Menu

รู้จักกับโรคไข้ปวดข้อยุงลาย โรคที่มียุงลายเป็นพาหะ

เป็นที่รู้ๆกันอยู่ว่ายุงลายเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก โรคที่อันตรายถึงตายได้ 
ทำให้มีการรณรงค์โดยตลอดเพื่อป้องกันยุงลาย นอกจากไข้เลือดออกแล้วยุงลายยังสามารถนำโรคอื่นได้อีก 
เรามาทำความรู้จักกับ โรคไข้ปวดข้อยุงลาย” ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรคเช่นกัน

โรคไข้ปวดข้อยุงลาย เป็นยังไง?
โรคไข้ปวดข้อยุงลาย เรียกอีกอย่างว่า โรคชิคุนกุนยา” เป็นโรคที่มียุงลายเป็นพาหะ 
เกิดจากเชื้อไวรัส เคยระบาดในหลายพื้นที่ อีกทั้งเคยระบาดในประเทศไทยเมื่อ 10 ปีก่อนทางภาคใต้
เจอโรคครั้งแรกที่แอฟริกา โดยชื่อชิคุนกุนยานั้นเป็นภาษาแอฟริกาที่หมายถึงเดินจนตัวงอ 
ด้วยเหตุว่าโรคนี้มีลักษณะอาการเด่นคือปวดข้อมากจนกระทั่งทำให้เดินตัวงอ

ลักษณะโรคไข้ปวดข้อยุงลาย
คนที่ติดเชื้อโรคอาจมีไข้สูง อาการเด่นของโรคเป็นลักษณะของการปวดข้อมาก บางรายอาจปวดมากกระทั่งข้อบวม 
อาจมีอาการตาแดงและก็ผื่นแดงตามตัวร่วมด้วย แต่ไม่ทำให้มีอาการช็อคเหมือนไข้เลือดออก 
ช่วงเวลาของอาการปวดสิ่งที่แตกต่างกันออกไปในคนป่วยแต่ละราย บางรายเมื่อหายไข้ก็หายปวด 
แต่บางรายบางทีอาจปวดต่อไป สามารถปวดข้อได้นานที่สุดถึง ปี ข้อที่มักปวดคือ ข้อนิ้วมือ ข้อมือ

ระยะฟักตัวของเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา
หลังจากถูกยุงลายที่มีเชื้อกัด ใช้เวลาฟักตัว 3-7 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้ขึ้นสูงมาก 
อ่อนล้า แล้วอีก 2-5 วันหลังไข้ขึ้น ก็จะเริ่มมีอาการปวดข้อ และผื่นมักเกิดหลังเป็นไข้แล้ว วัน
อาการแทรกซ้อนโรคไข้ปวดข้อยุงลาย
มีโอกาสทำให้เกิดอาการสมองอักเสบหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้ แต่โอกาสเกิดน้อยมาก

การป้องกัน
*
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค
*
ป้องกันโดยการควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

การดูแลและรักษา
การดูแลและรักษาโรคไข้ปวดข้อยุงลาย เป็นการรักษาตามอาการ ถ้าปวดข้อ รักษาโดยการกินยาพารา ถ้าจับไข้คนป่วยจะได้รับยาลดไข้

จะต้องเดินยังไงถึง “ผอม”

เดินเร็ว
การเดินที่ช่วยเบิร์นแคลอรี่ได้ดีนั้นคือ การที่เดินแล้วรู้สึกเหนื่อย คือ เดินเร็วๆก้าวเท้าถี่ๆ
ซึ่งการเดินแบบนี้จะช่วยเผาผลาญแคลอรี่จากกล้ามเนื้อขารวมทั้งบั้นท้ายได้
การเดินเร็วยังช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจแล้วก็หลอดเลือดให้ทำงานเพิ่มขึ้นอีกด้วย
แกว่งแขนไปมา
ใต้รักแร้ของพวกเรามีต่อมน้ำเหลืองอยู่ การแกว่งแขนจะช่วยทำให้ต่อมน้ำเหลืองไหวเวียนดียิ่งขึ้น
ทำให้สามารถขับสารพิษแล้วก็ของเสียออกมาจากร่างกายได้ พวกเราควรจะแกว่งแขนไปด้านหน้าและก็ด้านหลังให้สุดแขน
รวมทั้งแกว่งมาด้านหน้าให้ผ่อนลงสลับกับขาที่ก้าวไปข้างหน้า การแกว่งแขนที่ถูกวิธีจะช่วยลดการสะสมไขมันใต้ผิวหนัง ช่องท้อง และก็ยังเป็นการช่วยบริหารหัวไหล่ด้วย
เดินสลับวิ่ง
การเดินสลับวิ่งจะช่วยเพิ่มหลักการทำงานของหัวใจได้ โดยเราอาจเดิน 30 ก้าว วิ่ง 30 ก้าว
แล้วจึงลดปริมาณการเดินเพิ่มการวิ่งไปเรื่อยๆรับรองว่าคุณจะเบิร์นแคลอรี่แบบไม่ต้องเมื่อยล้าเลย
เดิน ขึ้น บันได แทน ลิฟท์
การขึ้นบันไดประมาณ 15 นาที จะมีการเผาผลาญพลังงานถึง 150 แคลอรี่ต่อครั้งเลยทีเดียว
การขึ้นบันไดเป็นการออกกำลังแบบแอโรบิคช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง เสริมสร้างกล้ามเนื้อต้นขา น่องและก้นจะแข็งแรง
เมื่อใกล้เดินถึงที่หมายแล้ว ควรค่อยๆหยุดเดินหากพวกเราเดินเร็วมา แล้วหยุดเดินเลย อาจจะส่งผลให้ร่างกายหยุดการทำงานกะทันหัน
กล้ามอาจจะเจ็บได้ ด้วยเหตุนั้น ก่อนหยุดเดิน ควรจะมีระยะบรรเทา เป็น เบาๆเดินช้าลงเมื่อใกล้ถึงที่หมาย จะยืดเส้นยืดสายเบาๆ
ก็ได้เพื่อให้ระบบต่างๆภายในร่างกาย ปรับตัวลดการทำงานลงสู่สภาวะปกติ…

ข้อดีของการกิน โยเกิร์ต ก่อนนอน

โยเกิร์ต เป็นของกินที่มีคุณประโยชน์อย่างยิ่ง มีแคลอรี่ต่ำช่วยทำให้เรานั้นอิ่มท้องแบบไม่ต้องกลัวอ้วน
แล้วก็โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ยังสามารถเอามาพอกหน้า
ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ช่วยทำให้ผิวนุ่มขึ้นได้ด้วย ผู้หญิงหลายคนก็เลยเลือกทานโยเกิร์ตเป็นของกินก่อนนอน
เพื่อช่วงเช้านั้นพุงไม่ป่อง แถมยังช่วยคุมน้ำหนักได้อีก ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปดูกันเลยดีกว่าว่า การทานโยเกิร์ตก่อนนอนนั้นดียังไงกับร่างกายของพวกเรา
1. หลับง่าย ใครที่พักผ่อนหลับๆตื่นๆนอนยาก คงจะทดลองทานโยเกิร์ตดู เนื่องจากในโยเกิร์ตมีสารทริปโตเฟน
เป็นกรดอะมิโนประเภทหนึ่งที่ช่วยทำให้เกิดความรู้สึกง่วงนอน
แล้วก็เป็นตัวช่วยสำหรับในการหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน ที่ช่วยทำให้ผ่อนคลายแล้วก็นอนหลับง่ายนั่นเอง
2. กระตุ้นระบบขับถ่ายให้ทำงานตามปกติ เพราะเหตุว่าในโยเกิร์ตมีสารไพรไบโอติกส์ ที่ช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ทำให้ถ่ายได้ดีขึ้น
แล้วก็ยิ่งกินในเวลาท้องว่าง ยิ่งเห็นผลได้ดีเชียวล่ะ ใครที่กำลังท้องผูกอยู่ต้องลอง
3. ใครที่รู้สึกพุงป่อง อึดอัด แนะนำว่าให้ลองทานโยเกิร์ตต่อเนื่องกันเป็นเวลา 1 อาทิตย์ รับรองว่าร่างกายของคุณจะได้รับการดีท็อกซ์
ทำให้เกิดความรู้สึกว่าระบบที่ทำหน้าที่ในการย่อยอาหารและก็ระบบขับถ่ายดียิ่งขึ้น
4. โยเกิร์ตเป็นตัวช่วยในการควบคุมน้ำหนัก เพราะว่าในโยเกิร์ตอุดมด้วยโปรตีนที่จะช่วยทำให้ผู้ที่หิวในยามดึกได้อิ่มท้อง
แต่ว่าควรจะเลือกทานที่มีไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย หรือจะเลือกทานรสธรรมชาติก็ยิ่งดีเลย
5. สร้างกล้ามเนื้อ เนื่องจากในโยเกิร์ตมีโปรตีนสูง ก็เลยช่วยซ่อมบำรุงหรือดึงโปรตีนนั้นไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อในเวลาที่พวกเรานอนได้ ด้วยเหตุนี้คนใดที่บริหารร่างกายหนักๆ
ก่อนนอนลองทานโยเกิร์ตต่อเนื่องกันดู แล้วคุณจะมองเห็นการเปลี่ยนแปลง
6. ใครที่แพ้แลคโตสจากนม สามารถรับประทานโยเกิร์ตทดแทนได้ เนื่องจากว่าในโยเกิร์ตมีกรดแลคติกแล้วก็แบคทีเรียที่ช่วยลดแลคโตสในนมได้
ทำให้ผู้ที่มีลักษณะอาการแพ้นมสามารถทานโยเกิร์ตได้ปกตินั่นเอง
นี่แหละเป็นประโยช์จากการทานโยเกิร์ตก่อนนอน แม้กระนั้นที่สำคัญเป็นการเลือกทานให้ถูกทาง โดยการเลือกทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติ หรือสูตรน้ำตาลน้อย
หรือถ้าใครไม่ชอบทานช่วงเวลากลางคืน ก็สามารถทานช่วงเวลาเช้าได้ และก็จะได้รับผลดีเหมือนกัน…

5 สัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังได้รับโพแทสเซียมไม่พอ

โพแทสเซียม” เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อกระบวนลักษณะการทำงานของร่างกายเป็นอย่างมาก เพราะเหตุว่ามีบทบาทควบคุมการทำงานต่างๆภายในร่างกายดังเช่นว่า ควบคุมความสมดุลของน้ำ 
ช่วยทำให้หัวใจเต้นปกติ ช่วยลดระดับความดันเลือด ช่วยรักษาอาการภูมิแพ้ ทำให้จิตใจอารมณ์เบิกบาน รวมทั้งที่สำคัญช่วยกำจัดของเสียต่างๆภายในออกมาจากร่างกาย 
โดยเหตุนั้นถ้าร่างกายได้รับสารโพแทสเซียมไม่พอจะทำให้เป็นอันตรายได้ แต่ว่าพวกเราสามารถรับรู้ได้จากสัญญาณเตือนทางร่างกายต่อไปนี้
1. 
รู้สึกเมื่อยล้าตลอดระยะเวลา ผู้เชี่ยวชาญด้านการโภชนาการศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต พูดว่าเซลล์ทุกเซลล์ภายในร่างกายจะต้องใช้โพแทสเซียมในวิธีทำงาน 
ฉะนั้นถ้าหากรู้สึกอิดโรยอยู่ตลอดเวลาในขณะที่นอนเพียงพอรวมทั้งบริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอหมายความว่าร่างกายกำลังขาดโพแทสเซียม
2. 
รู้สึกจุกและก็กล้ามอ่อนแรง อย่างที่กล่าวไปในข้อที่ ว่าเซลล์ทุกเซลล์จำเป็นต้องใช้โพแทสเซียมสำหรับเพื่อการปฏิบัติงาน แม้กระนั้นนอกเหนือจากเซลล์แล้วกล้ามเนื้อเรียงไปจนถึงหัวใจก็จำเป็นต้องใช้โพแทสเซียมด้วย 
โดยเหตุนี้แม้ร่างกายมีจำนวนโพแทสเซียมไม่พอร่างกายจะกำเนิดอาการกระตุกในบริเวณต่างๆ
3. 
รู้สึกวิงเวียนรวมทั้งหน้ามืด ปริมาณสารโพแทสเซียมภายในร่างกายจะขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหากโพแทสเซียมน้อยลงมากก็จะมีผลให้หัวใจเต้นช้าลง วิงเวียนศีรษะ โลกหมุน รวมทั้งหน้ามืด 
ถ้าหากมีลักษณะอาการดังที่กล่าวถึงแล้วควรจะรีบไปพบหมอเพื่อกระทำการรักษาในทันที
4. 
มีลักษณะอาการใจสั่น สาเหตุที่ทำให้อาการใจสั่นส่วนมากมาจากการที่ร่างกายมีจำนวนสารโพแทสเซียมน้อยเกินไปซึ่งถ้าเกิดผู้ใดมีลักษณะอาการดังที่ได้กล่าวมาแล้วควรจะรีบไปพบหมอในทันที
5. 
รู้สึกแน่นท้องหรือท้องอืด เมื่อร่างกายมีจำนวนโพแทสเซียมต่ำทำให้ร่างกายจำต้องควบคุมระดับโซเดียมด้วยจนถึงอาจส่งผลให้กำเนิดอาการท้องอืดหรือรู้สึกเป็นตะคิวที่ช่องท้องได้
ด้วยเหตุดังกล่าวเพื่อเป็นการป้องกันและไม่ให้ร่างกายขาดสารโพแทสเซียมคุณจะต้องรับประทานอาหารชนิด แคนตาลูปมันฝรั่ง มะเขือเทศ ผสไม้รสเปรี้ยว ผักใบเขียวทุกหมวดหมู่ และก็เมล็ดทานตะวัน ให้บ่อยๆ เนื่องจากของกินพวกนี้อุดมไปด้วยสารโพแทสเซียม

เรียนรู้เกี่ยวกับอาการปวดข้อเท้า รวมถึงวิธีการดูแลแก้ไข

อาการปวดข้อเท้าเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆ คน
นี่คือสิ่งที่รบกวนการใช้ชีวิตพอสมควร ลองมาเรียนรู้เกี่ยวกับมัน
รวมถึงวิธีการดูแลแก้ไขกันดีกว่า

อาการปวดข้อเท้านั้นก็คือการที่ผู้ป่วยรู้สึกว่าไม่ค่อยสบาย
หรือว่าปวดส่วนใดส่วนหนึ่งบริเวณข้อเท้า สาเหตุของมันนั้นมีได้หลากหลาย
รวมไปถึงความรุนแรงที่มีหลายระดับ เริ่มตั้งแต่แค่อาการเคล็ดธรรมดาๆ
ไปจนถึงกระดูกข้อเท้าหัก ซึ่งอาการเหล่านี้จะทำให้การใช้ชีวิตลำบาก
โดยเฉพาะการเดิน ซึ่งบางคนอาจจะเดินไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่จะต้องมีวิธีการดูแลรักษาให้ถูกต้อง

สำหรับอาการปวดข้อเท้านั้น ควรต้องไปพบแพทย์ต่อเมื่อรู้สึกปวดยาวนาน 2-3
สัปดาห์ ขณะที่ข้อเท้าบางครั้งก็มีอาการบวมขึ้นมา และไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้นมาเลย
ข้อเท้าบางคนก็อาจจะมีเสียงเมื่อขยับบริเวณข้อต่อ
หรือบางครั้งก็ไม่สามารถขยับข้อเท้าได้
นี่ก็เป็นสัญญาณเตือนอะไรบางอย่างที่แสดงว่าอาการปวดข้อเท้าเริ่มไม่ใช่เรื่องปก
ติแล้ว ควรต้องไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อประเมินอาการให้ถูกต้อง
จะได้มีแนวทางการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

กรณีที่อาการไม่ได้หนักหนาสาหัสมาก ผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองได้ง่ายๆ
หลายอย่าง เริ่มแรกก็คือการพักการใช้งานข้อเท้า
พยายามหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักที่ข้อเท้า หากว่าต้องการเดินจริงๆ
ก็ให้ใช้ไม้ค้ำช่วย เพื่อให้ลงน้ำหนักในเท้าข้างที่ปวดข้อเท้าน้อยที่สุด
ขณะที่การพันผ้าประคองข้อเท้าไม่ให้เคลื่อนที่มากเกินไปก็เป็นสิ่งที่ดี
แต่ไม่ควรพันให้แน่นเกินไป เพราะจะส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดได้

ผู้ที่เริ่มปวดข้อเท้าในระยะเริ่มแรก สามารถประคบเย็นได้
โดยนำเอาถุงน้ำแข็งมาวางบนข้อเท้าข้างที่มีอาการปวด
โดยวางไว้ครั้งละประมาณ 20 นาที จากนั้นทิ้งไว้สักพัก ราวๆ ชั่วโมงครึ่ง

ก่อนที่จะเริ่มประคบเย็นอีกครั้ง นี่จะช่วยให้อาการบาดเจ็บนั้นลดลงมา
รวมถึงอาการบวมที่จะทุเลาลงด้วย

สำหรับใครที่ปวดมากจนรู้สึกทรมานใจ
สามารถไปหาซื้อยาแก้ปวดมาทานได้เช่นกัน โดยให้ปรึกษาเภสัชกรก่อน
เพื่อให้มั่นใจว่าได้ตัวยาที่ถูกต้อง จากนั้นเมื่ออาการเริ่มดีขึ้นมาแล้ว
ให้บริหารข้อเท้าเบาๆ ไปเรื่อยๆ พยายามให้ข้อเท้าได้ขยับมากขึ้น
แต่ถ้าหากว่าเกิดอาการปวดขึ้นมาระหว่างบริหารก็ให้หยุดทันทีเพื่อความปลอดภัย

นี่คือแนวทางการดูแลแก้ไขในเบื้องต้นที่จะช่วยให้อาการปวดข้อเท้าดีขึ้น
แต่ถ้าหากว่าพยายามดูแล้วยังไม่ดีขึ้น วิธีที่ดีที่สุดก็คือการไปพบแพทย์
อย่าได้ชะล่าใจปล่อยให้หายเอง
เพราะบางครั้งอาจจะมีอาการที่เลวร้ายแทรกซ้อนอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้…

สัญญาณโรคซึมเศร้าในวัยรุ่น ที่คนใกล้ตัวต้องเฝ้าระวัง

ในปัจจุบันมีการทำความเข้าใจผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามากขึ้น
ดังจะเห็นได้จากตัวเลขของผู้ป่วยที่กล้าเข้ามาพบแพทย์เพื่อทำการรักษามากขึ้น
ไม่ทนเจ็บปวดอยู่คนเดียว เพราะกลัวสังคมไม่ยอมรับเหมือนอย่างในอดีต
แต่สำหรับวัยรุ่นหลายๆ คน อาจยังเป็นปัญหาที่ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองกำลังมีปัญหา
เพราะไม่อยากถูกมองในแง่ลบ หรือกลัวเพื่อนที่โรงเรียนล้อ ดังนั้น
คนใกล้ตัวจึงควรสังเกตพฤติกรรมของพวกเขา โดยอาจสังเกตได้จากสิ่งต่อไปนี้
1. เกรดตก
สาเหตุของเกรดตกอาจจะมีอยู่หลายอย่าง
แต่ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นจากปัญหาในการเรียนรู้ของตัวเด็กเอง โรคสมาธิสั้น ถูกรังแก
หรืออาจใช้ยาเสพติด หรือแม้แต่การติดเพื่อน ติดเกม แต่หากเด็กไม่มีทีท่าทีเหล่านี้
ก็มีความเป็นไปได้ในเรื่องของอาการซึมเศร้า
2. ฉุนเฉียว โมโหง่าย
เราอาจลองสงสัยถึงประเด็นโรคซึมเศร้าได้ หากว่าพวกเขามีพฤติกรรมโมโหง่าย
แบบเห็นเด่นชัดมากกว่าที่เคยเป็น หากรู้สึกว่าอะไรนิด อะไรหน่อยก็โกรธ โมโห
ขึ้นเสียงสูง เสียงดัง ก็น่าจะพอสงสัยได้บ้าง
3. ขี้เบื่อ เหนื่อยหน่าย
หากอยู่ๆ ก็กลายเป็นคนที่นิ่งเฉยไร้อารมณ์ทุกสถานการณ์ จากที่เคยมีสิ่งที่ชอบ
ที่เห็นทุกครั้งก็ตื่นเต้นดีใจ อีกหนึ่งสัญญาณซึมเศร้าที่ชัดเจนและควรสังเกต
4. เลิกกิจกรรมที่เคยทำเป็นประจำ
จากที่เคยเป็นเด็กเล่นกีฬา หรือมีกิจกรรมที่ทำกับเพื่อน แต่กลับเลิกกิจกรรมนั้นไปดื้อๆ
หรือหยุดเล่นกิจกรรมใดๆ ที่เคยทำอยู่ไปกลางคัน โดยไม่มีเหตุผลที่เหมาะสม
หรือไม่มีกิจกรรมอื่นๆ มาดึงความสนใจของเขาไป
แม้ว่าความสนใจของคนเราอาจเปลี่ยนไปกันได้
แต่เราก็อาจสงสัยเรื่องซึมเศร้าได้เช่นกัน
5. ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างแย่ลง
เมื่อไหร่ที่ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง จากที่เคยดีๆ
อาจเริ่มทะเลาะกับเพื่อนสนิทที่โรงเรียน ทะเลาะกับพ่อแม่พี่น้อง
และคนที่เคยสนิทสนมด้วยคนอื่นๆ
หรืออาจใช้เวลากับคนเหล่านั้นน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
อาจเป็นสัญญาณของอาการซึมเศร้าได้
6. อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
ไม่ว่าจะอ่อนเพลียจากการที่ทานอาหารน้อยลง พักผ่อนน้อยลง ขาดการออกกำลังกาย
หรือจากสาเหตุใดก็ตาม หากมีอาการอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด ไม่ร่าเริงแจ่มใส
หรือไม่ยอมลุกขึ้นเดินไปไหนมาไหนเหมือนเคย
ก็อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของโรคซึมเศร้าได้เช่นเดียวกัน
7. พฤติกรรมอันตราย
หากเริ่มเห็นเด็กมีพฤติกรรม หรือพูดอะไรแปลกๆ ที่เกี่ยวข้องกับอันตราย เช่น
พูดหรือจับมีด ดูคลิปการใช้ปืน ถามถึงยาที่ทานแล้วเสี่ยงเสียชีวิต
หรือชอบไปยืนในที่สูงๆ การสอบถามเพื่อความอยากรู้อยากเห็นอาจเคยพบเห็นบ้าง
แต่หากเป็นพฤติกรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้น อาจส่อเค้าอันตรายที่ส่งผลไปถึงการทำร้ายตัวเอง
หรือการฆ่าตัวตายได้
8. มีอาการเจ็บปวดทางร่างกายตลอดเวลา
หากในระยะหลังเด็กบ่นว่าปวดหัว ปวดท้องบ่อยกว่าปกติ
บางครั้งอาจไม่ใช่แค่คำกล่าวอ้าง
อาการเจ็บปวดทางร่างกายเหล่าเกี่ยวข้องกับจิตใจเช่นกัน ดังนั้น
ควรพาไปตรวจเช็กร่างกายที่โรงพยาบาล หากร่างกายไม่ผิดปกติอะไร
อาจสอบถามแพทย์เพิ่มเติมถึงความเป็นไปได้ในการเป็นโรคซึมเศร้า
วิธีแก้ นอกจากการสอบถามพูดคุยเพื่อให้เขาเปิดใจ
ยอมเผยความรู้สึกของเขาออกมาตรงๆ แล้ว เราต้องให้ความช่วยเหลือเด็กๆ อย่างถูกวิธี
อย่าแนะนำให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ และแก้ไขไม่ตรงจุด เช่น
บังคับให้ทำกิจกรรมที่ไม่ชอบ ผลักเขาเข้าสู่สังคมที่เขาไม่เป็นที่ยอมรับ
แต่ควรพาเขาไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางรักษาอย่างถูกต้อง
ภายใต้การดูแลจากทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด…

ลดน้ำหนักอย่างไรให้ได้ผลที่ดี

การที่เรามีอาการอยากกินนู่น อยากกินนี่ตลอดเวลา สาเหตุอาจจะเกิดมาจากการที่เราทำนิสัยบางอย่างซ้ำๆ
จนเกิดเป็นความเคยชิน โดยที่เราไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราอ้วน
ดังนั้นการดูแลตัวเองในช่วงนี้จึงจำเป็นอย่างมาก
1. ตั้งเป้าหมายของตัวเองแบบพอดี
การตั้งเป้าหมายไว้จะ ช่วยให้เราเกิดแรงมุ่งมั่นและมีกำลังใจในการลดน้ำหนัก อย่างเช่น
เราตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะลดให้ได้ 10 กิโลกรัม เดือนหนึ่งเราควรลดให้ได้อย่างน้อย 3 กิโลกรัมอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนครบ
2.เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน
อาหารเช้าสำคัญแต่แนะนำว่าให้กินธัญพืช 1 ถ้วยคู่กับนมอัลมอนด์ หรือโยเกิร์ตกับผลไม้ประเภทเบอร์รี่
แทนอาหารมื้อใหญ่ไขมันสูง เพราะจะช่วยให้ย่อยง่ายขึ้น
3.กินของว่าง 2 มื้อต่อวัน
การกินของว่างระหว่างวันจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารได้ทำงานอย่างเต็มที่ค่ะ
แต่ของว่างที่ว่านี่ไม่ใช่ขนมขบเคี้ยวที่แคลอรีสูงนะคะสาวๆ ควรเน้นกินเป็นผลไม้ เช่น เบอร์รี่ทั้งหลาย
หรือถ้าอยากหวาน อยากกินขนม ควรเลือกเป็นเจลาตินที่เป็นแบบไม่มีน้ำตาลธัญพืชอบกรอบ หรืออัลมอนด์
จะช่วยให้อิ่มอยู่ท้อง และไม่อ้วนด้วย
4.สร้างแรงบันดาลใจ
การลดน้ำหนักที่หลายคนมักประสบความสำเร็จนั้นและได้ผล อย่างหนึ่งก็มากจากแรงบันดาลใจและแรงผลักดัน
อย่างการแปะรูปศิลปินที่ชื่นชอบ หรือแม้กระทั้งนางแบบที่เราชื่นชอบเอาไว้บนหน้าจอคอม ตู้เย็น หน้ากระจก
เพื่อเป็นแรงผลักดันให้เรามีกำลังใจ
5.ทำอาหารทานเองที่บ้าน
วิธีนี้เป็นอีกวิธีหนึ่งที่เหมาะสำหรับคน ลดน้ำหนักเป็นอย่างมาก
เพราะนอกจากจะได้คุณค่าทางสารอาหารครบถ้วนแล้ว
เรายังสามารถที่จะควบคุมปริมาณแคลอรี่ในแต่ละมื้อได้ดีกว่า และมั่นใจได้ว่าอาหารนั้นสะอาดและก็ปลอดภัย
6.ลดการกินโซเดียมให้น้อยลง
แม้ว่าเกลือและน้ำปลา หรือเครื่องปรุงทั้งหลายจะทำให้รสชาติอาหารอร่อยขึ้น แต่การกินโซเดียมมากเกินไป
จะทำให้เราตัวบวมได้ง่าย ดังนั้นอาหารที่เราปรุงเองควรลดเกลือหรือโซเดียมให้น้อยลง
7.พยายามอย่าเครียด
ความเครียดเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาหลายๆ อย่างตามมา เช่น หน้าแก่ มีริ้วรอย ปวดหัว ไมเกรน
นอนไม่หลับ หลายๆ คนเวลาเกิดความเครียด จะไปลงที่การกิน รู้สึกเหมือนอยู่เฉยๆ
ไม่ได้ต้องหยิบอะไรเข้าปากไปเรื่อยๆ เพื่อบรรเทาความรู้สึกเครียด แต่การกินเพราะความเครียด
ส่งผลให้เกิดความเครียดเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมในภายหลังเช่น กินไม่หยุดแล้วน้ำหนักขึ้น
เราก็จะเครียดมากกว่านี้อีกหลายเท่า…

การเคารพสิทธิของผู้อื่นคือค่านิยมในสังคมไทย

อย่างแรกคือเวลาที่คนไทยขับรถเมื่อไรก็ตามที่อยู่หลังพวงมาลัยแม้แต่น้ำเสียงเล็กๆน้อยๆที่มีให้กันก็ดูกลายเป็นของหายาก
และนั้นก็ทำให้ท้องถนนในเมืองไทยกลายเป็นหนึ่งในสถานที่อันตรายอันดับต้นๆของโลกไปเลย
อย่างที่สองคือเวลาที่นักฟุตบอลไทยลีกอยู่ในสนามผู้ตัดสินกลายเป็นเป้าหมายหลักของผู้เล่นจะใช้พฤติกรรมก้าวร้าวใส่และควา
มเคารพที่มีต่อกันก็ถูกโยนทิ้งใปนอกหน้าต่าง โอเค
แม้ว่าสองเรื่องนี้จะไม่เหมือนกันซะทีเดียวเพราะเวลานักบอลตะโกนใส่กรรมการมันก็ไม่น่าจะมีใครตาย
แม้ว่าผู้ตัดสินบางคนอาจจะมีความรู้สึกกลัวตัวตายกันบางถ้าเกิดต้องเจอแฟนบอลไล่ล่าตัวหลังจบเกมฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีอารม
ณ์ร่วมสูงเราจึงเข้าใจได้ว่าทำไมนักฟุตบอลที่ไทยบางทีถึงน็อตหลุดกับคำตัดสินที่ส่วนใหญ่ต่ำกว่ามาตราฐาน
โชคร้ายมันอยู่ตรงที่ว่าบางทีมาตรฐานของการตัดสินมันก็ไม่ใช่ประเด็นเสมอไป
เพราะดูเหมือนว่าตอนนี้ผู้เล่นจะเริ่มมีนิสัยประท้วงทุกๆคำตัดสินและก้พากันมาตามตอแยสิงห์เชิ๊ตดำด้วยอารมร์ที่คุกรุ่นบางทีม
หรือผุ้เล่นสโมสรดูแย่ไปกว่านั้นตอนที่กรูกันไปประท้วงกรรมการด้วยอารมณ์โกรธใครมาเกรี้ยวกราดเวลาเสียผลประโยชน์ทั้งเ
วลาเสียจุดโทษหรือได้ใบเหลืองและใบแดง
พฤติกรรมแย่ๆแบบนี้กำลังจะกลายเป็นความเคยชินและดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีใครพูดถึงปัญหานี้กันสักเท่าไหร่บ่อยครั้งที่สิงห์เ
ชิ๊ตดำก็ดูไม่อยากจะให้ใบเหลืองกับผู้เล่นที่เถียงผู้ตัดสินจนเกินพอดีแต่ถ้าไม่ทำแบบนั้นมันก็จะเป็นการสร้างความไม่พอใจให้กั
บผู้เล่นที่โดนจดชื่อด้วยข้อหาที่เบากว่านั้น
ทางออกสำหรับปัญหาคือผู้ตัดสินต้องหนักแน่นมากกว่านี้และสมฒสรก็ต้องพยายามลดพฤติกรรมแบบนี้ออกไปจากผู้เล่นในสัง
กัดของเขา
ฟุตบอลไทยในตอนนี้ยังมีโอกาสของเปลี่ยนพฤติกรรมของผุ้เล่นก่อนที่มันจะสายเกินไปมีหลายเกมมากเกิดนไปที่การขาดวินัยส่
งผลกับเกมโดยตรง ความเต็มใจที่จะร่วมกันเปลี่ยนแปลงทั้งจากสโมสร ผู้เล่น และ
กรรมการคือสิ่งจำเป็นเพื่อหยุดไม่ให้ปัญหาให้แย่ไปกว่านี้…

ไม่ควรนั่งนานๆ ควรลุกเดินบ้าง

การนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานๆ จะทำให้ระบบเลือดไหลเวียนไม่สะดวก
และส่งผลต่ออาการปวดเรื้อรังของกล้ามเนื้อ และข้อกระดูก รวมถึงก่อให้เกิดมีภาวะอ้วนได้ด้วย
จึงควรมีการขยับร่างกาย เช่น เดินเข้าห้องน้ำ ลุกขึ้นยืน ยืดเหยียดร่างกายทุกๆ 2 ชั่วโมง ทั้งนี้การเดินวันละ 1 พันก้าว
ยังเพียงพอต่อการช่วยแก้ปัญหาความบกพร่อง ของการไหลเวียนเลือดที่เกิดจากการนั่งนานๆ ได้อีกด้วย
ปรับท่าทางนั่งทำงานให้เหมาะสม
ปรับท่าทางนั่งทำงานให้เหมาะสม ไม่ก้มไปทางด้านหน้าเอนตัว ไปทางด้านหลัง เอียงตัวไปทางด้านข้าง
หรือมีการบิดตัวมากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณลำตัวได้ เวลาทำงานหัดนั่งตัวตรง
ปล่อยตัวตามสบาย อย่าให้ไหล่งอ และไม่ควรนั่งขัดสมาธิเวลาใช้คอมนานๆ เพราะจะทำให้เมื่อยมากกว่าเดิม 2 เท่า
หาหมอนขนาดพอเหมาะมารองพนักพิงหลัง เพื่อรองรับกระดูกสันหลังจะช่วยลดอาการเมื่อยได้
ปรับระยะของเก้าอี้ หาเก้าอี้นั่งทำงานที่มีความกว้างพอดี
เก้าอี้ทำงานควรมีความกว้าง และความลึกที่เหมาะสม (ไม่แคบหรือกว้างเกินไป)
ควรมีระยะของช่องว่างระหว่างข้อพับเข้ากับเก้าอี้ ประมาณ 5-7 เซนติเมตร มีที่พักแขนและพนักพิงหลัง
โดยเก้าอี้ที่มีที่พักแขนจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อเกิดการผ่อนคลายมากขึ้น ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณแขน
และหัวไหล่ในขณะนั่งทำงานได้ดี ส่วนพนักพิงหลังจะต้องมีที่รองรับบริเวณส่วนเอว
โดยจะช่วยให้กล้ามเนื้อหลังเกิดการผ่อนคลายมากขึ้น ลดการเกร็งและการล้าของกล้ามเนื้อบริเวณหลัง
และเม้าส์ควรจะเป็นแทรกกิ้งบอล หรือเมาส์แบบไร้สายที่นำมาใกล้ตัวได้ ใช้ถนัดไม่ต้องยื่นแขน
ตั้งจอคอมให้อยู่ในระดับสายตาหรือต่ำกว่าเล็กน้อย
การทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ อาจทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพร่างกายได้
ซึ่งควรตั้งหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้ห่างจากผู้ใช้ประมาณ 40-75 เซนติเมตร และหน้าจอจะต้องอยู่ไม่ต่ำกว่า 30องศาของระดับสายตา
เลือกใช้จอแบบ LED เพื่อลดการสะท้อนของเงาและช่วยถนอมสายตา
หลีกเลี่ยงการก้มหรือเงยศีรษะมากเกินไป สำหรับแป้นคีย์บอร์ดที่ใช้ในการพิมพ์ ควรอยู่ในระดับข้อศอกหรือข้อมือ
จะได้ไม่ต้องยกแขนขึ้นมาพิมพ์ให้เสี่ยงต่อการปวดเมื่อย ไม่ถือโทรศัพท์ในท่าไม่เหมาะสม
ยกตัวอย่าง เช่น พูดโทรศัพท์โดยหนีบโทรศัพท์ไว้ที่บริเวณซอกคอ
เพราะจะทำให้เกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ (โทรศัพท์ควรวางอยู่ในตำแหน่งที่ห่างจากผู้ใช้ไม่เกิน 30 เซนติเมตร)
ในกรณีที่ผู้ใช้จำเป็นที่จะต้องใช้มือในการทำงาน และไม่สามารถจับโทรศัพท์ได้สะดวก
ควรหาอุปกรณ์เสริมเพื่ออำนวยความสะดวก และช่วยลดท่าทางที่ไม่เหมาะสม ที่อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ เช่นอุปกรณ์สวมศีรษะ แฮนด์ฟรี…

4 อันตรายที่ได้รับจากการทาน “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป”

สำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้วของกินยอดนิยมในตอนใกล้สิ้นเดือนน่าจะหนีไม่พ้น บะหมี่ครึ่งสำเร็จรูป” เพราะเหตุว่ามีราคาไม่แพงมาก รสชาติอร่อยทำทานเองได้ง่ายรวมทั้งที่สำคัญช่วยทำให้อิ่มไปได้อีกหนึ่งมื้อ 
ซึ่งคนไม่ใช่น้อยบางทีอาจจะยังไม่ทราบว่าการทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเสมอๆนั้นไม่ใช่เรื่องดีต่อร่างกายเลย วันนี้พวกเราก็เลยได้เก็บ อันตรายที่ได้รับจากการทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาฝากกัน
1. 
ได้รับโซเดียมในจำนวนที่มาเกินไป ในหนึ่งวันร่างกายมนุษย์เราต้องการโซเดียมจำนวน 2,400 มก. ซึ่งในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งซองมีโซเดียมมากถึง 1,600 มก. ด้วยเหตุผลดังกล่าวคุณอาจจะได้รับโซเดียมในจำนวนที่สูงเกินความต้องการของร่างกาย
2. 
เพิ่มโอกาสในการเป็นโรคร้าย นอกจากจะเสี่ยงเป็นโรคไตจากการได้รับโซเดียมสูงแล้ว การทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ่อยๆยังเป็นเหตุให้โอกาสในการเป็นโรคร้ายต่างมากขึ้น ดังเช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง 
เนื่องจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีไขมันที่ทำให้เกิดผลเสียและไม่ดีต่อร่างกายอย่างกรดไขมันจำพวกรานส์ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคหัวใจได้
3. 
ได้รับสารอาหารไม่พอ สารอาหารส่วนมากที่มีอยู่ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็น แป้งสาลี 60-70 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็อีก 15-20 เปอร์เซ็นต์เป็นไขมันในเครื่องปรุง ซึ่งเป็นสารอาหารที่ไม่เพียงพอต่อสิ่งที่จำเป็นของร่างกาย 
ด้วยเหตุนี้ถ้าจะทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปควรจะเพิ่มเติมผักหรือเนื้อสัตว์เพื่อเพิ่มสารอาหารด้วย
4. 
มีลักษณะอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แล้วก็อาหารไม่ย่อย อาการพวกนี้บางทีอาจมองเป็นอาการนิดๆหน่อยๆเมื่อเทียบกับข้ออื่นๆที่กล่าวมา แต่ว่าก็ไม่สมควรละเลยโดยเด็ดขาด เนื่องจากบางทีอาจนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการที่รุนแรงได้ในอนาคต
การทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่ใช่เรื่องไม่ถูกอะไร แต่ว่าจำต้องทราบดีว่าจำต้องทานเช่นไรถึงจะได้ประโยชน์ ซึ่งปริมาณที่เสนอแนะนำให้ทาน คือ ภายใน อาทิตย์ไม่สมควรทานเกิน ซอง/ถ้วย และก็ที่สำคัญไม่สมควรทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่แบบดิบด้วย