากับทันตแพทย์แล้ว 
ซึ่งจำเป็นต้องบอกตรงนี้เลยว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาไม่ใช่ถูกๆดังนั้นถ้าหากคุณไม่อยากเสียเงินแพง
ไปกับการดูแลรักษาช่องปากและฟัน ควรจะหมั่นสังเกตุตัวเองเสมอๆถ้าหากมีอาการดังนี้ควรจะรีบไปพบทันตแพทย์โดยทันที

1. มีกลิ่นปากโดยหาสาเหตุไม่ได้ ครั้งใดก็ตามพูดหรือพ่นลมหายใจจะต้องได้กลิ่นปากทุกครั้ง 
ไม่เว้นแม้แต่ตอนที่เพิ่งแปรงฟันเสร็จใหม่ๆอาการแบบนี้อาจเกิดขึ้นจากอาการอักเสบในช่องปาก 
หรือมีเศษอาหารเข้าไปสะสมอยู่

2. ฟันเหลืองไม่ขาวสะอาด สามารถสังเกตุได้จากหลังจากที่แปรงฟันเสร็จแล้ว
จะมีคราบเหลืองติดอยู่ที่บริเวณฟันตลอด

3. มีคราบพลัคเกาะอยู่ที่บริเวณฟัน ข้อนี้ก็สามารถสังเกตได้จากหลังแปรงฟันใหม่ๆ
ว่าจะมีคราบที่เป็นเหมือนแผ่นฟิล์มเหนียวเกาะอยู่ที่บริเวณฟัน

4. ฟันผุ ข้อนี้สามารถสังเกตุได้ง่ายๆเลย คือเมื่อฟันเริ่มมีจุดสีดำบนฟัน 
หรือฟันเริ่มเป็นรู ซึ่งในบางครั้งอาจจะมีอาการปวดฟันร่วมด้วย

5. เลือดไหลในขณะที่แปรงฟัน การที่เลือดออกเวลาแปรงฟันเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเหงือกกำลังมีปัญหา 
เช่น เหงือกอักเสบ เหงือกเป็นแผล เป็นต้น

ถ้าคุณไม่ได้อยากมีอาการดังที่กล่าวมา ก็ควรจะมั่นเอาใจใส่และก็ดูแลแล้วก็รักษาสุขภาพช่องปากรวมทั้งฟันให้ดี 
ด้วยการแปรงฟันอย่างน้อยวันละ ครั้ง เช้าเย็น ทีละ 3-4 นาที เปลี่ยนแปรงทุกๆเดือน 
และก็ที่สำคัญใช้ไหมขัดฟันแทนการใช้ไม้จิ้มฟัน เพียงเท่านี้เหงือกและฟันของคุณก็จะอยู่กับคุณไปอีกนานแสนนาน

5 วิธีในการดูแลสุขภาพผิวแบบผิดๆ

การมีผิวสวยสุขภาพดีคงจะเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนปรารถนาจะมี
จนสรรหาวิธีการต่างๆมาดูแลและบำรุงมากมาย
แต่ว่าคุณทราบหรือเปล่าว่าวิธีการที่คุณทำอยู่อาจจะทำร้ายผิวก็ได้
ดังนั้นเพื่อไม่คุณทำร้ายผิวแบบไม่รู้ตัว เราจึงได้รวบรวม 5 วิธีดูแลสุขภาพผิวแบบผิดๆ
มาฝากกันแล้ว ถ้าใครทำอยู่ก็ขอให้รีบหยุดก่อนที่ผิวจะพังไปมากกว่านี้

1. ขัดผิวบ่อยๆการขัดผิวเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผิวดูดีขึ้นมาได้
เพราะเมื่อเราขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วก็จะหลุดออกไปส่งผลให้ผิวดูกระจางใส
แต่ว่าถ้าหากว่าคุณขัดผิวบ่อยเกินไปก็จะก่อให้ผิวแห้งกร้าน ทางที่ดีขัดผิวอาทิตย์ละ 1 ครั้งก็เพียงพอแล้ว

2. ใช้กูลต้ามากจนเกินไป สำหรับบางบุคคลที่ต้องการมีผิวขาวเร็วๆอาจจะเลือกใช้ครีมที่มีส่วนผสมของกูลต้า
เพื่อกระตุ้นให้ผิวกระจางใสเร็วๆแต่คุณไม่ควรใช้ในจำนวนที่มากเกินความจำเป็น
เนื่องจากว่าจะก่อให้ผิวหนังบางลงและไม่สามารถป้องกันแสงแดดได้ ส่งผลให้เกิดมะเร็งผิวหนัง

3. ใช้ครีมสเตียรอยด์ ครีมที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์อาจจะทำให้ผิวขาวขึ้นนุ่มขึ้นกว่าครีมปกติก็จริง
แต่คุณทราบไหมว่าถ้าหากใช้ต่อเนื่องไปนานๆจะก่อให้ผิวบางลงจนมองเห็นเส้นเลือดใต้ผิวได้ชัดเจนมากๆ
แล้วก็จะเป็นเรื่องที่แย่มากหากผู้หญิงนำครีมสเตียรอยด์ไปใช้กับหน้า เพราะหน้าคุณอาจพังได้

4. ฉีดวิตามิน การฉีดมินตามินเพื่อให้ผิวขาวนั้นเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง
เพราะว่าทำให้ผู้หญิงขาวขึ้นได้อย่างทันใจ จนถึงขั้นที่มีผลิตภัณฑ์ออกมาจำหน่ายให้ไปฉีดเอง
แต่พวกเราขอแนะนำว่าให้ไปทำกับแพทย์โดยตรงดีกว่า เพื่อความปลอดภัยของตัวเรา

5. ลืมทาครีมกันแดด พวกเราควรจะทาครีมกันแดดทุกวัน ไม่ว่าในวันนั้นจะมีสภาพอากาศเช่นไร
เนื่องจากต่อให้ไม่มีแดดให้พวกเรามองเห็น แต่ว่าแดดก็ยังเป็นแดดที่สามารถทำร้ายผิวเราได้อยู่ดี
ดังนั้นก่อนจะออกจากบ้านห้ามลืมทาครีมกันแดดเด็ดขาด…

เคล็ดลับในการทานอาหารให้ร่างกายมีสุขภาพดี

ของกิน เป็นหนึ่งใน 4 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้
แต่ก็มีอยู่บ่อยครั้งที่พวกเราชอบละเลยการกินอาหาร หรือรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อร่างกายทั้งๆ
ที่รู้อยู่เต็มอก จนทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพมากมายตามมา
ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีขึ้นพวกเราก็เลยมีเทคนิคในการทานมาฝาก

1. ในอาหารเช้าจะต้องมีแป้งและก็คาร์โบไฮเดรต เนื่องจากสารอาหารทั้ง 2 อย่างนี้
มีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกายเป็นอย่างยิ่ง ควรจะได้รับในจำนวน 1 ใน 3 ของอาหารทั้งหมด
ตัวอย่างอาหารจำพวกแป้งแล้วก็คาร์โบไฮเดรตคือ มันฝรั่ง ขนมปัง ข้าว ซีเรียล ฯลฯ

2. ปลาเป็นแหล่งอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก
เพราะอุดมไปด้วยโปรตีน วิตามมิน และแร่ธาตุอีกมากมาย
โดยใน 1 อาทิตย์ควรจะทานปลาขั้นต่ำ 2 ชิ้น
หรือถ้าหากว่าไม่ชอบทานปลาก็สามารถทานน้ำมันปลาแทนได้

3. ร่างกายของเรายังต้องการสารอาหารประเภทไขมันอยู่
แต่ว่าไขมันเป็นอาหารที่อันตรายมากๆถ้าทานไม่ระวังก็จะก่อให้เป็นโรคร้ายได้
ดังนั้นจึงจะต้องควบคุมจำนวนในการทานไขมันให้ดี
โดยในหนึ่งวันผู้หญิงสามารถทานไขมันได้ไม่เกิน 20 กรัม
ส่วนผู้ชายทานได้วันละไม่เกิน 30 กรัม

4. ในหนึ่งวันนั้นคนเราไม่ควรทานเกลือเกิน 6 กรัม
เพราะว่านอกเหนือจากจะมีผลให้ร่างกายบวมน้ำแล้วยังทำให้มีการเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นโรคไต
โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหลอดเลือดในสมอง
ดังนั้นจึงจำกัดปริมาณการทานให้เหมาะสม และก็อ่านฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนจะทานทุกครั้ง

5. หลายๆคนเลือกที่จะไม่กินอาหารเช้า
เพราะเหตุว่าบางครั้งก็อาจจะไม่ว่าง ไม่หิว หรือเหตุผลใดๆก็ตามแต่
ซึ่งมันเป็นความคิดที่ไม่ถูกมากๆเพราะเหตุว่าการกินอาหารตอนเช้าจะช่วยเพิ่มพลังงาน
ให้กับร่างกายและก็ทำให้มีสมาธิในการทำกิจกรรมต่างๆ…