Menu

หมวดหมู่: สุขภาพ

การแยกโรคปวดศีรษะ

โรคปวดศีรษะจากความเครียด เป็นต้นเหตุที่พบบ่อยที่สุดของคนที่มีอาการปวดศีรษะ 
มักจะมีลักษณะอาการปวดหัวต่อเนื่องนานเป็นวันจนถึงเป็นอาทิตย์ หรือเป็นแรมเดือน 
โดยจะปวดพอรำคาญ หรือทำให้เกิดความรู้สึกไม่สุขสบาย และจะปวดอย่างต่อเนื่อง 
ไม่แรงขึ้นกว่าวันแรกที่ปวด จัดว่าเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด แต่จะเป็นหายเรื้อรัง
อาการปวดศีรษะที่เป็นต่อเนื่องกันเป็นวันขึ้นไป ควรจะแยกออกมาจากสาเหตุอื่น เช่น

1. ไมเกรน
ผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการปวดตุบๆที่ขมับด้านเดียว (ส่วนน้อยเป็นพร้อมกัน ข้าง)
อาเจียน คลื่นไส้ ตาพร่า นาน 4-72 ชั่วโมง มักจะเป็นหายทุกครั้งที่มีอาการกำเริบ 
มักจะมีสาเหตุจากสิ่งกระตุ้น ได้แก่ แสงสว่าง เสียง กลิ่น อดนอน อดข้าว อากาศร้อนหรือเย็นจัด 
อาหารบางชนิด เหล้า ผงชูรส โดยมากจะเริ่มเป็นตั้งแต่วัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว 
บางคนอาจมีอาการปวดศีรษะจากความเครียดร่วมด้วย

2. เนื้องอกสมอง
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดทั่วศีรษะ ปวดมากตอนที่ตื่นนอนตอนเวลาเช้า พอสายก็ดีขึ้น 
ไม่ปวดต่อเนื่องทั้งวัน อาการดังกล่าวจะเป็นแรงขึ้นทุกวันจนกระทั่งผู้ป่วยจะต้องตื่นตอนเช้ามืดเพราะรู้สึกเจ็บปวด 
และก็จะปวดนานขึ้นทุกวัน จนถึงในที่สุดจะปวดตลอดเวลา ซึ่งกินยาแก้ปวดไม่ทุเลา 
ในระยะต่อมาอาจมีอาการอาเจียน เดินเซ เห็นภาพซ้อน 
แขนขาอ่อนแรง ชัก ความจำเสื่อม บุคลิกภาพเปลี่ยนไป จากเดิม

3. โรคทางสมองอื่นๆ
เช่น เลือดออกในสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วย 
จะมีลักษณะปวดศีรษะรุนแรงและอาเจียน ตั้งแต่วันแรก
ที่ปวด บางคนอาจมีไข้สูง ซึม ชัก ร่วมด้วย

4. ต้อหินชนิดเฉียบพลัน
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตาและศีรษะข้างเดียวอย่าง 
รุนแรงและฉับพลันทันที ตาพร่ามัว แสบตาข้างที่ปวด 
จะมีสิ่งรบกวน ตาแดงๆตรงบริเวณตาขาว (รอบๆตาดำ)
อาการปวดจะเป็นต่อเนื่องเป็นวันซึ่งกินยาแก้ปวดก็ไม่ทุเลา

ใช้กาวร้อนลอกสิว บางทีอาจได้แผลจนหมดสวย

กาวร้อนลอกสิว กลายเป็นความเชื่อผิดของใครหลายคน 
ส่งผลให้ทำตามกันจำนวนมาก หวังลอกสิวเสี้ยนเพื่อจัดการกับปัญหาผิวหน้าให้สวยใส 
แต่หารู้ไม่ว่าความเชื่อนี้เป็นความเชื่อที่ไม่ถูก 
เพราะเหตุว่าในกาวมีสารที่มีอันตรายต่อผิวหนัง 
บางทีอาจก่อให้เกิดผลเสียรุนแรงมากกว่าที่ใครหลายคนคิด 
ก็เลยมีการออกมาเตือนโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถึงความเชื่อดังกล่าว

ผลกระทบของการใช้กาวร้อนลอกสิว
*
ผลกระทบระดับน้อย ได้แก่ ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นระคายเคือง ผิวแห้ง ผิวลอก
*
ผลกระทบระดับมาก ได้แก่ เกิดอาการแพ้สารในกาว 
น้ำเหลืองไหล มีตุ่มเล็ก พองที่ผิวหนัง คัน หรือผื่นแพ้รุนแรง

การดูแลรักษาอาการ
*
ระคายเคืองน้อย ทามอยเจอร์ไรเซอร์หรือครีมบำรุงเพื่อเคลือบผิว สามารถหายได้
*
ระคายเคืองมาก ควรรีบพบแพทย์ แพทย์จะทำการตรวจค้นสารที่คนไข้แพ้ 
รวมทั้งทำการรักษาตามอาการ เช่น ใช้ยา ประคบน้ำเกลือ และอื่นๆ

ผลกระทบจากกาวร้อนลอกสิว
แม้มีการแพ้ครั้งแรก อาจจะส่งผลให้มีการแพ้ในครั้งถัดไป 
และไม่สามารถสัมผัสกับวัตถุที่มีสารชนิดเดียวกันกับในกาวได้ 
เช่น พลาสเตอร์ปิดแผล รองเท้าที่มีการประกอบด้วยกาว และก็อื่นๆ

ต้องการกล้ามใหญ่ ไม่กินเวย์โปรตีน แล้วจะต้องรับประทานอะไร?

เมื่อกล่าวถึงคนออกกำลังกายในตอนนี้ ดูเหมือนกับว่าจะมีเป้าหมายอยู่ ประเภทใหญ่
กลุ่มแรกออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งนั้น 
คือผู้ที่ออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ 
โดยในผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อชอบพิถีพิถันในการกินอาหารเป็นพิเศษเพื่อให้มีซิกแพ
โดยเน้นกินอาหารประเภทโปรตีนไขมันต่ำ และที่ได้รับความนิยมสูงก็คือ เวย์โปรตีนสำเร็จรูป 
แต่นอกจากเวย์โปรตีนแล้วก็ยังมีอาหารทางเลือกอื่นๆอย่างเช่น ไข่ขาวและอกไก่ 
ที่ให้โปรตีนไม่แพ้กัน และยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้ออีกด้วย 

คนทั่วไปกับคนออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อต้องการโปรตีนต่างกัน
ผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อ ต้องไม่มีไขมัน และการออกกำลังกายต้องไม่ทำทุกวัน
เพราะเหตุว่าการออกกำลังกายทุกวันจะก่อให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บ
โดยเหตุนี้ต้องพักเพื่อให้กล้ามเนื้อมีการซ่อมแซมเกิดขึ้นและมีขนาดโตขึ้น
นอกจากนี้ยังจะต้องรับประทานอาหารจำพวกโปรตีนเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อร่วมด้วย
*ในคนทั่วไปต้องการโปรตีน 0.8-1 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน
*ในคนที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อต้องการโปรตีน 2-3 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน (มากกว่าคนทั่วไป 2-3 เท่า)
ยกตัวอย่างการรับประทานอาหารในคนที่มีน้ำหนักตัว 70 กิโลกรัม
หากเป็นคนทั่วไปจะต้องได้รับโปรตีน 70 กรัม/วัน
แต่ว่าหากเป็นผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อต้องได้รับโปรตีน 140-200 กรัม/วัน
ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้จะทานอาหารประเภทโปรตีนอยู่ที่ 150-200 กรัม/วัน
และชอบเลือกของกินที่มีไขมันต่ำรวมทั้ง เกลือหรือโซเดียมต่ำด้วย
เพราะเกลือจะมีผลให้บวมและมองไม่เห็นซิกแพค เพราะฉะนั้นของกินประเภทโปรตีนที่เลือกจะต้องเป็นโปรตีนไขมันต่ำ
และเมื่อปรุงรสจะต้องไม่ปรุงเกลือ หรือใส่ในปริมาณน้อย

คอลลาเจน ใช้บำรุงผิวและรักษาโรคข้อเสื่อม

คอลลาเจน กลายเป็นคำที่หลายคนรู้จักดีในรูปแบบของอาหารเสริม 
อีกทั้งมีความเชื่อหลายอย่างเกี่ยวกับคอลลาเจนที่ผิดเพี้ยนไปจากความจริง 
เพราะคำโฆษณาของผลิตภัณฑ์ความงามที่วางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด เช่น คอลลาเจน 
สามารถทำให้ผิวขาวขึ้นได้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ควรทำความเข้าใจ

คอลลาเจน คืออะไร?
คอลลาเจน คือเส้นใยโปรตีนชนิดหนึ่ง เป็นองค์ประกอบหลักของผิวหนัง 
ขน และเส้นผม ช่วยทำให้ผิวหนังคงความเต่งตึง ยืดหยุ่นเรียบเนียน กระชับ
อีกทั้งยังเป็นองค์ประกอบของกระดูกกระดูกอ่อน 
จึงมีการนำคอลลาเจนไปใช้ในคนไข้โรคข้อเข่าเสื่อม คนที่มีภาวะกระดูกบางหรือกระดูกเปราะ
คอลลาเจน เป็นสิ่งที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้และ
ได้รับจากอาหารหลายประเภทแต่ในคนที่มีอายุมากขึ้นโดยเฉพาะคนที่มีอายุมากกว่า 30 ปี 
ขึ้นไปพบว่าการสังเคราะห์คอลลาเจนจะต่ำลงหรือในคนที่มีปัจจัยบางอย่าง
ทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพหรือถูกทำลายได้ง่าย เช่นคนที่พักไม่เพียงพอ 
คนที่มีความเครียด ผู้ที่สูบบุหรี่ ฯลฯจึงได้รับคอลลาเจนที่ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย 
ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อย เหี่ยวย่น ไม่เรียบเนียนและเกิดริ้วรอยได้

ปัจจัยที่ทำให้ร่างกายได้รับคอลลาเจนไม่เพียงพอ
1.
ผู้สูงอายุ (มีความสามารถในการสร้างคอลลาเจนได้น้อยกว่าวัยอื่น)
2.
รังสี UV จากแสงแดด
3.
ความเครียด
4.
พักผ่อนไม่เพียงพอ
5.
สูบบุหรี่
6.
รับประทานอาหารไม่ครบ หมู่

5 สัญญาณช่องปากที่เตือนว่าควรไปพบทันตแพทย์ได้แล้ว

หลายๆคนชอบละเลยการรักษาสุขภาพช่องปากและฟัน 
กว่าจะมาดูแลได้ก็ต้องเป็นตอนที่ต้องเข้ารับการรักษากับทันตแพทย์แล้ว 
ซึ่งจำเป็นต้องบอกตรงนี้เลยว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาไม่ใช่ถูกๆดังนั้นถ้าหากคุณไม่อยากเสียเงินแพง
ไปกับการดูแลรักษาช่องปากและฟัน ควรจะหมั่นสังเกตุตัวเองเสมอๆถ้าหากมีอาการดังนี้ควรจะรีบไปพบทันตแพทย์โดยทันที

1. มีกลิ่นปากโดยหาสาเหตุไม่ได้ ครั้งใดก็ตามพูดหรือพ่นลมหายใจจะต้องได้กลิ่นปากทุกครั้ง 
ไม่เว้นแม้แต่ตอนที่เพิ่งแปรงฟันเสร็จใหม่ๆอาการแบบนี้อาจเกิดขึ้นจากอาการอักเสบในช่องปาก 
หรือมีเศษอาหารเข้าไปสะสมอยู่

2. ฟันเหลืองไม่ขาวสะอาด สามารถสังเกตุได้จากหลังจากที่แปรงฟันเสร็จแล้ว
จะมีคราบเหลืองติดอยู่ที่บริเวณฟันตลอด

3. มีคราบพลัคเกาะอยู่ที่บริเวณฟัน ข้อนี้ก็สามารถสังเกตได้จากหลังแปรงฟันใหม่ๆ
ว่าจะมีคราบที่เป็นเหมือนแผ่นฟิล์มเหนียวเกาะอยู่ที่บริเวณฟัน

4. ฟันผุ ข้อนี้สามารถสังเกตุได้ง่ายๆเลย คือเมื่อฟันเริ่มมีจุดสีดำบนฟัน 
หรือฟันเริ่มเป็นรู ซึ่งในบางครั้งอาจจะมีอาการปวดฟันร่วมด้วย

5. เลือดไหลในขณะที่แปรงฟัน การที่เลือดออกเวลาแปรงฟันเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเหงือกกำลังมีปัญหา 
เช่น เหงือกอักเสบ เหงือกเป็นแผล เป็นต้น

ถ้าคุณไม่ได้อยากมีอาการดังที่กล่าวมา ก็ควรจะมั่นเอาใจใส่และก็ดูแลแล้วก็รักษาสุขภาพช่องปากรวมทั้งฟันให้ดี 
ด้วยการแปรงฟันอย่างน้อยวันละ ครั้ง เช้าเย็น ทีละ 3-4 นาที เปลี่ยนแปรงทุกๆเดือน 
และก็ที่สำคัญใช้ไหมขัดฟันแทนการใช้ไม้จิ้มฟัน เพียงเท่านี้เหงือกและฟันของคุณก็จะอยู่กับคุณไปอีกนานแสนนาน

5 วิธีในการดูแลสุขภาพผิวแบบผิดๆ

การมีผิวสวยสุขภาพดีคงจะเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนปรารถนาจะมี
จนสรรหาวิธีการต่างๆมาดูแลและบำรุงมากมาย
แต่ว่าคุณทราบหรือเปล่าว่าวิธีการที่คุณทำอยู่อาจจะทำร้ายผิวก็ได้
ดังนั้นเพื่อไม่คุณทำร้ายผิวแบบไม่รู้ตัว เราจึงได้รวบรวม 5 วิธีดูแลสุขภาพผิวแบบผิดๆ
มาฝากกันแล้ว ถ้าใครทำอยู่ก็ขอให้รีบหยุดก่อนที่ผิวจะพังไปมากกว่านี้

1. ขัดผิวบ่อยๆการขัดผิวเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผิวดูดีขึ้นมาได้
เพราะเมื่อเราขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วก็จะหลุดออกไปส่งผลให้ผิวดูกระจางใส
แต่ว่าถ้าหากว่าคุณขัดผิวบ่อยเกินไปก็จะก่อให้ผิวแห้งกร้าน ทางที่ดีขัดผิวอาทิตย์ละ 1 ครั้งก็เพียงพอแล้ว

2. ใช้กูลต้ามากจนเกินไป สำหรับบางบุคคลที่ต้องการมีผิวขาวเร็วๆอาจจะเลือกใช้ครีมที่มีส่วนผสมของกูลต้า
เพื่อกระตุ้นให้ผิวกระจางใสเร็วๆแต่คุณไม่ควรใช้ในจำนวนที่มากเกินความจำเป็น
เนื่องจากว่าจะก่อให้ผิวหนังบางลงและไม่สามารถป้องกันแสงแดดได้ ส่งผลให้เกิดมะเร็งผิวหนัง

3. ใช้ครีมสเตียรอยด์ ครีมที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์อาจจะทำให้ผิวขาวขึ้นนุ่มขึ้นกว่าครีมปกติก็จริง
แต่คุณทราบไหมว่าถ้าหากใช้ต่อเนื่องไปนานๆจะก่อให้ผิวบางลงจนมองเห็นเส้นเลือดใต้ผิวได้ชัดเจนมากๆ
แล้วก็จะเป็นเรื่องที่แย่มากหากผู้หญิงนำครีมสเตียรอยด์ไปใช้กับหน้า เพราะหน้าคุณอาจพังได้

4. ฉีดวิตามิน การฉีดมินตามินเพื่อให้ผิวขาวนั้นเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง
เพราะว่าทำให้ผู้หญิงขาวขึ้นได้อย่างทันใจ จนถึงขั้นที่มีผลิตภัณฑ์ออกมาจำหน่ายให้ไปฉีดเอง
แต่พวกเราขอแนะนำว่าให้ไปทำกับแพทย์โดยตรงดีกว่า เพื่อความปลอดภัยของตัวเรา

5. ลืมทาครีมกันแดด พวกเราควรจะทาครีมกันแดดทุกวัน ไม่ว่าในวันนั้นจะมีสภาพอากาศเช่นไร
เนื่องจากต่อให้ไม่มีแดดให้พวกเรามองเห็น แต่ว่าแดดก็ยังเป็นแดดที่สามารถทำร้ายผิวเราได้อยู่ดี
ดังนั้นก่อนจะออกจากบ้านห้ามลืมทาครีมกันแดดเด็ดขาด…

เคล็ดลับในการทานอาหารให้ร่างกายมีสุขภาพดี

ของกิน เป็นหนึ่งใน 4 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้
แต่ก็มีอยู่บ่อยครั้งที่พวกเราชอบละเลยการกินอาหาร หรือรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อร่างกายทั้งๆ
ที่รู้อยู่เต็มอก จนทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพมากมายตามมา
ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีขึ้นพวกเราก็เลยมีเทคนิคในการทานมาฝาก

1. ในอาหารเช้าจะต้องมีแป้งและก็คาร์โบไฮเดรต เนื่องจากสารอาหารทั้ง 2 อย่างนี้
มีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกายเป็นอย่างยิ่ง ควรจะได้รับในจำนวน 1 ใน 3 ของอาหารทั้งหมด
ตัวอย่างอาหารจำพวกแป้งแล้วก็คาร์โบไฮเดรตคือ มันฝรั่ง ขนมปัง ข้าว ซีเรียล ฯลฯ

2. ปลาเป็นแหล่งอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก
เพราะอุดมไปด้วยโปรตีน วิตามมิน และแร่ธาตุอีกมากมาย
โดยใน 1 อาทิตย์ควรจะทานปลาขั้นต่ำ 2 ชิ้น
หรือถ้าหากว่าไม่ชอบทานปลาก็สามารถทานน้ำมันปลาแทนได้

3. ร่างกายของเรายังต้องการสารอาหารประเภทไขมันอยู่
แต่ว่าไขมันเป็นอาหารที่อันตรายมากๆถ้าทานไม่ระวังก็จะก่อให้เป็นโรคร้ายได้
ดังนั้นจึงจะต้องควบคุมจำนวนในการทานไขมันให้ดี
โดยในหนึ่งวันผู้หญิงสามารถทานไขมันได้ไม่เกิน 20 กรัม
ส่วนผู้ชายทานได้วันละไม่เกิน 30 กรัม

4. ในหนึ่งวันนั้นคนเราไม่ควรทานเกลือเกิน 6 กรัม
เพราะว่านอกเหนือจากจะมีผลให้ร่างกายบวมน้ำแล้วยังทำให้มีการเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นโรคไต
โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหลอดเลือดในสมอง
ดังนั้นจึงจำกัดปริมาณการทานให้เหมาะสม และก็อ่านฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนจะทานทุกครั้ง

5. หลายๆคนเลือกที่จะไม่กินอาหารเช้า
เพราะเหตุว่าบางครั้งก็อาจจะไม่ว่าง ไม่หิว หรือเหตุผลใดๆก็ตามแต่
ซึ่งมันเป็นความคิดที่ไม่ถูกมากๆเพราะเหตุว่าการกินอาหารตอนเช้าจะช่วยเพิ่มพลังงาน
ให้กับร่างกายและก็ทำให้มีสมาธิในการทำกิจกรรมต่างๆ…

ผิวสวยง่ายๆเพียงแค่ทานผลไม้!!!

ใครต้องการมีผิวสวย ดูเปล่งปลั่งกันบ้าง!!
แน่ๆล่ะว่าทุกคนก็ต้องอยากมีผิวสวยสุขภาพดีให้ได้ดั่งหัวใจ ผู้หญิง
ส่วนใหญ่จึงมักนิยมรับประทานอาหารเสริม พึ่งการเข้าคลีนิกเสริมความงาม
หรือใช้ครีมรวมทั้งเครื่องแต่งหน้าแพงๆฉะนั้นวันนี้ก็เลยได้มาเสนอแนวทางง่ายๆ
สำหรับการบำรุง ซึ่งก็คือ “การกิน”
ในที่นี้ก็คือผลไม้นั่นเอง แม้กระนั้นจะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลย
เริ่มต้นกับผลไม้ที่รสเปรี้ยวอย่าง มะนาว ส้ม สตรอเบอร์รี่ ฝรั่ง
ซึ่งคือผลไม้ที่มีวิตามินสูง ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของผิวฟื้นฟูผิวที่แห้งกร้าน
เสริมสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวกระจ่างแลดูสุขภาพดี
สองผลไม้ที่มีสีแดง เช่น มะเขือเทศ เพราะในผลไม้ที่มีสีแดงจะมีสารไรโคปีน
ซึ่งสารตัวนี้จะทำหน้าที่กระตุ้นการสร้างคอลาเจน ทำให้ผิวแข็งแรงชุ่มชื้น
นอกจากนั้นในมะเขือเทศยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรอยอีกด้วย
อย่างที่สาม ลูกพรุน เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีและวิตามินอีสูง
นอกเหนือจากนี้ยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระในปริมาณมากอีกด้วย
ซึ่งจะช่วยให้ผิวดูอ่อนวัยเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลไม่แห้งตึง
อย่างที่สี่ ที่จะนำเสนอ ก็คือ แคนตาลูป และแตงกวา ซึ่งเป็นทั้งผักและผลไม้
ที่ประกอบไปด้วยวิตามินเอ และธาตุฯลฯที่จะช่วยเสริมสร้างคอลาเจน
ถ้าหากรับประทานเป็นประจำจะมีผลให้ผิวดูกระชุ่มกระชวย ไม่แห้งหยาบ
ผักแล้วก็ผลไม้แต่ละประเภททั้งน่าอร่อยและก็เป็นประโยชน์และหารับประทานได้อย่างง่ายๆ
เป็นแนวทางง่ายๆเพื่อช่วยทำให้ผิวของคุณดูสวยสุขภาพแข็งแรง แต่ของอย่างนี้ก็ต้องใช้เวลาใช่ป่ะ
ถ้ากินในจำนวนที่พอเหมาะและก็พอเพียงต่อความจำเป็นของร่างกายก็จะมีผลดี
หากรับประทานมากเกินไปก็อาจเกิดสะสมจนเป็นโรคภัยตามมาก็ได้…

รู้จักกับโรคไข้ปวดข้อยุงลาย โรคที่มียุงลายเป็นพาหะ

เป็นที่รู้ๆกันอยู่ว่ายุงลายเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก โรคที่อันตรายถึงตายได้ 
ทำให้มีการรณรงค์โดยตลอดเพื่อป้องกันยุงลาย นอกจากไข้เลือดออกแล้วยุงลายยังสามารถนำโรคอื่นได้อีก 
เรามาทำความรู้จักกับ โรคไข้ปวดข้อยุงลาย” ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรคเช่นกัน

โรคไข้ปวดข้อยุงลาย เป็นยังไง?
โรคไข้ปวดข้อยุงลาย เรียกอีกอย่างว่า โรคชิคุนกุนยา” เป็นโรคที่มียุงลายเป็นพาหะ 
เกิดจากเชื้อไวรัส เคยระบาดในหลายพื้นที่ อีกทั้งเคยระบาดในประเทศไทยเมื่อ 10 ปีก่อนทางภาคใต้
เจอโรคครั้งแรกที่แอฟริกา โดยชื่อชิคุนกุนยานั้นเป็นภาษาแอฟริกาที่หมายถึงเดินจนตัวงอ 
ด้วยเหตุว่าโรคนี้มีลักษณะอาการเด่นคือปวดข้อมากจนกระทั่งทำให้เดินตัวงอ

ลักษณะโรคไข้ปวดข้อยุงลาย
คนที่ติดเชื้อโรคอาจมีไข้สูง อาการเด่นของโรคเป็นลักษณะของการปวดข้อมาก บางรายอาจปวดมากกระทั่งข้อบวม 
อาจมีอาการตาแดงและก็ผื่นแดงตามตัวร่วมด้วย แต่ไม่ทำให้มีอาการช็อคเหมือนไข้เลือดออก 
ช่วงเวลาของอาการปวดสิ่งที่แตกต่างกันออกไปในคนป่วยแต่ละราย บางรายเมื่อหายไข้ก็หายปวด 
แต่บางรายบางทีอาจปวดต่อไป สามารถปวดข้อได้นานที่สุดถึง ปี ข้อที่มักปวดคือ ข้อนิ้วมือ ข้อมือ

ระยะฟักตัวของเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา
หลังจากถูกยุงลายที่มีเชื้อกัด ใช้เวลาฟักตัว 3-7 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้ขึ้นสูงมาก 
อ่อนล้า แล้วอีก 2-5 วันหลังไข้ขึ้น ก็จะเริ่มมีอาการปวดข้อ และผื่นมักเกิดหลังเป็นไข้แล้ว วัน
อาการแทรกซ้อนโรคไข้ปวดข้อยุงลาย
มีโอกาสทำให้เกิดอาการสมองอักเสบหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้ แต่โอกาสเกิดน้อยมาก

การป้องกัน
*
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค
*
ป้องกันโดยการควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

การดูแลและรักษา
การดูแลและรักษาโรคไข้ปวดข้อยุงลาย เป็นการรักษาตามอาการ ถ้าปวดข้อ รักษาโดยการกินยาพารา ถ้าจับไข้คนป่วยจะได้รับยาลดไข้

ข้อดีของการกิน โยเกิร์ต ก่อนนอน

โยเกิร์ต เป็นของกินที่มีคุณประโยชน์อย่างยิ่ง มีแคลอรี่ต่ำช่วยทำให้เรานั้นอิ่มท้องแบบไม่ต้องกลัวอ้วน
แล้วก็โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ยังสามารถเอามาพอกหน้า
ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ช่วยทำให้ผิวนุ่มขึ้นได้ด้วย ผู้หญิงหลายคนก็เลยเลือกทานโยเกิร์ตเป็นของกินก่อนนอน
เพื่อช่วงเช้านั้นพุงไม่ป่อง แถมยังช่วยคุมน้ำหนักได้อีก ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปดูกันเลยดีกว่าว่า การทานโยเกิร์ตก่อนนอนนั้นดียังไงกับร่างกายของพวกเรา
1. หลับง่าย ใครที่พักผ่อนหลับๆตื่นๆนอนยาก คงจะทดลองทานโยเกิร์ตดู เนื่องจากในโยเกิร์ตมีสารทริปโตเฟน
เป็นกรดอะมิโนประเภทหนึ่งที่ช่วยทำให้เกิดความรู้สึกง่วงนอน
แล้วก็เป็นตัวช่วยสำหรับในการหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน ที่ช่วยทำให้ผ่อนคลายแล้วก็นอนหลับง่ายนั่นเอง
2. กระตุ้นระบบขับถ่ายให้ทำงานตามปกติ เพราะเหตุว่าในโยเกิร์ตมีสารไพรไบโอติกส์ ที่ช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ทำให้ถ่ายได้ดีขึ้น
แล้วก็ยิ่งกินในเวลาท้องว่าง ยิ่งเห็นผลได้ดีเชียวล่ะ ใครที่กำลังท้องผูกอยู่ต้องลอง
3. ใครที่รู้สึกพุงป่อง อึดอัด แนะนำว่าให้ลองทานโยเกิร์ตต่อเนื่องกันเป็นเวลา 1 อาทิตย์ รับรองว่าร่างกายของคุณจะได้รับการดีท็อกซ์
ทำให้เกิดความรู้สึกว่าระบบที่ทำหน้าที่ในการย่อยอาหารและก็ระบบขับถ่ายดียิ่งขึ้น
4. โยเกิร์ตเป็นตัวช่วยในการควบคุมน้ำหนัก เพราะว่าในโยเกิร์ตอุดมด้วยโปรตีนที่จะช่วยทำให้ผู้ที่หิวในยามดึกได้อิ่มท้อง
แต่ว่าควรจะเลือกทานที่มีไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย หรือจะเลือกทานรสธรรมชาติก็ยิ่งดีเลย
5. สร้างกล้ามเนื้อ เนื่องจากในโยเกิร์ตมีโปรตีนสูง ก็เลยช่วยซ่อมบำรุงหรือดึงโปรตีนนั้นไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อในเวลาที่พวกเรานอนได้ ด้วยเหตุนี้คนใดที่บริหารร่างกายหนักๆ
ก่อนนอนลองทานโยเกิร์ตต่อเนื่องกันดู แล้วคุณจะมองเห็นการเปลี่ยนแปลง
6. ใครที่แพ้แลคโตสจากนม สามารถรับประทานโยเกิร์ตทดแทนได้ เนื่องจากว่าในโยเกิร์ตมีกรดแลคติกแล้วก็แบคทีเรียที่ช่วยลดแลคโตสในนมได้
ทำให้ผู้ที่มีลักษณะอาการแพ้นมสามารถทานโยเกิร์ตได้ปกตินั่นเอง
นี่แหละเป็นประโยช์จากการทานโยเกิร์ตก่อนนอน แม้กระนั้นที่สำคัญเป็นการเลือกทานให้ถูกทาง โดยการเลือกทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติ หรือสูตรน้ำตาลน้อย
หรือถ้าใครไม่ชอบทานช่วงเวลากลางคืน ก็สามารถทานช่วงเวลาเช้าได้ และก็จะได้รับผลดีเหมือนกัน…