Menu

10 ความเชื่อผิดๆ ของการลดความอ้วน

0 Comment


1. ความเชื่อ: ลดความอ้วนต้องอดอาหาร

ความจริง: หากต้องการลดน้ำหนัก เราต้องให้ร่างกายมีการใช้พลังงาน
หรือมีการเผาผลาญพลังงานให้มากกว่าพลังงานจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป
ดังนั้นการลดน้ำหนัก
หรือลดความอ้วนจึงต้องมีการควบคุมปริมาณแคลอรีจากการรับประทานอาหาร
ซึ่งไม่ใช่การอดอาหาร
โดยเฉลี่ยผู้หญิงต้องการพลังงานประมาณ 2000 kcal
และผู้ชายต้องการพลังงานประมาณ 2500 kcal เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน
และรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ หากต้องการลดน้ำหนัก
แนะนำให้ลองลดแคลอรีในอาหารที่รับประทานลงวันละ 500 kcal
หรือเพิ่มกิจวัตรประจำวัน/กิจกรรมที่เพิ่มการเผาผลาญมากขึ้น 500 kcal
ก็จะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนได้

2. ความเชื่อ: ช่วงลดน้ำหนักให้รับประทานเฉพาะเมื่อรู้สึกหิว

ความจริง: การรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา
หรือปล่อยให้ร่างกายอดอาหารเป็นเวลานานจนรู้สึกหิว
จะไปกระตุ้นฮอร์โมนความเครียดที่ชื่อ Cortisol
ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น
โดยเฉพาะอาหารกลุ่มที่มีน้ำตาลและไขมันสูง การรับประทานอาหารกลุ่มนี้มากๆ
ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการได้รับพลังงานเกินกว่าความต้องการ และเกิดโรคอ้วนได้
ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลา 3 มื้อ มากกว่าการรับประทานเมื่อหิว

3. ความเชื่อ: รับประทานเนื้อสัตว์ไม่ทำให้อ้วน

ความจริง: ในภาวะปกติที่ร่างกายไม่ได้อยู่ในสภาวะอดอาหาร
หรือขาดอาหารอย่างรุนแรง ร่างกายจะไม่มีการนำโปรตีนมาเปลี่ยนเป็นพลังงาน
หรือนำโปรตีนไปเป็นแหล่งพลังงาน
เพราะร่างกายสามารถได้รับพลังงานอย่างเพียงพอจากสารอาหารกลุ่มแป้งและไขมัน
อยู่แล้ว ดังนั้นการรับประทานอาหารกลุ่มโปรตีนจำพวกเนื้อสัตว์
จึงไม่ได้เป็นสาเหตุของความอ้วน แต่เนื่องจากในเนื้อสัตว์มีชั้นไขมันแทรกอยู่
การรับประทานเนื้อสัตว์ที่ติดมันหรือมีไขมันแทรกเป็นจำนวนมากอาจเป็นสาเหตุของ
แคลอรีที่เกินได้และทำให้อ้วนได้ ดังนั้นหากต้องการลดหรือควบคุมน้ำหนัก
แนะนำให้รับประทานเนื้อสัตว์ชนิดที่มีไขมันต่ำ ตัวอย่างเช่น เนื้ออกไก่ เนื้อสันในหมู
ไข่ขาวต้ม เป็นต้น

4. ความเชื่อ: ช่วงลดน้ำหนักควรรับประทานเฉพาะผักและผลไม้

ความจริง: หัวใจของการลดน้ำหนักอย่างหนึ่ง คือ
การควบคุมปริมาณแคลอรีของอาหารที่รับประทาน
โดยไม่ให้มากกว่าปริมาณที่เราใช้ในแต่ละวัน
แต่ก็ต้องไม่ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นในการดำรงชีวิตด้วย
การรับประทานผักและผลไม้เพียงอย่างเดียวนั้น ถึงจะได้รับพลังงานเพียงพอ
แต่ก็จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นอื่นๆ
จึงไม่แนะนำให้รับประทานแต่ผักและผลไม้เพื่อลดน้ำหนัก
การรับประทานผักเพิ่มในมื้ออาหารหรือการรับประทานผลไม้ทดแทนขนมหวานหรือ
ขนมจุกจิกระหว่างมื้อ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะผัก/ผลไม้มีกากใย
เพราะจะช่วยให้รู้สึกอิ่มได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการขับถ่าย
แต่ก็ควรระวังไม่เลือกรับประทานผลไม้ที่มีรสหวานจัดจนเกินไป

5. ความเชื่อ: ช่วงลดน้ำหนักต้องงดแป้ง

ความจริง: อาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตยังคงเป็นสารอาหารหลักที่ให้พลังงาน
และมีความจำเป็นสำหรับร่างกาย
การรับประทานแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสมจึงไม่ทำให้อ้วน
คำแนะนำเบื้องต้นในการเลือกรับประทานแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตก็คือ
เรายังสามารถรับประทานแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตได้ในมื้อเช้าและมื้อกลางวัน
แต่ควรงดหรือจำกัดปริมาณในมื้อเย็น สำหรับชนิดของคาร์โบไฮเดรตนั้น
ควรเลือกเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ด ข้าวไม่ขัดสีต่างๆ
ขนมปังโฮลวีท เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในร่างกายเพิ่มขึ้นช้าๆ รู้สึกอิ่มได้นาน
ลดความอยากอาหารและช่วยลดความหิวได้
สำหรับมื้อเย็นนั้นแนะนำให้เน้นทานอาหารกลุ่มโปรตีนและผักใบเขียวทดแทนอาหาร
กลุ่มแป้ง ก็จะเป็นวิธีที่สามารถช่วยลดน้ำหนักได้

6. ความเชื่อ: รับประทานเร็ว หรือช้า ไม่มีผลต่อการลดน้ำหนัก

ความจริง: การใช้เวลาในการรับประทานอาหารให้ช้าลง เคี้ยวอาหารให้ละเอียดขึ้น
จะมีผลช่วยให้ลดหรือควบคุมน้ำหนักได้ดีขึ้น
การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดและการรับประทานช้าๆ
จะช่วยกระตุ้นและส่งสัญญาณไปยังสมองส่วนกลางที่ทำหน้าที่ควบคุมความหิวความ
อิ่ม ทำให้อิ่มเร็วขึ้น นอกจากนี้การเคี้ยวอาหารให้ละเอียด
ยังช่วยระบบย่อยอาหารของเราทำงานอย่างมีประสิทธิภาพดีขึ้นอีกด้วย

7. ความเชื่อ: อาหารที่มีฉลากบอก ไขมันต่ำ หรือไม่มีไขมัน
หมายความว่าไม่มีแคลอรี่

ความจริง: การอ่านฉลากโภชนาการ ควรให้ความสำคัญกับรายละเอียด
หรือส่วนประกอบของอาหารทั้งหมดด้วย ไม่ใช่สนใจแค่เพียงปริมาณแคลอรีรวม
หรือปริมาณไขมันเท่านั้น การรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำหรือไม่มีไขมันเลย
อาจช่วยลดแคลอรี่ได้มากกว่ารับประทานอาหารปกติ
แต่อาหารไขมันต่ำบางส่วนอาจมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายต่ำกว่าอาหาร
ปกติชนิดเดียวกัน อีกทั้งยังอาจจะต้องมีการดัดแปลงเพิ่มแป้ง เกลือ
หรือน้ำตาลลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยขึ้นหลังจากเอาไขมันออกไป
ดังงนั้นการเลือกอาหารจากการพิจารณาปริมาณไขมันเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่ใช่วิ
ธีที่ดีที่สุด

8. ความเชื่อ: การออกกำลังกายแบบยกเวท ทำให้ล่ำ ไม่ช่วยลดน้ำหนัก

ความจริง: น้ำหนักของร่างกายบนตาชั่ง บ่งบอกได้ถึง น้ำหนักของไขมัน กล้ามเนื้อ
และกระดูก การลดน้ำหนักที่ถูกต้อง คือการลดสัดส่วนของไขมันในร่างกาย
ในผู้ชายไม่ควรมีน้ำหนักไขมันเกิน 28% ผู้หญิง ไม่เกิน 32%
เพราะฉะนั้นการยกเวท เป็นการทำให้มวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น
และเปอร์เซนต์ไขมันลดลง
ซึ่งกล้ามเนื้อนี้เองจะเป็นตัวช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย โดยจะไปเพิ่ม
BMR หรือก็คือ Basal Metabolism ซึ่งหมายถึง
อัตราความต้องการเผาผลาญพลังงานของร่างกายในชีวิตประจำวัน
หรือจำนวนแคลอรีขั้นต่ำที่ต้องการใช้ในชีวิตแต่ละวัน ซึ่งทำให้ส่งผลดีกับสุขภาพ

9. ความเชื่อ: กินอาการแบบมังสวิรัติ จะช่วยลดความอ้วนได้

ความจริง: การทานอาหารมังสวิรัติไม่ใช่การทานอาหารเพื่อลดน้ำหนัก
การทานอาหารเพื่อลดน้ำหนัก คือการทานอาหารในสัดส่วนของโปรตีน ไขมัน

คาร์โบไฮเดรต ให้เหมาะสมกับพลังงานที่ต้องการ อาหารแบบมังสวิรัติบางอย่างก็มี
คาร์โบไฮเดรต และไขมันสูง ก็สามารถทำให้อ้วนได้เช่นกัน

10. ความเชื่อ: อาหารเสริม ลดความอ้วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว

ความจริง:
ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนว่าเราสามารถความอ้ว
นได้จริงจากการใช้อาหารเสริมเพียงอย่างเดียว โดยการลดน้ำหนักที่ดีและรวดเร็ว
ต้องปฎิบัติดังนี้ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ
และการรับประทานอาหารที่ถูกต้อง
อาหารเสริมที่มีบทความวิจัยที่ช่วยการเพิ่มการเผาผลาญไขมัน เช่น แอลคาร์นิทีน (L-
carnitine) เออร์วินเจย (Irvingia Gabonensis) เยอร์บามาเต้ (Yerba Mate)
การได้รับอาหารเสริมที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล
ก็จะช่วยให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้นมากกว่าการควบคุมอาหารและออกกำลังกายเพียงอย่า
งเดียว ดังนั้น
การใช้อาหารเสริมเพื่อช่วยในการลดหรือควบคุมน้ำหนักจึงแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยว
ชาญก่อน น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *