Menu

เคล็ดลับผิวขาวด้วยธรรมชาติ

วิธีทำให้ผิวขาวสูตรที่ 1 : มะนาว
ผสม น้ำมะนาว 1 ลูก + น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ นำมามาร์คหน้าก่อนนอน 15 นาที
ทำแบบนี้ได้ทุกวัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ควรทำต่อเนื่อง 1 เดือน
เห็นผลเลยว่าหน้าไม่มัน ไม่หมอง ผิวขาวใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติเลยค่ะ
การมาร์คหน้าด้วยมะนาว เป็นวิธีที่ทำให้ผิวขาวใส ชุ่มชื้นได้ง่ายๆ
เพราะในน้ำมะนาวมีกรด AHA ธรรมชาติ
ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่หมองคล้ำให้หลุดลอกออกไปได้อย่างดีเยี่ยม
แถมยังช่วยขจัดสิ่งสกปรก และความมันบนใบหน้าได้ด้วย ซึ่งความมัน
สิ่งสกปรกบนใบหน้าเป็นต้นเหตุที่ทำให้หน้าหมองคล้ำได้

วิธีทำให้ผิวขาวสูตรที่ 2 : แตงกวา
นำแตงกวา 1 ลูก มาบด หรือ ปั่นให้ละเอียด มาร์คหน้า 15-20 นาที
ทำก่อนนอนได้ทุกวันเลยค่ะ หรือ สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง แล้วแต่สะดวก
วิธีทำให้ผิวขาวด้วยแตงกวานี้ถ้าทำอย่างต่อเนื่องๆถึง 3 สัปดาห์
จะเห็นผลเลยว่าหน้าขาวขึ้น ริ้วรอย จุดด่างดำจางลงด้วยค่ะ
แตงกวา อุดมไปด้วยวิตามินซี แร่ธาตุ และวิตามินเค
มีส่วนช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ช่วยลดความหมองคล้ำบนใบหน้าได้
ทำให้ผิวขาวใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้า
ลดอาการแสบร้อนจากแสงแดดได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยชลอวัย
ลดริ้วรอยได้ด้วยค่ะ

วิธีทำให้ผิวขาวสูตรที่ 3 : โยเกิร์ต

โยเกิร์ต 3 ช้อนโต๊ะ + น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ + มะนาว 1 ช้อนโต๊ะ มาร์คหน้า 15-20
นาที ล้างออกให้สะอาด วิธีนี้จะทำให้ผิวขาวใส ชุ่มชื้น ลดความมัน
ลดการเกิดสิวได้อย่างดีเลยค่ะ ทำได้สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง
แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคนเลยค่ะ
โยเกิร์ตมีกรด แลคติก และจุลินทรีย์ที่ดี ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุด
ช่วยให้ผิวหน้าขาวใสอย่างเห็นผล และไม่ทำร้ายผิวหน้าอีกด้วย
พร้อมคืนความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าได้เป็นอย่างดี รูขุมขนก็กระชับขึ้นด้วยค่ะ

วิธีทำให้ผิวขาวสูตรที่ 4 : นมสด
นมสด 5 ช้อนโต๊ะ + น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ + ขมิ้นผง 3 ช้อนโต๊ะ นำมาสครับผิวสัก 2-3
นาที และมาร์คหน้าทิ้งไว้ 10-15 นาที ล้างออกให้สะอาด
เท่านี้ผิวของคุณก็ขาวใสเรียบเนียนแล้วค่ะ
นมสด อุดมไปด้วยกรดแลคติก ไบโอติน และวิตามินมากมาย
ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในชั้นผิวทำให้ผิวขาวใสได้อย่างเห็นผล
พร้อมทั้งช่วยบำรุงผิวในด้านการเติมเต็มคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผิวหน้าเต่งตึง
กระชับ ชุ่มชื้นขึ้นลดอาการแสบร้อนจากแดด
และลดการเสียดสีที่ทำให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี

วิธีทำให้ผิวขาวสูตรที่ 5 : มะเขือเทศ
นำสำลีชุบน้ำมะเขือเทศ เช็ดผิวหน้าก่อนนอน ทิ้งไว้ 15 นาที ล้างออกให้สะอาด
ทำเช่นนี้ได้ทุกๆวันเลยค่ะ เห็นผลอย่างต่อเนื่องถ้าทำถึง 3 สัปดาห์
เท่านี้ผิวหน้าก็กระชับ เต่งตึง ขาวใสขึ้นแล้วค่ะ
มะเขือเทศมีวิตามินซี วิตามินเอ และสารไลโคปีน
ที่ช่วยเรื่องการต่อต้านอนุมูลอิสระบนชั้นผิว ทำให้ผิวกระจ่างใส เรียบเนียน
เติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ลดอาการแสบแดงจากแสงแดด ชลอวัยบนใบหน้า
และช่วยลดความมันบนใบหน้าได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

วิธีทำให้ผิวขาวสูตรที่ 6 : มะขามเปียก
มะขาม 3 ช้อนโต๊ะ + น้ำตาลทรายแดง 3 ช้อนโต๊ะ สครับผิวอย่างเบามือ และทิ้งไว้
10 นาที ล้างออกให้สะอาด ทำเช่นนี้ก่อนนอน สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เห็นผลแน่นอนค่ะ
มะขาม มีกรด AHA จากผลไม้
ที่ช่วยในเรื่องการขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วซึ่งป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวหมองคล้ำ
หลุดลอกออกไป รวมถึงจุดด่างดำจากสิว ฝ้า กระ ก็จางลงได้
และรอยดำกร้านตามส่วนต่างๆของร่างกายก็จางลง
เหลือแต่ผิวที่เนียนนุ่มขาวใสเอาไว้เท่านั้นเอง

วิธีทำให้ผิวขาวสูตรที่ 7 : มะละกอ
นำมะละกอบด + น้ำผึ้งเล็กน้อย ผสมให้เข้า มาร์คหน้า 15 นาที
แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น กระชับผิวอีกครั้งด้วยน้ำเย็น ทำเช่นนี้ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง
เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ผิวหน้ากระจ่างใสขึ้นค่ะ
มะละกอ อุดมไปด้วยเอนไซม์ปาเปน และวิตามินเอ
ที่ช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดลอก ทำให้ผิวขาว เนียนนุ่มชุ่มชื้นขึ้น
แถมยังช่วยลดเลือนรอยดำจากสิว จุดด่างดำต่างๆให้จางลงได้ดีด้วยค่ะ

วิธีทำให้ผิวขาวสูตรที่ 8 : ทับทิม
นำสำลีแผ่น ชุบน้ำทับทิม มาร์คหน้าตอนก่อนนอนให้ทั่ว ทิ้งไว้ 15 นาที
แล้วล้างออก ทำเช่นนี้ได้ทุกวัน ผิวหน้าของคุณก็จะขาวใส เรียบเนียน
กระชับขึ้นได้ค่ะ
ทับทิมมีวิตามินซีสูง และมีเกลือแร่ต่างๆ
ที่ช่วยในเรื่องการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดลอกได้เป็นอย่างดี

มีส่วนช่วยในเรื่องหน้าขาวใสๆด้อย่างเห็นผล แถมยังช่วยเรื่องการชลอวัย
ลดริ้วรอยต่างๆบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี

วิธีทำให้ผิวขาวสูตรที่ 9 : สับปะรด
สับปะรดบด ผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย พอกหน้า 15-20 นาที ตอนก่อนนอน
แล้วล้างออกให้สะอาด ทำได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
เห็นผลครั้งแรกเลยว่าหน้ากระจ่างใสจริง
สับปะรด มีวิตามิซี วิตามินเอ เอนไซม์ และแร่ธาตุต่างๆ
ที่ช่วยในเรื่องการขจัดเซลล์ผิวเก่า ความหมองคล้ำดำกร้านตามส่วนต่างๆของผิวหน้า
และรอยจุดด่างดำบนใบหน้าต่างๆให้เลือนหายไป เหลือแต่ผิวหน้าขาวกระจ่างใส
กระชับรูขุมขนได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

วิธีทำให้ผิวขาวสูตรที่ 10 : ว่านหางจระเข้
นำใบว่านหางจรเข้ที่แก่ที่สุดมาแช่น้ำ 10 นาที แล้วปลอกเปลือกออก
ล้างยางให้สะอาด นำไปปั่น ผลสมน้ำผึ้งเล็กน้อย มาร์คหน้า 30 นาที แล้วล้างออก
ทำได้ทุกวันเลยค่ะ
ว่านหางจรเข้ มีส่วยช่วยในเรื่องปรับผิวให้ขาว สว่าง กระจ่างใส
ทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้น ลดอาการแสบแดงจากแดดได้เป็นอย่างดี
แถมยังช่วยให้ผิวอิ่มน้ำ ผิวหน้าชุ่มชื้นถึงขีดสุดด้วยค่ะ…

การแยกโรคปวดศีรษะ

โรคปวดศีรษะจากความเครียด เป็นต้นเหตุที่พบบ่อยที่สุดของคนที่มีอาการปวดศีรษะ 
มักจะมีลักษณะอาการปวดหัวต่อเนื่องนานเป็นวันจนถึงเป็นอาทิตย์ หรือเป็นแรมเดือน 
โดยจะปวดพอรำคาญ หรือทำให้เกิดความรู้สึกไม่สุขสบาย และจะปวดอย่างต่อเนื่อง 
ไม่แรงขึ้นกว่าวันแรกที่ปวด จัดว่าเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด แต่จะเป็นหายเรื้อรัง
อาการปวดศีรษะที่เป็นต่อเนื่องกันเป็นวันขึ้นไป ควรจะแยกออกมาจากสาเหตุอื่น เช่น

1. ไมเกรน
ผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการปวดตุบๆที่ขมับด้านเดียว (ส่วนน้อยเป็นพร้อมกัน ข้าง)
อาเจียน คลื่นไส้ ตาพร่า นาน 4-72 ชั่วโมง มักจะเป็นหายทุกครั้งที่มีอาการกำเริบ 
มักจะมีสาเหตุจากสิ่งกระตุ้น ได้แก่ แสงสว่าง เสียง กลิ่น อดนอน อดข้าว อากาศร้อนหรือเย็นจัด 
อาหารบางชนิด เหล้า ผงชูรส โดยมากจะเริ่มเป็นตั้งแต่วัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว 
บางคนอาจมีอาการปวดศีรษะจากความเครียดร่วมด้วย

2. เนื้องอกสมอง
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดทั่วศีรษะ ปวดมากตอนที่ตื่นนอนตอนเวลาเช้า พอสายก็ดีขึ้น 
ไม่ปวดต่อเนื่องทั้งวัน อาการดังกล่าวจะเป็นแรงขึ้นทุกวันจนกระทั่งผู้ป่วยจะต้องตื่นตอนเช้ามืดเพราะรู้สึกเจ็บปวด 
และก็จะปวดนานขึ้นทุกวัน จนถึงในที่สุดจะปวดตลอดเวลา ซึ่งกินยาแก้ปวดไม่ทุเลา 
ในระยะต่อมาอาจมีอาการอาเจียน เดินเซ เห็นภาพซ้อน 
แขนขาอ่อนแรง ชัก ความจำเสื่อม บุคลิกภาพเปลี่ยนไป จากเดิม

3. โรคทางสมองอื่นๆ
เช่น เลือดออกในสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วย 
จะมีลักษณะปวดศีรษะรุนแรงและอาเจียน ตั้งแต่วันแรก
ที่ปวด บางคนอาจมีไข้สูง ซึม ชัก ร่วมด้วย

4. ต้อหินชนิดเฉียบพลัน
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตาและศีรษะข้างเดียวอย่าง 
รุนแรงและฉับพลันทันที ตาพร่ามัว แสบตาข้างที่ปวด 
จะมีสิ่งรบกวน ตาแดงๆตรงบริเวณตาขาว (รอบๆตาดำ)
อาการปวดจะเป็นต่อเนื่องเป็นวันซึ่งกินยาแก้ปวดก็ไม่ทุเลา

ใช้กาวร้อนลอกสิว บางทีอาจได้แผลจนหมดสวย

กาวร้อนลอกสิว กลายเป็นความเชื่อผิดของใครหลายคน 
ส่งผลให้ทำตามกันจำนวนมาก หวังลอกสิวเสี้ยนเพื่อจัดการกับปัญหาผิวหน้าให้สวยใส 
แต่หารู้ไม่ว่าความเชื่อนี้เป็นความเชื่อที่ไม่ถูก 
เพราะเหตุว่าในกาวมีสารที่มีอันตรายต่อผิวหนัง 
บางทีอาจก่อให้เกิดผลเสียรุนแรงมากกว่าที่ใครหลายคนคิด 
ก็เลยมีการออกมาเตือนโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถึงความเชื่อดังกล่าว

ผลกระทบของการใช้กาวร้อนลอกสิว
*
ผลกระทบระดับน้อย ได้แก่ ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นระคายเคือง ผิวแห้ง ผิวลอก
*
ผลกระทบระดับมาก ได้แก่ เกิดอาการแพ้สารในกาว 
น้ำเหลืองไหล มีตุ่มเล็ก พองที่ผิวหนัง คัน หรือผื่นแพ้รุนแรง

การดูแลรักษาอาการ
*
ระคายเคืองน้อย ทามอยเจอร์ไรเซอร์หรือครีมบำรุงเพื่อเคลือบผิว สามารถหายได้
*
ระคายเคืองมาก ควรรีบพบแพทย์ แพทย์จะทำการตรวจค้นสารที่คนไข้แพ้ 
รวมทั้งทำการรักษาตามอาการ เช่น ใช้ยา ประคบน้ำเกลือ และอื่นๆ

ผลกระทบจากกาวร้อนลอกสิว
แม้มีการแพ้ครั้งแรก อาจจะส่งผลให้มีการแพ้ในครั้งถัดไป 
และไม่สามารถสัมผัสกับวัตถุที่มีสารชนิดเดียวกันกับในกาวได้ 
เช่น พลาสเตอร์ปิดแผล รองเท้าที่มีการประกอบด้วยกาว และก็อื่นๆ

ต้องการกล้ามใหญ่ ไม่กินเวย์โปรตีน แล้วจะต้องรับประทานอะไร?

เมื่อกล่าวถึงคนออกกำลังกายในตอนนี้ ดูเหมือนกับว่าจะมีเป้าหมายอยู่ ประเภทใหญ่
กลุ่มแรกออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งนั้น 
คือผู้ที่ออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ 
โดยในผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อชอบพิถีพิถันในการกินอาหารเป็นพิเศษเพื่อให้มีซิกแพ
โดยเน้นกินอาหารประเภทโปรตีนไขมันต่ำ และที่ได้รับความนิยมสูงก็คือ เวย์โปรตีนสำเร็จรูป 
แต่นอกจากเวย์โปรตีนแล้วก็ยังมีอาหารทางเลือกอื่นๆอย่างเช่น ไข่ขาวและอกไก่ 
ที่ให้โปรตีนไม่แพ้กัน และยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้ออีกด้วย 

คนทั่วไปกับคนออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อต้องการโปรตีนต่างกัน
ผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อ ต้องไม่มีไขมัน และการออกกำลังกายต้องไม่ทำทุกวัน
เพราะเหตุว่าการออกกำลังกายทุกวันจะก่อให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บ
โดยเหตุนี้ต้องพักเพื่อให้กล้ามเนื้อมีการซ่อมแซมเกิดขึ้นและมีขนาดโตขึ้น
นอกจากนี้ยังจะต้องรับประทานอาหารจำพวกโปรตีนเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อร่วมด้วย
*ในคนทั่วไปต้องการโปรตีน 0.8-1 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน
*ในคนที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อต้องการโปรตีน 2-3 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน (มากกว่าคนทั่วไป 2-3 เท่า)
ยกตัวอย่างการรับประทานอาหารในคนที่มีน้ำหนักตัว 70 กิโลกรัม
หากเป็นคนทั่วไปจะต้องได้รับโปรตีน 70 กรัม/วัน
แต่ว่าหากเป็นผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อต้องได้รับโปรตีน 140-200 กรัม/วัน
ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้จะทานอาหารประเภทโปรตีนอยู่ที่ 150-200 กรัม/วัน
และชอบเลือกของกินที่มีไขมันต่ำรวมทั้ง เกลือหรือโซเดียมต่ำด้วย
เพราะเกลือจะมีผลให้บวมและมองไม่เห็นซิกแพค เพราะฉะนั้นของกินประเภทโปรตีนที่เลือกจะต้องเป็นโปรตีนไขมันต่ำ
และเมื่อปรุงรสจะต้องไม่ปรุงเกลือ หรือใส่ในปริมาณน้อย

คอลลาเจน ใช้บำรุงผิวและรักษาโรคข้อเสื่อม

คอลลาเจน กลายเป็นคำที่หลายคนรู้จักดีในรูปแบบของอาหารเสริม 
อีกทั้งมีความเชื่อหลายอย่างเกี่ยวกับคอลลาเจนที่ผิดเพี้ยนไปจากความจริง 
เพราะคำโฆษณาของผลิตภัณฑ์ความงามที่วางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด เช่น คอลลาเจน 
สามารถทำให้ผิวขาวขึ้นได้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ควรทำความเข้าใจ

คอลลาเจน คืออะไร?
คอลลาเจน คือเส้นใยโปรตีนชนิดหนึ่ง เป็นองค์ประกอบหลักของผิวหนัง 
ขน และเส้นผม ช่วยทำให้ผิวหนังคงความเต่งตึง ยืดหยุ่นเรียบเนียน กระชับ
อีกทั้งยังเป็นองค์ประกอบของกระดูกกระดูกอ่อน 
จึงมีการนำคอลลาเจนไปใช้ในคนไข้โรคข้อเข่าเสื่อม คนที่มีภาวะกระดูกบางหรือกระดูกเปราะ
คอลลาเจน เป็นสิ่งที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้และ
ได้รับจากอาหารหลายประเภทแต่ในคนที่มีอายุมากขึ้นโดยเฉพาะคนที่มีอายุมากกว่า 30 ปี 
ขึ้นไปพบว่าการสังเคราะห์คอลลาเจนจะต่ำลงหรือในคนที่มีปัจจัยบางอย่าง
ทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพหรือถูกทำลายได้ง่าย เช่นคนที่พักไม่เพียงพอ 
คนที่มีความเครียด ผู้ที่สูบบุหรี่ ฯลฯจึงได้รับคอลลาเจนที่ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย 
ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อย เหี่ยวย่น ไม่เรียบเนียนและเกิดริ้วรอยได้

ปัจจัยที่ทำให้ร่างกายได้รับคอลลาเจนไม่เพียงพอ
1.
ผู้สูงอายุ (มีความสามารถในการสร้างคอลลาเจนได้น้อยกว่าวัยอื่น)
2.
รังสี UV จากแสงแดด
3.
ความเครียด
4.
พักผ่อนไม่เพียงพอ
5.
สูบบุหรี่
6.
รับประทานอาหารไม่ครบ หมู่

10 ความเชื่อผิดๆ ของการลดความอ้วน

1. ความเชื่อ: ลดความอ้วนต้องอดอาหาร

ความจริง: หากต้องการลดน้ำหนัก เราต้องให้ร่างกายมีการใช้พลังงาน
หรือมีการเผาผลาญพลังงานให้มากกว่าพลังงานจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป
ดังนั้นการลดน้ำหนัก
หรือลดความอ้วนจึงต้องมีการควบคุมปริมาณแคลอรีจากการรับประทานอาหาร
ซึ่งไม่ใช่การอดอาหาร
โดยเฉลี่ยผู้หญิงต้องการพลังงานประมาณ 2000 kcal
และผู้ชายต้องการพลังงานประมาณ 2500 kcal เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน
และรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ หากต้องการลดน้ำหนัก
แนะนำให้ลองลดแคลอรีในอาหารที่รับประทานลงวันละ 500 kcal
หรือเพิ่มกิจวัตรประจำวัน/กิจกรรมที่เพิ่มการเผาผลาญมากขึ้น 500 kcal
ก็จะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนได้

2. ความเชื่อ: ช่วงลดน้ำหนักให้รับประทานเฉพาะเมื่อรู้สึกหิว

ความจริง: การรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา
หรือปล่อยให้ร่างกายอดอาหารเป็นเวลานานจนรู้สึกหิว
จะไปกระตุ้นฮอร์โมนความเครียดที่ชื่อ Cortisol
ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น
โดยเฉพาะอาหารกลุ่มที่มีน้ำตาลและไขมันสูง การรับประทานอาหารกลุ่มนี้มากๆ
ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการได้รับพลังงานเกินกว่าความต้องการ และเกิดโรคอ้วนได้
ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลา 3 มื้อ มากกว่าการรับประทานเมื่อหิว

3. ความเชื่อ: รับประทานเนื้อสัตว์ไม่ทำให้อ้วน

ความจริง: ในภาวะปกติที่ร่างกายไม่ได้อยู่ในสภาวะอดอาหาร
หรือขาดอาหารอย่างรุนแรง ร่างกายจะไม่มีการนำโปรตีนมาเปลี่ยนเป็นพลังงาน
หรือนำโปรตีนไปเป็นแหล่งพลังงาน
เพราะร่างกายสามารถได้รับพลังงานอย่างเพียงพอจากสารอาหารกลุ่มแป้งและไขมัน
อยู่แล้ว ดังนั้นการรับประทานอาหารกลุ่มโปรตีนจำพวกเนื้อสัตว์
จึงไม่ได้เป็นสาเหตุของความอ้วน แต่เนื่องจากในเนื้อสัตว์มีชั้นไขมันแทรกอยู่
การรับประทานเนื้อสัตว์ที่ติดมันหรือมีไขมันแทรกเป็นจำนวนมากอาจเป็นสาเหตุของ
แคลอรีที่เกินได้และทำให้อ้วนได้ ดังนั้นหากต้องการลดหรือควบคุมน้ำหนัก
แนะนำให้รับประทานเนื้อสัตว์ชนิดที่มีไขมันต่ำ ตัวอย่างเช่น เนื้ออกไก่ เนื้อสันในหมู
ไข่ขาวต้ม เป็นต้น

4. ความเชื่อ: ช่วงลดน้ำหนักควรรับประทานเฉพาะผักและผลไม้

ความจริง: หัวใจของการลดน้ำหนักอย่างหนึ่ง คือ
การควบคุมปริมาณแคลอรีของอาหารที่รับประทาน
โดยไม่ให้มากกว่าปริมาณที่เราใช้ในแต่ละวัน
แต่ก็ต้องไม่ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นในการดำรงชีวิตด้วย
การรับประทานผักและผลไม้เพียงอย่างเดียวนั้น ถึงจะได้รับพลังงานเพียงพอ
แต่ก็จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นอื่นๆ
จึงไม่แนะนำให้รับประทานแต่ผักและผลไม้เพื่อลดน้ำหนัก
การรับประทานผักเพิ่มในมื้ออาหารหรือการรับประทานผลไม้ทดแทนขนมหวานหรือ
ขนมจุกจิกระหว่างมื้อ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะผัก/ผลไม้มีกากใย
เพราะจะช่วยให้รู้สึกอิ่มได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการขับถ่าย
แต่ก็ควรระวังไม่เลือกรับประทานผลไม้ที่มีรสหวานจัดจนเกินไป

5. ความเชื่อ: ช่วงลดน้ำหนักต้องงดแป้ง

ความจริง: อาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตยังคงเป็นสารอาหารหลักที่ให้พลังงาน
และมีความจำเป็นสำหรับร่างกาย
การรับประทานแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสมจึงไม่ทำให้อ้วน
คำแนะนำเบื้องต้นในการเลือกรับประทานแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตก็คือ
เรายังสามารถรับประทานแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตได้ในมื้อเช้าและมื้อกลางวัน
แต่ควรงดหรือจำกัดปริมาณในมื้อเย็น สำหรับชนิดของคาร์โบไฮเดรตนั้น
ควรเลือกเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ด ข้าวไม่ขัดสีต่างๆ
ขนมปังโฮลวีท เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในร่างกายเพิ่มขึ้นช้าๆ รู้สึกอิ่มได้นาน
ลดความอยากอาหารและช่วยลดความหิวได้
สำหรับมื้อเย็นนั้นแนะนำให้เน้นทานอาหารกลุ่มโปรตีนและผักใบเขียวทดแทนอาหาร
กลุ่มแป้ง ก็จะเป็นวิธีที่สามารถช่วยลดน้ำหนักได้

6. ความเชื่อ: รับประทานเร็ว หรือช้า ไม่มีผลต่อการลดน้ำหนัก

ความจริง: การใช้เวลาในการรับประทานอาหารให้ช้าลง เคี้ยวอาหารให้ละเอียดขึ้น
จะมีผลช่วยให้ลดหรือควบคุมน้ำหนักได้ดีขึ้น
การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดและการรับประทานช้าๆ
จะช่วยกระตุ้นและส่งสัญญาณไปยังสมองส่วนกลางที่ทำหน้าที่ควบคุมความหิวความ
อิ่ม ทำให้อิ่มเร็วขึ้น นอกจากนี้การเคี้ยวอาหารให้ละเอียด
ยังช่วยระบบย่อยอาหารของเราทำงานอย่างมีประสิทธิภาพดีขึ้นอีกด้วย

7. ความเชื่อ: อาหารที่มีฉลากบอก ไขมันต่ำ หรือไม่มีไขมัน
หมายความว่าไม่มีแคลอรี่

ความจริง: การอ่านฉลากโภชนาการ ควรให้ความสำคัญกับรายละเอียด
หรือส่วนประกอบของอาหารทั้งหมดด้วย ไม่ใช่สนใจแค่เพียงปริมาณแคลอรีรวม
หรือปริมาณไขมันเท่านั้น การรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำหรือไม่มีไขมันเลย
อาจช่วยลดแคลอรี่ได้มากกว่ารับประทานอาหารปกติ
แต่อาหารไขมันต่ำบางส่วนอาจมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายต่ำกว่าอาหาร
ปกติชนิดเดียวกัน อีกทั้งยังอาจจะต้องมีการดัดแปลงเพิ่มแป้ง เกลือ
หรือน้ำตาลลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยขึ้นหลังจากเอาไขมันออกไป
ดังงนั้นการเลือกอาหารจากการพิจารณาปริมาณไขมันเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่ใช่วิ
ธีที่ดีที่สุด

8. ความเชื่อ: การออกกำลังกายแบบยกเวท ทำให้ล่ำ ไม่ช่วยลดน้ำหนัก

ความจริง: น้ำหนักของร่างกายบนตาชั่ง บ่งบอกได้ถึง น้ำหนักของไขมัน กล้ามเนื้อ
และกระดูก การลดน้ำหนักที่ถูกต้อง คือการลดสัดส่วนของไขมันในร่างกาย
ในผู้ชายไม่ควรมีน้ำหนักไขมันเกิน 28% ผู้หญิง ไม่เกิน 32%
เพราะฉะนั้นการยกเวท เป็นการทำให้มวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น
และเปอร์เซนต์ไขมันลดลง
ซึ่งกล้ามเนื้อนี้เองจะเป็นตัวช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย โดยจะไปเพิ่ม
BMR หรือก็คือ Basal Metabolism ซึ่งหมายถึง
อัตราความต้องการเผาผลาญพลังงานของร่างกายในชีวิตประจำวัน
หรือจำนวนแคลอรีขั้นต่ำที่ต้องการใช้ในชีวิตแต่ละวัน ซึ่งทำให้ส่งผลดีกับสุขภาพ

9. ความเชื่อ: กินอาการแบบมังสวิรัติ จะช่วยลดความอ้วนได้

ความจริง: การทานอาหารมังสวิรัติไม่ใช่การทานอาหารเพื่อลดน้ำหนัก
การทานอาหารเพื่อลดน้ำหนัก คือการทานอาหารในสัดส่วนของโปรตีน ไขมัน

คาร์โบไฮเดรต ให้เหมาะสมกับพลังงานที่ต้องการ อาหารแบบมังสวิรัติบางอย่างก็มี
คาร์โบไฮเดรต และไขมันสูง ก็สามารถทำให้อ้วนได้เช่นกัน

10. ความเชื่อ: อาหารเสริม ลดความอ้วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว

ความจริง:
ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนว่าเราสามารถความอ้ว
นได้จริงจากการใช้อาหารเสริมเพียงอย่างเดียว โดยการลดน้ำหนักที่ดีและรวดเร็ว
ต้องปฎิบัติดังนี้ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ
และการรับประทานอาหารที่ถูกต้อง
อาหารเสริมที่มีบทความวิจัยที่ช่วยการเพิ่มการเผาผลาญไขมัน เช่น แอลคาร์นิทีน (L-
carnitine) เออร์วินเจย (Irvingia Gabonensis) เยอร์บามาเต้ (Yerba Mate)
การได้รับอาหารเสริมที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล
ก็จะช่วยให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้นมากกว่าการควบคุมอาหารและออกกำลังกายเพียงอย่า
งเดียว ดังนั้น
การใช้อาหารเสริมเพื่อช่วยในการลดหรือควบคุมน้ำหนักจึงแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยว
ชาญก่อน น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด…

5 สัญญาณช่องปากที่เตือนว่าควรไปพบทันตแพทย์ได้แล้ว

หลายๆคนชอบละเลยการรักษาสุขภาพช่องปากและฟัน 
กว่าจะมาดูแลได้ก็ต้องเป็นตอนที่ต้องเข้ารับการรักษากับทันตแพทย์แล้ว 
ซึ่งจำเป็นต้องบอกตรงนี้เลยว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาไม่ใช่ถูกๆดังนั้นถ้าหากคุณไม่อยากเสียเงินแพง
ไปกับการดูแลรักษาช่องปากและฟัน ควรจะหมั่นสังเกตุตัวเองเสมอๆถ้าหากมีอาการดังนี้ควรจะรีบไปพบทันตแพทย์โดยทันที

1. มีกลิ่นปากโดยหาสาเหตุไม่ได้ ครั้งใดก็ตามพูดหรือพ่นลมหายใจจะต้องได้กลิ่นปากทุกครั้ง 
ไม่เว้นแม้แต่ตอนที่เพิ่งแปรงฟันเสร็จใหม่ๆอาการแบบนี้อาจเกิดขึ้นจากอาการอักเสบในช่องปาก 
หรือมีเศษอาหารเข้าไปสะสมอยู่

2. ฟันเหลืองไม่ขาวสะอาด สามารถสังเกตุได้จากหลังจากที่แปรงฟันเสร็จแล้ว
จะมีคราบเหลืองติดอยู่ที่บริเวณฟันตลอด

3. มีคราบพลัคเกาะอยู่ที่บริเวณฟัน ข้อนี้ก็สามารถสังเกตได้จากหลังแปรงฟันใหม่ๆ
ว่าจะมีคราบที่เป็นเหมือนแผ่นฟิล์มเหนียวเกาะอยู่ที่บริเวณฟัน

4. ฟันผุ ข้อนี้สามารถสังเกตุได้ง่ายๆเลย คือเมื่อฟันเริ่มมีจุดสีดำบนฟัน 
หรือฟันเริ่มเป็นรู ซึ่งในบางครั้งอาจจะมีอาการปวดฟันร่วมด้วย

5. เลือดไหลในขณะที่แปรงฟัน การที่เลือดออกเวลาแปรงฟันเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเหงือกกำลังมีปัญหา 
เช่น เหงือกอักเสบ เหงือกเป็นแผล เป็นต้น

ถ้าคุณไม่ได้อยากมีอาการดังที่กล่าวมา ก็ควรจะมั่นเอาใจใส่และก็ดูแลแล้วก็รักษาสุขภาพช่องปากรวมทั้งฟันให้ดี 
ด้วยการแปรงฟันอย่างน้อยวันละ ครั้ง เช้าเย็น ทีละ 3-4 นาที เปลี่ยนแปรงทุกๆเดือน 
และก็ที่สำคัญใช้ไหมขัดฟันแทนการใช้ไม้จิ้มฟัน เพียงเท่านี้เหงือกและฟันของคุณก็จะอยู่กับคุณไปอีกนานแสนนาน

5 วิธีในการดูแลสุขภาพผิวแบบผิดๆ

การมีผิวสวยสุขภาพดีคงจะเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนปรารถนาจะมี
จนสรรหาวิธีการต่างๆมาดูแลและบำรุงมากมาย
แต่ว่าคุณทราบหรือเปล่าว่าวิธีการที่คุณทำอยู่อาจจะทำร้ายผิวก็ได้
ดังนั้นเพื่อไม่คุณทำร้ายผิวแบบไม่รู้ตัว เราจึงได้รวบรวม 5 วิธีดูแลสุขภาพผิวแบบผิดๆ
มาฝากกันแล้ว ถ้าใครทำอยู่ก็ขอให้รีบหยุดก่อนที่ผิวจะพังไปมากกว่านี้

1. ขัดผิวบ่อยๆการขัดผิวเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผิวดูดีขึ้นมาได้
เพราะเมื่อเราขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วก็จะหลุดออกไปส่งผลให้ผิวดูกระจางใส
แต่ว่าถ้าหากว่าคุณขัดผิวบ่อยเกินไปก็จะก่อให้ผิวแห้งกร้าน ทางที่ดีขัดผิวอาทิตย์ละ 1 ครั้งก็เพียงพอแล้ว

2. ใช้กูลต้ามากจนเกินไป สำหรับบางบุคคลที่ต้องการมีผิวขาวเร็วๆอาจจะเลือกใช้ครีมที่มีส่วนผสมของกูลต้า
เพื่อกระตุ้นให้ผิวกระจางใสเร็วๆแต่คุณไม่ควรใช้ในจำนวนที่มากเกินความจำเป็น
เนื่องจากว่าจะก่อให้ผิวหนังบางลงและไม่สามารถป้องกันแสงแดดได้ ส่งผลให้เกิดมะเร็งผิวหนัง

3. ใช้ครีมสเตียรอยด์ ครีมที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์อาจจะทำให้ผิวขาวขึ้นนุ่มขึ้นกว่าครีมปกติก็จริง
แต่คุณทราบไหมว่าถ้าหากใช้ต่อเนื่องไปนานๆจะก่อให้ผิวบางลงจนมองเห็นเส้นเลือดใต้ผิวได้ชัดเจนมากๆ
แล้วก็จะเป็นเรื่องที่แย่มากหากผู้หญิงนำครีมสเตียรอยด์ไปใช้กับหน้า เพราะหน้าคุณอาจพังได้

4. ฉีดวิตามิน การฉีดมินตามินเพื่อให้ผิวขาวนั้นเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง
เพราะว่าทำให้ผู้หญิงขาวขึ้นได้อย่างทันใจ จนถึงขั้นที่มีผลิตภัณฑ์ออกมาจำหน่ายให้ไปฉีดเอง
แต่พวกเราขอแนะนำว่าให้ไปทำกับแพทย์โดยตรงดีกว่า เพื่อความปลอดภัยของตัวเรา

5. ลืมทาครีมกันแดด พวกเราควรจะทาครีมกันแดดทุกวัน ไม่ว่าในวันนั้นจะมีสภาพอากาศเช่นไร
เนื่องจากต่อให้ไม่มีแดดให้พวกเรามองเห็น แต่ว่าแดดก็ยังเป็นแดดที่สามารถทำร้ายผิวเราได้อยู่ดี
ดังนั้นก่อนจะออกจากบ้านห้ามลืมทาครีมกันแดดเด็ดขาด…

เคล็ดลับในการทานอาหารให้ร่างกายมีสุขภาพดี

ของกิน เป็นหนึ่งใน 4 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้
แต่ก็มีอยู่บ่อยครั้งที่พวกเราชอบละเลยการกินอาหาร หรือรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อร่างกายทั้งๆ
ที่รู้อยู่เต็มอก จนทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพมากมายตามมา
ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีขึ้นพวกเราก็เลยมีเทคนิคในการทานมาฝาก

1. ในอาหารเช้าจะต้องมีแป้งและก็คาร์โบไฮเดรต เนื่องจากสารอาหารทั้ง 2 อย่างนี้
มีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกายเป็นอย่างยิ่ง ควรจะได้รับในจำนวน 1 ใน 3 ของอาหารทั้งหมด
ตัวอย่างอาหารจำพวกแป้งแล้วก็คาร์โบไฮเดรตคือ มันฝรั่ง ขนมปัง ข้าว ซีเรียล ฯลฯ

2. ปลาเป็นแหล่งอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก
เพราะอุดมไปด้วยโปรตีน วิตามมิน และแร่ธาตุอีกมากมาย
โดยใน 1 อาทิตย์ควรจะทานปลาขั้นต่ำ 2 ชิ้น
หรือถ้าหากว่าไม่ชอบทานปลาก็สามารถทานน้ำมันปลาแทนได้

3. ร่างกายของเรายังต้องการสารอาหารประเภทไขมันอยู่
แต่ว่าไขมันเป็นอาหารที่อันตรายมากๆถ้าทานไม่ระวังก็จะก่อให้เป็นโรคร้ายได้
ดังนั้นจึงจะต้องควบคุมจำนวนในการทานไขมันให้ดี
โดยในหนึ่งวันผู้หญิงสามารถทานไขมันได้ไม่เกิน 20 กรัม
ส่วนผู้ชายทานได้วันละไม่เกิน 30 กรัม

4. ในหนึ่งวันนั้นคนเราไม่ควรทานเกลือเกิน 6 กรัม
เพราะว่านอกเหนือจากจะมีผลให้ร่างกายบวมน้ำแล้วยังทำให้มีการเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นโรคไต
โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหลอดเลือดในสมอง
ดังนั้นจึงจำกัดปริมาณการทานให้เหมาะสม และก็อ่านฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนจะทานทุกครั้ง

5. หลายๆคนเลือกที่จะไม่กินอาหารเช้า
เพราะเหตุว่าบางครั้งก็อาจจะไม่ว่าง ไม่หิว หรือเหตุผลใดๆก็ตามแต่
ซึ่งมันเป็นความคิดที่ไม่ถูกมากๆเพราะเหตุว่าการกินอาหารตอนเช้าจะช่วยเพิ่มพลังงาน
ให้กับร่างกายและก็ทำให้มีสมาธิในการทำกิจกรรมต่างๆ…

ผิวสวยง่ายๆเพียงแค่ทานผลไม้!!!

ใครต้องการมีผิวสวย ดูเปล่งปลั่งกันบ้าง!!
แน่ๆล่ะว่าทุกคนก็ต้องอยากมีผิวสวยสุขภาพดีให้ได้ดั่งหัวใจ ผู้หญิง
ส่วนใหญ่จึงมักนิยมรับประทานอาหารเสริม พึ่งการเข้าคลีนิกเสริมความงาม
หรือใช้ครีมรวมทั้งเครื่องแต่งหน้าแพงๆฉะนั้นวันนี้ก็เลยได้มาเสนอแนวทางง่ายๆ
สำหรับการบำรุง ซึ่งก็คือ “การกิน”
ในที่นี้ก็คือผลไม้นั่นเอง แม้กระนั้นจะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลย
เริ่มต้นกับผลไม้ที่รสเปรี้ยวอย่าง มะนาว ส้ม สตรอเบอร์รี่ ฝรั่ง
ซึ่งคือผลไม้ที่มีวิตามินสูง ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของผิวฟื้นฟูผิวที่แห้งกร้าน
เสริมสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวกระจ่างแลดูสุขภาพดี
สองผลไม้ที่มีสีแดง เช่น มะเขือเทศ เพราะในผลไม้ที่มีสีแดงจะมีสารไรโคปีน
ซึ่งสารตัวนี้จะทำหน้าที่กระตุ้นการสร้างคอลาเจน ทำให้ผิวแข็งแรงชุ่มชื้น
นอกจากนั้นในมะเขือเทศยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรอยอีกด้วย
อย่างที่สาม ลูกพรุน เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีและวิตามินอีสูง
นอกเหนือจากนี้ยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระในปริมาณมากอีกด้วย
ซึ่งจะช่วยให้ผิวดูอ่อนวัยเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลไม่แห้งตึง
อย่างที่สี่ ที่จะนำเสนอ ก็คือ แคนตาลูป และแตงกวา ซึ่งเป็นทั้งผักและผลไม้
ที่ประกอบไปด้วยวิตามินเอ และธาตุฯลฯที่จะช่วยเสริมสร้างคอลาเจน
ถ้าหากรับประทานเป็นประจำจะมีผลให้ผิวดูกระชุ่มกระชวย ไม่แห้งหยาบ
ผักแล้วก็ผลไม้แต่ละประเภททั้งน่าอร่อยและก็เป็นประโยชน์และหารับประทานได้อย่างง่ายๆ
เป็นแนวทางง่ายๆเพื่อช่วยทำให้ผิวของคุณดูสวยสุขภาพแข็งแรง แต่ของอย่างนี้ก็ต้องใช้เวลาใช่ป่ะ
ถ้ากินในจำนวนที่พอเหมาะและก็พอเพียงต่อความจำเป็นของร่างกายก็จะมีผลดี
หากรับประทานมากเกินไปก็อาจเกิดสะสมจนเป็นโรคภัยตามมาก็ได้…